Rose จาก งานบาริสต้า คาเฟ่เล็กๆ สู่ บริษัทคั่วกาแฟ ชื่อดัง! ในออสเตรเลีย

0
13245
Processed with VSCO with f2 preset

Q: ช่วยแนะนำตัวเองกันหน่อยค่ะ 

สวัสดีค่ะ ชื่อ ชมพู่ นะคะ แต่พอย้ายมาอยู่ที่ออสเตรเลียแล้วเพื่อนๆเรียก โรส ค่ะ เพราะฝรั่งออกเสียง “ชมพู่” ไม่ได้ จะออกเป็น “แชมพู” แล้วก็จะโดนล้อประจำว่า นี่เธอเป็นแชมพูเหรอ แล้วไหนคอนดิชั่นเนอร์ ล่ะ (มุกแป๊กมาก แต่โดนบ่อยจริงๆค่ะ) เลยตัดสินใจให้เรียกว่า โรส ที่มาจาก roseapple แปลว่า ชมพู่ ในภาษาไทย นั่นเอง

ตอนอยู่ไทยเรียนจบคณะมนุษยศาสตร์ สาขาประวัติศาสตร์ มาค่ะ ก็รู้สึกว่าเป็นวิชาที่น่าสนใจและสอนให้เราคิดเยอะ คิดถึงคนอื่นและสิ่งรอบตัว ตอนสมัยเรียนมีโอกาสได้ทำงานพาร์ไทม์ที่ร้านกาแฟใกล้ๆ มหาวิทยาลัย บวกกับทำขนมเค้กขายแบบ made-to-order ด้วย ก็รู้สึกตอนนั้นว่าทำกาแฟสนุกจังแล้วก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ customer service ที่เมืองไทยด้วยก็รู้สึกว่าตัวเองชอบด้านนี้และอยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเองเลยเริ่มศึกษาและชิมกาแฟเยอะขึ้น

ตอนนี้เป็นบาริสต้าอยู่ที่บริษัทคั่วการแฟชื่อ Single O: Sprcialty Coffee Beans & Cafes ซึ่งเป็นบริษัทที่คั่วกาแฟที่ออสเตรเลียมาเกือบ 20 ปีแล้วและยังมีสาขาที่ญี่ปุ่นด้วย แล้วเป็นองค์กรใหญ่องค์กรแรกที่ชมได้มีโอกาสเข้ามาทำหลังจากอยู่ที่ออสฯมา 3 ปี แล้วเราเป็นคนไทยคนเดียวจากพนักงาน 60 กว่าคน 

ตอนนี้ทำมาได้ประมาณ 7-8 เดือนแล้ว รู้สึกดีใจมากๆที่ได้มีโอกาสมาทำงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ เราได้เห็นการทำงานตั้งแต่ได้รับเม็ดกาแฟจากประเทศต่างๆเข้ามาที่บริษัท เห็นการคั่ว การแพ็คการ และส่งไปทั่วประเทศ คือบริษัทสอนเราทุกอย่าง แม้เราจะเป็นแค่บาริสต้าที่ร้านกาแฟของบริษัทเปิดให้ represent แต่บริษัทก็เห็นความสำคัญของพนักงานทุกคนซึ่งตรงนี้ชมว่าหาได้ยากมากเมื่อเทียบกับการทำงานตามร้านอาหารหรือร้านคาเฟ่ทั่วไป แต่ไม่ได้บอกว่าร้านคาเฟ่เล็กๆไม่ดีนะ ชมได้โอกาสมาเป็นบาริสต้าก็เพราะร้านคาเฟ่เล็กๆนั่นแหละ ทำมาหลายที่ได้เรียนรู้จากบาริสต้าเก่งเยอะแยะจนทำให้ชมเก่งขึ้นและพอมีโอกาสได้สมัครงานกับ Single O เค้าก็เห็นว่าเรามีความสามารถและมีความรู้เรื่องกาแฟมากพอเลยรับเราเข้ามาค่ะ

Q: ทำไมถึงมาออสเตรเลียคะ

หนึ่ง อยากมาปรับภาษาให้ดีขึ้นและถ้ามีโอกาสก็อยากเรียนต่อโทที่นี่ด้วยเลย แต่พอเรียนคอร์สภาษาจบแล้ว รู้สึกว่าค่าเทอมมหาวิทยาลัยที่นี่แพงจังไม่อยากรบกวนพ่อแม่แล้วเลยเลือกเรียน สาย college แทนเพราะค่าเรียนถูกกว่าและเราจ่ายค่าเทอมเองทั้งหมดเลยตอนนี้ภูมิใจมากๆที่จบแล้ว ชมเรียนสาย Hospitality and Management เพราะชอบงานบริการและอยากหาความรู้เกี่ยวกับกฎหมายของนายจ้างและลูกจ้างของออสเตรเลียด้วย จะได้ไม่โดนเอาเปรียบค่ะ 

