บีท จาก “ฝึกภาษาอยู่หน้าคอมฯ” สู่ Au Pair งานเลี้ยงเด็กๆที่เบลเยี่ยม

0
13521

Q: ช่วยแนะนำตัวเองกันหน่อยค่ะ 

สวัสดีค่ะ ชื่อ บีท อัญชณาพร เจือบุญ จบจากคณะบริหารและการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะที่เราเพิ่งรู้ว่ามีที่ลาดกระบังด้วย แบบตอนนั้นไปเลือกกันที่บ้านเพื่อน และเลือกคณะเดียวกันกับเพื่อนอีก 2 คน ผลออกมาคือ ได้เรียนคณะเดียวกัน ตอนนั้นดีใจและรู้สึกปลอดภัยมากค่ะ แบบเรามีเพื่อนแล้ว เรียนไปเรียนมาเริ่มรู้สึกไม่ชอบ แต่ก็ไม่อยากซิ่ว จึงรีบเรียนให้จบ

ส่วนตัวเป็นคนค่อนข้างเรียบร้อยมากกับที่บ้าน เราเลยไม่ค่อยแสดงความชอบให้ใครเห็นเท่าไหร่ว่าเราชอบไม่ชอบอะไร พอช่วงปี 2 เลยลองออกทางเดินออกต่างจังหวัดคนเดียวดูค่ะ ตอนนั้นกลัวเหมือนกัน เพราะไม่เคยไม่ไหนมาไหนคนเดียว มันแค่รู้สึกอยากออกจากกรอบที่เราล้อมไว้ พอมีครั้งแรกก็มีครั้งสองสามสี่ เดินทางเที่ยวคนเดียวจนเป็นปกติ และมีความฝันว่าหลังเรียนจบอยากเดินทางไปไหนสักแห่งที่เราจะค้นพบตัวตนได้ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นก็การมาใช้ชีวิตเมืองนอกค่ะ

ตอนนี้มาเป็นออแพร์อยู่ประเทศเบลเยียม ได้ 6 เดือนแล้วค่ะ (May 2020) บีทมองว่าการมาเป็นออแพร์ที่นี่ได้เปิดประสบการณ์การเดินทางที่อยากมี เปิดมุมมองใหม่กับการใช้ชีวิต นิ่ง และสงบขึ้น เหมือนมารีเซตความคิดใหม่ ปรับมุมมองชีวิตที่อยากจะใช้

Q: คิดยังไงถึงไปเป็น au pair เลี้ยงเด็กๆที่เบลเยี่ยมอ่ะคะ และชีวิตเลี้ยงเด็กที่นั่นเป็นยังไงบ้าง

ต้องขอเล่าก่อนว่า เบลเยียม เป็นประเทศที่แทบไม่รู้จัก ไม่คิดเลยว่าจะได้มาอยู่ที่นี่ เพราะจริงๆแล้วบีทอยากไปเป็นออแพร์ที่อเมริกาค่ะ บีท เมื่อ 3 ปีก่อน (2017) ตอนนั้นเรียนปี 4 บีทเริ่มถามตัวเองว่า จบแล้วอยากทำงานอะไร คำตอบคือ ไม่มี ไม่ใช่ไม่อยากทำงานนะคะ 555 แต่เราแค่รู้สึกว่า อยากหาประสบการณ์อะไรให้ตัวเองจริงๆหลังจากที่เรียนมาทั้งชีวิต และก่อนจะก้าวสู่วันทำงาน ค้นหาหลายโครงการมากค่ะ จนมาเจอโครงการออแพร์หรือพี่เลี้ยงเด็ก 

