ฝ้าย จากงานประจำที่ไทย สู่งาน marketing ให้กับ LINE ที่เกาหลี

0
12424

Q: ช่วยแนะนำตัวเองกันหน่อยค่ะ
ชื่อฝ้ายค่ะ ก่อนหน้าที่จะมาอยู่ที่เกาหลี ทั้งชีวิตอยู่ที่ประเทศไทยมาตลอด จนจบปริญญาตรี โดยปริญาตรีที่ฝ้ายจบที่ไทยเกี่ยวกับทางด้านไอที ซึ่งตอนเราเรียนแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยถนัดเลยตั้งใจว่าจะไม่ทำงานเกี่ยวกับด้านนี้ แต่เอาเข้าจริง ทำไปทำมาก็ได้มาทำงานเป็น project coordinator ให้กับบริษัทที่ไทยอยู่ประมาณ 2 ปี 

หลังจากนั้นเลย คิดว่าจะเรียนต่อเมืองนอก ซึ่งเอาจริงๆฝ้ายเชื่อว่ามันก็เป็นความฝันของหลายๆคนที่อยากลองใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศซักครั้ง ฝ้ายเลยเริ่มหาที่เรียน ก็มีหลายที่ที่สมัครไว้ ซึ่งส่วนใหญ่สมัครไว้เป็นของประเทศอังกฤษหมดเลย แล้วพอดีช่วงนั้นเรียนพิเศษภาษาเกาหลีช่วงสุดสัปดาห์อยู่ เห็นว่าภาษาเกาหลีดูน่าสนใจ ก็เลยลองหยอดใบสมัครไปที่ Korea University สาขา Global MBA – Marketing ไว้ ปรากฎว่าได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัย ช่วงนั้นเลยลังเลว่าจะไปเรียนที่อังกฤษเหมือนที่คนส่วนใหญ่ไปเรียนต่อกันดี หรือว่าไปเรียนที่เกาหลี ที่สมัยนั้นเวลาเราบอกว่าจะเรียนที่เกาหลีคนได้แต่ถามว่าไปเรียนทำไม แต่ไม่รู้สิ! ตอนนั้นเราีรู้สึกว่าเราอยากกล้าทำตามความรู้สึกตัวเอง มากกว่าสิ่งที่หลายๆคนบอกว่ามันควรจะเป็น เราเลยตัดสินใจมาเรียนที่เกาหลี 

ตอนแรกที่เรามาเรียนที่เกาหลี เรากะว่าจะรีบเรียนรีบจบ กลับไปไทยเลย เพราะคอร์สมหาวิทยาลัยนี้เรียนปีเดียว ปรากฎว่ารู้ตัวอีกที เราก็อยู่ที่นี่ปาเข้าไปปีที่ 8 แล้ว ตอนนี้ทำงาน marketing ให้กับ LINE ที่เกาหลี 

และก็ มี youtube เป็นของตัวเองสำหรับเล่าเรื่องแชร์ร้านเด็ด ท่องเที่ยวในเกาหลีค่ะ ชื่อ

https://www.facebook.com/seoulrendipity

Q: ทำยังไงถึงได้มาร่วมงาน marketing กับ Line ที่เกาหลีคะ

เอาจริงๆ ฝ้ายว่าชีวิตการงานของฝ้ายในเกาหลี มันเป็นเรื่องของจังหวะ เวลา รวมถึงการที่ตัวฝ้ายเป็นที่เปิดรับโอกาสทุกโอกาสที่มันเข้ามานะ ท้าวความไปยาวๆ ก่อนที่จะมาทำงานที่ตำแหน่งนี้ หลังเรียนจบ ฝ้ายกะว่าจะเรียนภาษาเกาหลีต่อประมาณหกเดือนแล้วค่อยกลับ เพราะมีปัญหาพูดเกาหลีไม่ได้ ที่ที่เรียน เรียนเป็นภาษาอังกฤษมา 

ปรากฎอยู่ดีๆ มีพนักงานในบริษัทของคนที่รู้จักติดต่อมา บอกว่าบริษัทเค้ามากำลังมีโปรเจคทำงานกับที่ไทยสองปี สนใจมั้ย แต่มันเป็นงานแนวเอกสารนะ ใช้ภาษาอังกฤษ ไทย แล้วก็ดูแลเอกสารในโปรเจคเท่านั้นเลย ตอนนั้นเราไม่ได้คิดไรมากเลยนะ เราว่ามันเป็นโอกาสที่ดี ครั้งนึงในชีวิตได้มีโอกาสทำงานบริษัทใหญ่ๆในต่างประเทศ  เราเลยตัดสินใจทำเลย พอทำสองปีกว่า โปรเจคจบ ชีวิตเริ่มวิกฤตแบบเอ่าอีกเดือนนึงกำลังจะตกงาน แล้ววันที่เราได้รับแจ้งว่าเราจะไม่ได้ต่อสัญญากับบริษัท 