ส่วนเหตุผลที่สองคือออสเตรเลียเป็นเมืองกาแฟ คือชมตั้งใจมากๆๆๆๆ ว่าถ้ามาออสเตรเลียแล้วเราจะต้องเก็บเกี่ยวความรู้เรื่องกาแฟให้ได้มากที่สุด เพราะงั้นชมเลยไปเมลเบิร์นปีละครั้งสองครั้งเพื่อไปชิมกาแฟที่นั่น แต่ที่เลยอยู่ซิดนีย์เพราะอากาศอุ่นกว่าและมีทะเล ฮ่าๆๆ

Q:  มาออสเตรเลีย เราเจออุปสรรคอะไรบ้าง และเราข้ามอุปสรรคนั้นมาได้ยังไงคะ

อย่างแรกเลยคือเรื่องภาษา ชมเชื่อว่าหลายๆคนเป็น อย่างชมนี่มาอาทิตย์แรกคือเหมือนคนหูดับเลย คือเราไม่คุ้นสำเนียงและความเร็วของการพูด คือเค้าพูดอะไรมาคือเราจับประเด็นไม่ได้เลย แล้วพอหลังๆก็เริ่มพยายามฟังมากขึ้น ตั้งใจฟังเวลาเพื่อนๆคุยกันถึงแม้เรายังตอบโต้ในบทสนทนาไม่ได้แต่อย่างน้อยเราเข้าใจว่าเค้ากำลังพูดถึงอะไร พอหลังๆ เราก็เริ่มคุยตอบได้แล้วก็ลื่นปรือเลย 

อีกเรื่องคือวัฒนธรรมค่ะ ทั้งการใช้ชีวิตและการทำงาน เรื่องการใช้ชีวิตคือเราได้มาเห็นผู้คนที่มาจากทั่วโลกต่างภาษาต่างวัฒนธรรม เราต้องเปิดใจก่อนว่าทุกคนไม่ได้เหมือนเราและเค้ามีสิทธิที่จะใช้ชีวิตตามแบบที่เค้าอยากทำเพราะฉะนั้นเราก็พยายามที่จะไม่ตัดสินคนอื่น คือถึงแม้เราจะไม่เข้าใจวัฒนธรรมของเค้าแต่เราต้องเป็นคนที่มองหลายๆมุมอ่ะค่ะ 

อุปสรรคเรื่องการทำงานคือ ยากมากเวลาทำงานกับคนหลายๆเชื้อชาติแล้วเค้ารีแอ็คแต่ละสถานการณ์ไม่เหมือนกัน เมื่อก่อนนี่ชมยังไม่เข้าใจเรื่อง การดูถูก หรือการถูกดูถูก จากนายจ้างหรือเพื่อนร่วมงาน เราเลยแบบบางทีเราโดนตัดชิพ หรือ โดนว่าแรงๆเราก็เก็บแล้วก็มาเสียใจ แต่พอเรามีประสบการณ์มีภูมิต้านทานแล้ว ชมก็เริ่มพูดมากขึ้น ไม่ได้บอกว่าเราเถียงหรือก้าวร้าวนะคะ แต่เราพอเค้าไปตรงๆว่า เธอพูดแบบนี้ก็ชั้นไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ แล้วถ้าเค้ายังทำอยู่เราก็ไปคุยกับ ผู้จัดการ หรือ  HR ซึ่งเค้าก็ให้ความช่วยเหลือเราดีมากๆเช่นกันค่ะ

Q: มีอะไรอยากบอกคนไทยที่ยังอยู่ใน comfort zone ยังไม่พบตัวเองอยู่บ้าง

อยากจะบอกว่าจริงๆแล้ว comfort zone มันก็เป็นที่ที่เรารู้สึกสบายซึ่ง ชมเข้าใจมากๆเลย เพราะชมเป็นลูกคนเดียวและไม่เคยออกมาอยู่คนเดียวมาก่อน แม้แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่ไทยก็คืออยู่บ้านตลอด รวมถึงเราแคร์พ่อแม่เรา เค้าเป็นห่วง เราก็เลยอยู่มาตลอด จนวันนึงก็รู้สึกว่า “เห้ยย ไม่ได้แล้วล่ะ พ่อแม่คงไม่สามารถเลี้ยงเราหรือดูแลเราไปตลอดชีวิตได้ แล้วถ้าเรายังอยู่ใน comfort zone เราต้องทำอะไรไม่เป็นแน่ๆเลย” เลยตัดสินใจออกมาลอง อย่างที่บอกคือ ขอมา 6 เดือนเพื่อมาเรียนรู้การใช้ชีวิต ซึ่งก็ยากเหมือนกันทั้งเรื่องความรู้สึกคิดถึงบ้านแล้วพ่อกับแม่ก็ยังเป็นห่วงเรามากๆอีก แต่แรงฮึดเรามีไง เราอยากพิสูจน์ว่าเราอยู่ได้ ดูแลตัวเองได้ ซึ่งมาถึงวันนี้ก็เกือบ 4 ปีแล้วล่ะ ถึงมันจะขรุขระบ้างแต่พอได้มายืนตรงนี้แล้วเรารู้สึกภูมิใจกับตัวเองมากๆเลย 