ตอนปี 4 มีเรียนแค่อาทิตย์ละ 2 วัน บีทเลยลองไปทำพาร์ทไทม์ที่ คิดส์ซาเนียร์ ลองดูว่าเราจะอยู่กับเด็กได้ไหม เเละมีโอกาสได้ฝึกภาษาอังกฤษไปในตัว แต่พอเรียนจบก็ได้รับเสนองานให้ทำเลย บีทก็เลยเลือกงานและทิ้งความฝันที่อยากจะไปอยู่ต่างประเทศไปก่อน ทำงานมาได้สักปีกว่าๆ บีทก็เริ่มรู้สึกว่า มันมีอะไรขาดหายไปจริงๆ แบบเราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่เรียนจบ เลยลาออกจากงาน และสมัครโครงการกับเอเจนซี่อย่างจริงจัง ไปเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็กทุกวันโดยไม่ได้เงิน ฝึกภาษาอยู่คนเดียวหน้าคอมกับคอร์สออนไลน์ที่ซื้อมา ทำอย่างนี้อยู่เกือบ 2 เดือนและรู้สึกว่าเราต้องหางานเพิ่มแล้ว เพื่อให้ได้มีเงินใช้ เพราะตอนออกจากงานมาก็ไม่บอกที่บ้าน คือ อยู่หอ คนเดียว กลับบ้านวันหยุดเหมือนปกติ ยังคงซื้อขนม ซื้ออาหารไปฝากเหมือนเดิมเพื่อไม่ให้ที่บ้านสงสัย 

พอฝึกชั่วโมงเลี้ยงเด็กจบก็หางานใหม่ และก็ได้สัมภาษณ์กับโฮสที่อเมริกา โฮสขอแมชต์ ตอนนั้นดีใจมากค่ะ ความรู้สึกแบบอีกนิดเดียวจะได้ไปแล้วนะ แต่พอไปสัมภาษณ์วีซ่าไม่ผ่านค่ะ และไปสัมภาษณ์รอบ 2 ก็ไม่ผ่าน ช่วงนั้นเป็นอะไรที่ดาวน์มาก เพราะหลายคนไม่ผ่านกันเยอะ อย่างที่รู้กัน วีซ่าอเมริกาได้ยากมากอะ ช่วงนั้นรู้สึกมันมืดไปหมด จะเอาไงต่อดี เลยตัดสินใจมาดูฝั่งยุโรปและสมัครเองโดยไม่ผ่านเอเจนซี่ในเว็ป Aupair world.com ค่ะ บีทส่งอีเมลล์ไปหาโฮสแต่ละประเทศเยอะมากตอนนั้น ประมาน 30-40 บ้านได้ คุยกันหลายบ้าน จนมาเจอบ้านที่แมชต์ด้วย คือบ้านที่มาอยู่ที่เบลเยียมในปัจจุบัน 

Q: au pair เลี้ยงเด็กๆที่เบลเยี่ยมต่างจากที่อเมริกายังไงคะ 

สำหรับการมาเป็นออแพร์ที่นี่ จะแตกต่างจากอเมริกาค่ะ คือชั่วโมงการทำงานจะน้อยกว่า แต่ก็ได้เงินเดือนน้อยกว่าเช่นกัน และต้องช่วยงานบ้านโฮสเล็กๆน้อยๆด้วยค่ะ บ้านบีทนอกจากงานดูน้อง บีทต้องทำอาหารไทยอาทิตย์ละ 3 ครั้งทานด้วยกันและช่วยซักผ้า โชคดีที่โฮสมีคนทำความสะอาดมาทำที่บ้าน เลยไม่ต้องทำ เวลาดูน้องช่วงแรกๆก็จะช่วยโฮสดูตลอด ก็คือ ช่วยกัน 

บีทจะไม่ได้อยู่กับน้องคนเดียว อ่อ น้องบีทเป็นผู้ชาย 2 คนค่ะ อายุ 2 กับ 4 ขวบ และน้องพูดภาษาดัตช์ นั่นเป็นเหตุผลว่า เวลาทำกิจกรรมทุกอย่างโฮสจะอยู่ด้วย โฮสเป็นคนใจเย็น และจะคอยแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ตลอดค่ะ ช่วงที่มาแรกๆ วันธรรมดาน้องไปโรงเรียนกัน บีทก็ไปเรียนภาษาดัตช์ ตอนนี้เริ่มสื่อสารกับน้องได้นิดหน่อย และพอเมืองล็อกดาวน์ เพราะโควิด น้องก็ต้องอยู่บ้าน โฮสมัมจากปกติก็ทำงานที่บ้านอยู่แล้ว เลยไม่รู้สึกว่าอะไรเปลี่ยนไปเท่าไหร่ แต่พอน้องอยู่บ้าน ทุกอย่างเปลี่ยนเลยค่ะ 555 ก็ต้องดูแลน้องมากขึ้น แต่โฮสก็ต้องทำงานบ้านเองมากขึ้น อย่างพอบีทต้องดูน้องคนเดียว โฮสก็ทำความสะอาดให้ห้องนอนบีท อย่างนี้เป็นต้น แบบเราอยู่กับแบบครอบครัว มีไรไม่สบายใจก็บอก