วันนั้นน่ะมีเพื่อนที่ทำอยู่ Naver ซึ่งเป็นบริษัทเครือเดียวกันกับของ LINE ติดต่อมาพอดี บอกว่าเนี่ยทีมที่เค้ารู้จักตอนการคนทำล่ามแปลพวกฟังก์ชั่นต่างๆ จากไทยเป็นอังกฤษ ฝ้ายอยากลองมาสัมภาษณ์มั้ย เราก็แบบ เออไปลองดู สรุปเค้าเลือกเรา พอหลังจากได้มาทำงานที่ไทยก็ย้ายแผนกไป ย้ายแผนกมาอยู่ 2 – 3 แผนก ทั้ง Operation, Planning เรียกใครให้เราช่วยอะไรเกี่ยวกับภาษาไทย ความรู้เรื่องภาษาไทยเราก็ช่วยหมด สุดท้ายไปเตะตาหัวหน้าทีม marketing เค้าอ่านเรซูเม่เราแล้วเห็นว่าเราน่าจะทำมาร์เก็ตติ้งได้บวกกับทีมของเค้าต้องติดต่อกับที่ไทยอยุ่ตลอด ก็เลยดึงเรามาอยู่เค้า ตอนนี้เราก็ทำงานที่ไลน์มาได้ 4 ปีละ เป็นพนักงานประจำเรียบร้อย

Q: ฝ้ายคิดว่า “ชาวต่างชาติ” หางานที่เกาหลียากมั๊ยคะ

เอาจริงๆฝ้ายว่าสำหรับต่างชาติที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษแบบ Native หรือต่างชาติที่พูดเกาหลีไม่คล่องหางานยากมากนะ เพราะงานที่คุณจะได้แบบเจาะจงมาก เช่น บริษัทนี้หาคนไทยมาทำเป็นล่าม หรือ อะไรก็ตามแต่ วัฒนธรรมในองค์กร การประชุม เขียนอีเมล์ ส่วนใหญ่ใช้ภาษาเกาหลีล้วน เว้นแต่บริษัทนั้นมีต่างชาติเยอะจริงๆ 

ส่วนบริษัทที่ฝ้ายทำอยุ่สาขาที่เกาหลีมีต่างชาติประมาณสิบคน คนไทยคนเดียวคือฝ้าย ซึ่งบางทีมันก็เหนื่อยและยากนะ เพราะฝ้ายไม่ได้เรียนภาษาเกาหลีเป็นจริงเป็นจรังมาก่อน เน้นลักจำเอา จากชีวิตประวัน หรือ ฟังคนพูดบ่อย ยิ่งเราต้องมีพรีเซ้นท์ทุกอาทิดย์เป็นภาษาเกาหลี ฝ้ายก็จะแอบเครียดมากเหมือนกัน แบบตอนเขียนสคริปเป็นอังกฤษ แล้ว แปลเป็นเกาหลี ตรวจสอบ ซ้อมพรีเซ้นต์ก่อนถึงวันจริง เอาจริงๆพอถึงเวลาที่มันต้องทำฝ้ายแบบสั่นมากๆ กลัวว่าที่ประชุมเค้าจะฟังเรารู้เรื่องมั้ย แต่พอเริ่มทำบ่อยก็เริ่มดีขึ้นมากแล้ว

Q: การทำงานที่ไทย และ ที่เกาหลี มันต่างกันยังไงบ้างคะ
เราว่าบรรยากาศการทำงานที่เกาหลีที่เห็นแล้วแตกต่างมากๆ คือที่ออฟฟิศ ผู้ร่วมงานก็คือผู้ร่วมงานจริงๆ จะค่อนข้างมีระยะห่างในการที่จะพูดหรือแชร์เรื่องส่วนตัวออกไป ต่างจากที่ไทย คือคุยเรื่องทั่วไปเรื่องอะไรคุยได้หมด บรรยากาศเหมือนเป็นทั้งเพื่อนและเพื่อนรวมงานในที่เดียวกัน 

ส่วนที่เกาหลีบรรยายคือเน้นไปการทำงานเท่านั้น การสังสรรค์หลังเลิกงานหรือการดื่ม หลายคนก็มองว่ามันคืองานที่เค้าทำอย่างนึงค่ะ