ส่วนคนที่ยังไม่พบตัวเองก็อยากบอกว่า ไม่เป็นไรนะ ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่อยากให้ออกมาลองดู ลองทำ ลองออกไปอยู่นอก comfort zone ดูบ้าง แม้ว่ามันจะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ชมเชื่อว่าประสบการณ์ที่ได้มันคุ้มแน่นอน ขอแค่เราให้โอกาสตัวเองแล้วถ้าเราโชคดีแล้วอาจจะเจอสิ่งที่เราชอบจริงๆก็ได้นะ เป็นกำลังใจให้ทุกๆคนเลยนะ

Q: ช่วยเล่าเรื่องที่พีคที่สุดเท่าที่เคยเจอมาออสเตรเลียครั้งนี้

พีคสุดคงเป็นเรื่องที่เมื่อสองปีก่อนทำงานพาร์ทไทม์ที่บริษัทช็อกโกแล็ตบริษัทนึงซึ่งก็ดูเป็นบริษัทที่มั่นคงมีสวัสดิการดี ก็ทำมาได้ปีกว่าๆ มาวันนึงบริษัทล้มละลาย มาเล่าตอนนี้มันก็เป็นเรื่องขำๆไปแล้ว แต่ตอนนั้นมันขำไม่ออกเลย เงินเดือนเราไม่ได้เลย แล้วเงิน Super ที่เป็นเงินที่บริษัทต้องจ่ายให้ทุกเดือนจนสะสมไว้เวลาเราเกษียณคือเค้าไม่จ่ายให้รัฐมาเป็นปี ตอนนั้นช็อคมากและรู้สึกว่าทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังโชคดีที่มีงานอีกทีนึงรอไว้ แต่นี่แหละค่ะคงเป็นเรื่องที่พีคที่สุดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ 

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไร เกี่ยวกับชีวิตในประเทศออสเตรเลียบ้างคะ 

สิ่งที่ชอบก็คงจะเป็น

  • เรื่องของความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทุกคนมาจากต่างที่เราก็ได้มีโอกาสเรียนรู้จากคนเหล่านั้น แล้วก็มีเพื่อนเยอะขึ้น
  • ชอบที่วัยรุ่นที่นี่มีความเป็นตัวของตัวเอง เรามาเห็นก็คือประทับใจว่าเค้าย้ายออกจากบ้านมาเช่าบ้านอยู่เอง หางานทำตั้งแต่อายุน้อยๆ ขณะที่เราเพิ่งจะย้ายออกจากบ้านเราตอนอายุยี่สิบกว่าเข้าไปแล้ว 

ส่วนที่ไม่ชอบคงเป็น

  • เรื่องความรู้สึกโดดเดียว หรือคิดถึงบ้านบางครั้งค่ะ ถึงแม้เราจะมีเพื่อนเยอะแต่ยังไงครอบครัวก็ยังเป็นสิ่งที่เราโหยหามากที่สุดเหมือนเดิม

Q: หากนำวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่ ออสเตรเลียกลับไปพัฒนาบ้านเราได้ 1 อย่าง สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

อยากเอาความปลอดภัยกลับไปประเทศไทยมากๆๆๆเลยค่ะ คือที่นี่เค้าเซ้นเซิทีฟกับเรื่องความปลอดภัยมากๆ เช่น เรื่องทำถนน ซ่อมตึกอะไรแบบนี้ก็จะมีป้ายบอก หรือให้คนมายืนคุ้ม คือดีมากๆและอยากให้ประเทศไทยตระหนักถึงความปลอดภัยของคนทั่วไปแบบนี้บ้างจัง

Q: Quote ที่สอนชีวิตได้ดีที่สุด

“แล้วมันจะผ่านไป” คำนี้คือใช้ได้ทุกสถานการณ์จริงๆตั้งแต่ออกจากบ้านมาก ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข เราก็ต้องนึกเสมอว่าเดียวมันก็จะผ่านไป แล้วปล่อยวางได้ค่ะ

Facebook Comments