Q: ชีวิตในหนึ่งวันที่เลี้ยงเด็กๆ มันเป็นยังไงบ้างคะ

สำหรับช่วง 3 เดือนแรกที่มา ชีวิตประจำเป็นเป็นไปอย่างราบเรียบค่ะ ในวันธรรมดา ตื่นเช้า เตรียมอาหารให้น้องทำ เตียมอาหารกลางวันให้น้องเอาไปกินที่โรงเรียน เป็นพวกผลไม้ ขนมปัง ง่ายๆ ปลุกน้อง จัดการแต่งตัวและปั่นจักรยานไปส่งคนโตที่โรงเรียนในหมู่บ้าน ส่วนคนเล็กโฮสแม่จะขับรถไปส่งค่ะ 

เสร็จประมาน 9 โมง หลังจากนั้น 11 โมงบีทก็เตรียมตัวไปเรียนภาษาดัตช์ในเมืองค่ะ ด้วยความที่บ้านอยู่ไกล รถบัสจะมีเป็นรอบ ห่างกันก็ชั่วโมงหนึ่งเลย อยู่ที่นี่เวลาเลยสำคัญมากๆค่ะ มีเรียนบ่ายโมงถึง สี่โมงเย็น กลับมาถึงบ้านประมาน 5 โมงเย็น ก็ปั่นจักรยานไปรับน้องคนโต ซึ่งจริงๆแล้วน้องจะเลิกเรียน 16:30 แต่โฮสให้น้องมี After School บีทเลยไปรับน้องได้ช้าหน่อยค่ะ 

กลับบ้านมาก็กินข้าว อาบน้ำให้น้องและพาน้องเข้านอน พร้อมกับโฮส ทุกเป็นไปอย่างเรียบง่าย ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ (บีทได้วันหยุดเป็น พุธ กับ พฤหัส) ก็จะมีพาน้องไปเรียนยูโด เรียนว่ายน้ำกับน้อง โดยบีทลงสระไปกับน้องเลย ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแม่ลูก แต่น้องก็มีดื้อบ้าง ไม่ค่อยฟัง โฮสมัมก็อุ้มคนเล็กมาข้างสระและคอยพูดกับน้องตลอด 

Q: ในวันว่างของเรา เราทำอะไรบ้างคะ

ต้องบอกเลยว่าก่อนมาคิดไว้ว่าวันหยุดจะได้ไปหาเพื่อน ทำอะไรสนุกๆด้วยกัน แต่จริงๆแล้วบ้านโฮสอยู่ระหว่างเบลเยียมกับเนเธอร์แลนด์ โฮสก็เป็นคนฮอลแลนด์ทั้งคู่ บ้านเราแทบจะทุกกิจกรรมทุกอย่างที่เนเธอร์แลนด์ เพียงแค่บ้านกับโรงเรียนที่อยู่เบลเยียม บีทเลยเป็นเหมือนออแพร์ 2 ประเทศ 555 และแถวบ้านก็จะเป็นแบบชนบทหน่อย มีฟาร์ม มีทุ้งหญ้า ตอนแรกคิดว่าจะเหงา แต่เอาเข้าจริงๆ อารมณ์แบบนี่คือชีวิตที่โหยหาเลยค่ะ จากที่อยู่กรุงเทพ ชีวิตเร่งรีบ เจอแต่มลพิษ บีทใช้เวลาวันหยุดที่นี่ไปปั่นจักรยานตามเส้นทางจักรยานที่ตลอด 2 ข้างทางเป็นป่า และไปยิมที่โฮสสมัครสมาชิกไว้ให้ 