แล้วระบบตำแหน่งในออฟฟิสสำคัญมากค่ะ ยิ่งบริษัทใหญ่ๆ จะเรียนชื่อแล้วต้องลงท้ายด้วยตำแหน่งเสมอ ไม่ว่าจะเป็น ผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ ส่วนบริษัทฝ้ายตอนนี้เรียนลงท้ายว่า (-nim) นิม แปลว่าคุณ ที่เกาหลีในออฟฟิศจะไปเรียกคนอื่นแบบ “โอปป้า ออนนี่” อะไรอย่างงี้บางคนเค้าถือนะคะ

Q: ขอทิปสำหรับคนที่อยากไปทำงานที่เกาหลีหน่อยค่ะ ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง
อยากแรกเลย ฝ้ายว่าต้องเตรียมเปิดใจ เปิดรับทุกโอกาสที่ผ่านมาในชีวิตค่ะ บางทีหลายๆโอกาสเรื่องที่เราตัดสินใจไป อาจจะเป็นทางคดเคี้ยวบ้าง แต่สุดท้ายก็นำไปสู่จุดหมายปลายทาง

อย่างที่สอง คือต้องรู้จักเข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองให้ได้ ฝ้ายว่าเกาหลีมาเที่ยวมันชอป มันสนุกนะ แต่มาอยู่ต้องถึกระดับดึงเลย เพราะภาษาเราก็พูดไม่ได้ เพื่อนเราก็ไม่ได้มีเยอะ มีปัญหาอะไร ก็ต้องแกให้ได้ด้วยตัวเองก่อนที่จะร้องขอคนอื่น

อย่างที่สาม ภาษาสำคัญมากกกกกก ถึงเราจะใช้ภาษาอังกฤษพอได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราพูดเกาหลีไม่ได้เลย เราเหนื่อยและเสียโอกาสมากกว่าคนที่พูดได้หลายเท่าเลย

Q: ช่วยเล่าเรื่องที่พีคที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในเกาหลี

เรื่องพีคที่สุดคือการนอนโรงพยาบาลในเกาหลี 10 วัน พร้อมกระดูกนิ้วเท้าแตกต้องเข้าเฝือกไปทำงานสองเดือนเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ช่วงนั้นชีวิตเหมือนกราฟตกแบบแนวดิ่ง ทำไรก็ติดปัญหาไปหมด จนที่บ้านเป็นห่วง อยากให้กลับบ้าน ซึ่งเมื่อก่อนเค้าไม่เคยขอให้เรากลับบ้านเลย แต่ท้ายที่สุดเราก็เลือกที่จะอยู่เผชิญมันต่อ ประคับประคองตัวเองไป


Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไร เกี่ยวกับชีวิตในเกาหลีบ้างคะ
ชอบ

  • การเดือนทางที่สะดวกสบาย ราคาถูก สะดวกมากแบบไม่จำเป็นต้องมีรถก็อยู่ได้สบาย
  • ความเป็นระเบียบในการจัดบ้านเมืองที่มีความปลอดภัยค่อยข้างสูง
  • ความไฮเทคโนโลยี ทุกอย่างให้มาส่งถึงหน้าบ้านได้

ไม่ชอบ

  • สังคมอาจจะยังไม่เปิดกว้างรับคนต่างชาติมากนัก แต่เด็กรุ่นใหม่ก็เปิดกว้างมาขึ้นแล้ว
  • ไม่ชอบระบบระดับผู้สูงอายุที่ถ้าคุณเด็กกว่าคนแทบไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจอะไรมากนัก

Q: หากนำวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่เกาหลีกลับไปพัฒนาบ้านเราได้ 1 อย่าง สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

ความขยัน อดทน ถึกมากๆๆ ค่านิยมที่คนเกาหลีชอบพูดว่า 빨리 (ปัลลี่ ที่แปลว่า เร็วๆ) ทำอะไรให้รีบทำ รีบพัฒนา ฝ้ายว่านี่คือหนึ่งเหตุผลที่ประเทศของเราสำเร็จและพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

Q: Quote ที่สอนชีวิตได้ดีที่สุด
สำหรับฝ้ายมีสองอันค่ะ ที่จำไว้ตลอด

  1. อย่ากลัวที่จะก้าวไปใช้ชีวิตตามความใฝ่ฝัน เราไม่ได้เกิดเป็นคนกันบ่อยนัก ด้วยเหตุนั้น จงใช้ศักยภาพของชีวิตนี้ไปในทางสร้างสรรค์ให้คุ้มค่าที่สุด 
  2. If you have a dream, you gotta protect itYou got a dream… You gotta protect it. People can’t do somethin’ themselves, they wanna tell you you can’t do it. 
Facebook Comments