บางวันก็ไปเดินเล่นช็อปปิ้งในเมืองของเนเธอร์แลนด์ ช่วง 2 เดือนแรกที่มา ไม่ค่อยไปไหนในวันหยุดมากค่ะ เพราะใช้เวลาไปกับการซ้อมวิ่ง เพราะบีทจะไปวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 2020 ที่ฝรั่งเศสเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำงานได้ 2 เดือนก็ขอโฮสใช้วาเคชั่น 3 วันและสลับวันหยุด ไปเที่ยวฝรั่งเศสมาค่ะ 

เป้าหมายคือ จะไปงานวิ่ง แต่งานถูกยกเลิกไปก่อน 1มีนาคม 2020 เพียงแค่ 1 วัน และช่วงนี้ก็มาติด COVID-19 อยู่แต่บ้านอย่างเดียวค่ะ เอาจริงเริ่มเครียดเหมือนกันในตอนแรก แบบเรามา 6 เดือน และเหลือเวลาอีก 6 เดือน ยังไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำมากเพราะไปไหนไม่ได้ เลยปรับความคิดก่อนค่ะ ใช้โอกาสช่วงนี้เรียนภาษาดัตช์เพิ่มเติม มีออกไปวิ่งบ้างบางวัน เพราะแถวบ้านจะฟาร์มเป็นทุ่ง แทบไม่เห็นคนเลยค่ะ

Q: บีทได้อะไรบ้างจากการลาออกจากงานไป Au Pair

การมา Au Pair มันให้อะไรหลายอย่างมากเลยค่ะ อย่างแรกเลยคือ ความอดทน คือ ตั้งแต่การสมัครเข้าร่วมโครงการ การหาโฮส การสัมภาษณ์กับโฮสแต่ละบ้าน ไหนจะการเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็กอีก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ แต่ละคนช้าเร็วไม่เท่ากัน แต่ทุกคนต้องมีความอดทน การคิดจะเข้าร่วมโครงการ เพื่อแค่ว่าอยากมาใช้ชีวิตเมืองนอกเฉยๆ สำหรับคนที่จบมา 2-3 ปีแบบบีท ที่เป็นวัยเข้าสู่วันทำงาน มันยากมากค่ะ 

พอมาอยู่จริงๆ กับเมืองที่เงียบสงบ เพราะบ้านโฮสอยู่แถวชานเมือง au pair ให้มุมมองใหม่ๆ เหมือนได้มาพักสมอง พักความเหนื่อยล้า จากคนที่ทำอะไรรีบๆ ทุกอย่างต้องเป๊ะ ใจร้อนและตัวตัววุ่นๆอยู่ตลอดเวลา มาอยู่นี่ได้ใจเย็นลง มองทุกอย่างที่มันเป็นในแบบของมัน เหมือนมาปรับสมดุลชีวิตก็ว่าได้ค่ะ พอยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งเห็นชีวิตจริงๆมากขึ้น ได้เข้าไปโรงภาษาดัตช์ในตัวเมือง ที่นั่นเป็นโรงเรียนสอนภาษาดัตช์โดยเฉพาะ มีนักเรียนจากทั่วมุมโลกมาเรียน ไม่จำกัดอายุหรือเชื้อชาติ มีน้องในคลาสอายุ 19 จาก Venezuelaในขณะที่บีทกำลัง 25 และคุณลุงจาก South Africa ที่อายุ 65 หรือคุณป้าที่กำลังจะแต่งงานกับคนที่นี่ในวัย 53 ทุกคนต่างเข้ามาเพื่อเรียนรู้ภาษา เพื่อชีวิตในอนาคต มันทำให้รู้ว่าชีวิตต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาค่ะ 

ต่อมาคือเรื่องการท่องเที่ยว การมาเป็น au pair ยุโรป จะได้วีซ่า เดินทางเข้ายุโรปอย่างสะดวกสบายทั้ง 25 ประเทศ ไม่ต้องขอวีซ่าเพิ่ม (ยกเว้นอังกฤษ) การเดินทางเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บีท สนใจมาเป็นออแพร์ บีทฝันอยากแบคแพคทั้วโลกคนเดียว เหมือนโครงการนี้ทำให้ตามฝันได้ครึ่งทาง ทุกอย่างหยุดหมุมเมื่อมีโรคระบาด 555 ยังว่ามาเป็นออแพร์ปีที่สถานการณ์ไม่อำนวยสุดๆเลยค่ะ แต่ถือว่ายังโชคดีบ้างที่ได้เดินทางไปฝรั่งเศสก่อนเกิดโรค และได้เห็นหิมะครั้งแรกเต็มๆที่เทือกเขาแอลป์

Q: อยากให้ช่วยแนะนำคนกำลังคิดคนอยากจะไป au pair ในต่างประเทศกันหน่อย

ถ้าให้คำแนะนำสำหรับใครที่อยากมาเป็นออแพร์ได้บ้าง บีทก็อยากบอกว่า ถามตัวเองให้จริงจังว่าต้องการมาเพื่ออะไร คาดหวังอะไร และต้องเผื่อใจหากไม่ได้ดังใจหวัง ถ้าอยากมาจริงๆก็แค่ทำให้ได้ มันอาจจะนานหน่อย แต่อยู่ที่ว่า เราพยายามมากพอรึยัง บีทไม่ใช่คนเก่งนะคะ แต่บีทว่าบีทโคตรอดทนเลย เกือบ 3 ปีกว่าจะได้มา เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ ที่สำคัญต้องแน่วแน่กับความตั้งใจ และอย่าดับฝันเพียงแค่ไม่มีใครไปเป็นเพื่อน

Q: ช่วยเล่าเรื่องที่พีคที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในการไป au pair ครั้งนี้

ถ้าพูดถึงเรื่องพีคๆในการเลี้ยงดูเด็กๆหรืออยู่บ้านไม่ค่อยมีอะไรมากค่ะ น้องจะดื้อบ้างเป็นธรรมดา แต่เรื่องพีคสุดที่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตออแพร์ที่นี่ อาจเป็นเรื่องที่บีทแบคแพคไปเที่ยวฝรั่งเศสคนเดียวและไปโดดร่มที่เทือกเขาแอลป์ ตอนนั้นรู้สึกตัวเองบ้าสุดๆไปเลยค่ะ แบคแพคกระเป๋าหลายกิโลเดินทางด้วยรถไฟจากเบลเยียมไปเนเธอร์แลนด์และก็เข้าฝรั่งเศส เพื่อไปงานวิ่งที่ปารีส และเที่ยวปารีสคนเดียว แต่งานวิ่งก็ถูกยกเลิกไปก็วันจริงไม่ถึง 24 ชม. และนั่งรถบัสต่อไปที่เมือง Chamonix 10 ชม. ได้ไปเล่น Paragliding และอาเจียนกลางอากาศ 555 เป็นอะไรที่สุดๆมากค่ะ ความรู้สึกตอนวิ่งลงจากหน้าผาที่ปกตลุมด้วยหิมะ มันรู้สึกเราจะรอดมั๊ย มันหน่วงๆแปลกๆ แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีทีเดียวค่ะ แต่หลังจากกลับมาจากเที่ยว พีคสุดคือ เกิด COVID-19 ระบาดทั่วยุโรป ทำให้ไม่สามารถออกไปไหนได้ ทุกคนต้องอยู่แต่บ้าน การมาเป็นออแพร์ปีนี้จึงลำบากหน่อย 

และอีกเรื่องที่พีคเหมือนกันก็จะเป็น ตอนบีทซ้อมวิ่งและวิ่งเพลินจนหลงป่าที่เนเธอร์แลนด์ค่ะ ด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้เนเธอร์แลนด์มากเรียกได้ว่าแทบจะเป็นดืนแดนเดียวกัน วันนั้นกะซ้อมวิ่งแค่ 12 กิโลเมตรค่ะ แต่ละครั้งที่บีทซ้อมวิ่งก็จะหาเส้นทางธรรมชาติใหม่ๆตลอด เลยไปวิ่งเส้นทางหลังหมู่บ้านที่เป็นเส้นทางจักรยาน 2 ข้างขนาบด้วยป่า ทุ่งหญ้าและฟาร์ม กะว่าวิ่งครบ 12 กิโลก็จะนั่งรถบัสกลับสบายๆ ที่ไหนได้ บีทวิ่งหลงเข้าไปในดินแดนของเนเธอร์แลนด์ค่ะ ผ่านป่า ที่น่ากลัวหน่อย เพราะวิ่งอยู่คนเดียว นานๆทีจะมีรถผ่าน ตอนนั่นก็ยังไม่ตกใจเท่าไหร่ เพราะดู GPS ไปด้วย หาป้ายรถบัสที่ใกล้ที่สุด 

พอบัสมา ด้วยความเคยชิน ก็ยื่นบัตรรถบัสของเบลเยียมไป ลืมคิดว่าที่นี่ละประเทศนะโว้ย (คือจริงๆแล้วบัตรรถจะใช้ได้แค่ระหว่างพรมแดน แต่นี่บีทน่าจะวิ่งมาไกลกว่าชายแดนพอสมควรค่า) ก็เลยขอคนขับจ่ายเงินสด ที่ไหนได้ ไม่รับเงินสดค่ะ เหมือนโดนไล่ลงจากรถยังไงไงงั้นเลยค่ะตอนนั้น สรุปก็ต้องวิ่งกลับทางเดิม ก็คือ อีก12 กิโล ซึ่งก็ยังทำใจดีสู้เสืออยู่ค่ะ ถือว่าได้ซ้อมครบ 21 กิโลไปในตัว ที่พีคคือ แบตมือถือกำลังจะหมด และสัญญาก็ไม่มีช่วงวิ่งระหว่างพรมแดน และก็จำทางไม่ได้ค่ะ หลงอยู่พักหนึ่ง เพราะเป็นป่าที่มีทางแยกหลายทางมาก แอบร้องไห้ออกมาด้วยตอนนั้น แต่ไม่มีน้ำตานะคะ ก็งงกับตัวเองมาก จนออกจากป่ามาได้ 

ตอนนั้นยังไม่โทรหาโฮสค่ะ คิดว่าถ้าหลงนานกว่านั้นจริงๆคงต้องโทร พอกลับมาเล่าให้โฮสฟัง โฮสก็ตกใจ ว่าไปไกลมาก เพราะให้โฮสดูป้ายเขตที่ถ่ายมา หลังจากนั้นโฮสก็ซื้อบัตรรถในเนเธอร์แลนด์ให้เพิ่มค่ะ โฮสบอกเผื่อไปหลงอีกค่ะ ก็ถือเป็นประสบการณ์อีกอย่างที่ไม่ลืมเลยค่ะ ยิ่งต้องคิดว่าทำอะไรต้องวางแผนก่อน

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไร เกี่ยวกับชีวิตในประเทศเบลเยี่ยมบ้างคะ 

สิ่งที่ชอบคือ

  • ความสงบ ด้วยความที่บ้านโฮสไม่ได้อยู่ในตัวเมือง ของเบลเยียม แต่การเข้าเมืองในรัฐของเนเธอร์แลนด์ก็สะดวกและใกล้กันมาก เลยรู้สึกที่นี่ผสมผสานลงตัวระหว่างเมืองกับชนบท ในวันว่างๆบีทมีพื้นที่ซ้อมวิ่งที่แทบจะส่วนตัว เพราะเมืองที่อยู่คนน้อย และมีเส้นทางหลายสายเชื่อมถึงกัน บีทสนุกกับการหาเส้นทางวิ่งใหม่ๆกับบรรยากาศดีๆมากค่ะ 
  • ชอบผู้คนที่นี่ เล่าที่เลยฟังมาเวลาคนเอเชียมาอยู่เมืองนอก มักจะโดนเหยียด แต่ที่สัมผัสมา คนที่นี่น่ารักมากๆเลยค่ะ ทุกคนยิ้มแย้มทักทายอย่างเป็นมิตร ไม่โดดเหยียดใดๆ เวลาไปซื้อของแล้วเราลองพูดภาษาดัตช์แค่พูดผิด เขาก็จะแก้ให้ และยิ้มอย่างเป็นกันเอง หรือแม้แต่ช่วงโควิด ที่มักมีข่าวคนยุโรปเหยียดคนเอเชียที่ใส่หน้ากากในหลายประเทศ แต่ที่เบลเยียมไม่มีเลยค่ะ เท่าที่เจอ เพราะช่วงแรกที่ยังไปไหนมาไหนได้ บีทก็ใส่หน้ากากตลอด ผู้คนก็ยิ้มให้ ถึงพวกเขาไม่ใส่กัน
  • การคมนาคมทั่วยุโรปที่เชื่อมถึงกัน ไม่เฉพาะแค่เบลเยียม อย่างการไปฝรั่งเศสบีทก็นั่งรถไฟไป เวลาไปเนเธอร์แลนด์ก็นั่งรถบัสไป ไม่มีผ่านแดนหรือจุดตรวจอะไรมาก ให้ความรู้สึกว่าเป็นดินแดนเดียวกัน 

ส่วนที่ไม่ชอบคือ

  • อากาศที่แปรปรวนมากๆของที่นี่ บางวันวันอากาศดี พอสักพักฝนตก ยิ่งช่วงนี้เข้า Spring ของที่นี่ อากาศดีมากๆเลยค่ะ มีแสงแดดให้พอเดินเล่น พระอาทิตย์จะตกดินช่วงประมาณ 3 ทุ่ม อากาศอยู่ที่ 15-23 องศา แต่พอบางวัน ก็ลดลงไป 7-8 องศา คือ แปรปรวนสุดๆไปเลยค่ะ 
  • การที่บ้านไม่ได้อยู่ในเมือง การจะมีเพื่อนหรือนัดเจอเพื่อนเลยลำบากหน่อยค่ะ นั่งรถไปหาเพื่อนทีหนึ่งไปกลับก็ 4-5 ชม. 555 แต่ก็แลกมาด้วยกับธรรมชาติแถวบ้านที่คุ้มค่าค่ะ 
  • สถานที่ท่องเที่ยว ด้วยความที่เบลเยียมเป็นเมืองสงบ ก็จะไม่ได้มีแหล่งท่องเที่ยวแบบ Adventure เท่าไหร่นักค่ะ เพราะส่วนตัวเป็นคนลุยๆ ชอบทำกิจกรรมมากๆค่ะ 

Q: หากนำวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่เบลเยี่ยมกลับไปพัฒนาบ้านเราได้ 1 อย่าง สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

เรื่องของการจัดการกับขยะค่ะ เท่าที่มีโอกาสได้ไปหลายๆบ้านของคนเบลเยียม จะมีการแยกขยะอย่างชัดเจน ถุงขยะแต่ละบ้านจะเหมือนกันหมด เช่น ถุงฟ้า ที่มีสัญญาลักษณ์ PVC เป็นพวกขยะที่รีไซเคิลได้ หรือถังสีน้ำเงินสำหรับขยะจำพวกแก้ว และจะมีตารางของรถขยะมาให้ ว่าวันไหนเจ้าหน้าที่จะมาเก็บขยะจำพวกไหน ทุกคนก็แค่มีหน้าที่เอาขยะเหล่านั้นออกไปตั้งหน้าบ้าน มันอาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆนะคะ และเชื่อว่าหลายเมืองที่พัฒนาแล้วทั่วโลกก็น่าจะเป็นแบบนี้ แต่ก็อยากให้บ้านเรามีอย่างนี้บ้างค่ะ 

Q: Quote ที่สอนชีวิตได้ดีที่สุด

 “เราแค่ใช้ชีวิตแบบที่เราเป็น ไม่ต้องตามใคร มันอาจจะเหงาบ้าง เหนื่อยบ้าง ก็ต้องยอมรับและรับผิดชอบกับสิ่งที่ฝันไว้”

การมาใช้ชีวิตเมืองนอกไม่มันง่ายเลยค่ะ กว่าจะได้มา และ 1 ปีกับโครงการที่กำลังจะผ่านไป กับสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย มันยิ่งทำให้หาคำตอบว่า แล้วสุดท้ายเราจะได้อะไรจากการมาครั้งนี้รึเปล่า นั้นอาจไม่สำคัญมากไปกว่า วันนี้เราโตขึ้น กว่าคนเมื่อวานรึยัง มุมมอง ความคิด การยอมรับกับสิ่งที่จะมาถึง พอมาถึงจุดหนึ่ง เราจะรู้ว่าชีวิตมันไม่ง่าย และเราแต่ละคนต่างมีวิถีชีวิตที่อยากใช้ มีทางเดินที่ไม่เหมือนกัน และทุกคนแค่ต้องเดินไปในทางของตัวเองเท่านั้นค่ะ 

Facebook Comments