มาย คนไทยที่ได้ทุนต่อเยอรมัน…ทั้งๆที่ไม่ได้มีผลการเรียน perfect!

0
6309

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย 

สวัสดีค่ะ ชื่อ มาย พัทธมน วงษ์รัตนะ ค่ะ อายุ 25 ปี ตอนนี้ย้ายมาอยู่เยอรมนีได้ประมาณ 5 เดือน เพราะได้ทุนมาเรียนต่อปริญญาโทสาขา International Media Studies ที่ Deutsche Welle Akademie เมืองบอนน์ (Bonn) ค่ะ

เราเรียนจบเอกภาษาเยอรมันจากคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แต่ก็พอรู้ตัวมาตลอดว่าชอบงานสื่อ ชอบเขียน ทำคอนเทนต์ พอเรียนจบก็เลยไปทำงานเป็นกองบรรณาธิการที่ a day BULLETIN ค่ะ ที่นั่นทำให้เราได้เรียนรู้งานเยอะมากๆ เพราะต้องปั่นต้นฉบับเพื่อปิดเล่มแบบรัวๆ ตลอดทุกสัปดาห์ ฮา แต่มันก็ทำให้แน่ใจตัวเองด้วยว่าชอบงานแนวนี้แล้วอยากเบนสายมาเรียนเกี่ยวกับสื่อและการสื่อสารแทน ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการสมัครทุนเพื่อเรียนต่อปริญญาโทในสาขานี้ค่ะ

Q: น้องมายไปอยู่เยอรมันได้ยังไงคะ 

เราเคยมาเยอรมันครั้งแรกตอนอยู่ ม.ปลาย ค่ะ ตอนนั้นมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน 1 ปี ปรากฏว่าชอบมาก ทั้งภูมิประเทศ ผู้คน ภาษา วัฒนธรรมเยอรมัน ทำให้ตัดสินใจเรียนเอกภาษาเยอรมันตอนปริญญาตรี พอเรียนจบมาทำงานได้สักพัก มันก็ถึงจุดที่เราอยากหาอะไรใหม่ๆ ให้ชีวิต ก็เลยสำรวจตัวเองดูว่าอยากทำอะไร ไปเรียนต่อต่างประเทศดีไหม เอ๊ะ!! แต่จะเอาเงินที่ไหน 555 

คือตอนนั้นความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงมาก ภาษาเยอรมันก็ทิ้งมาค่อนข้างนานแล้ว เพราะทำงาน 3 ปีก็ไม่ได้ใช้ภาษาที่สามเลย แต่ถึงอย่างนั้น การเรียนต่อเยอรมันก็เป็นช้อยส์แรกๆ ที่อยากลองทำเลยนะคะ เพราะมันเป็นประเทศที่ให้ทุนเยอะมาก หรือถ้าต่อให้เราไม่ได้ทุน ค่าเทอมของเยอรมันก็เรียกได้ว่าแทบจะฟรีเลย เพราะเขาจะเก็บแค่ค่าบำรุงการศึกษาเทอมละประมาณ 250-350 ยูโร หรือประมาณ 8,000-12,000 บาทเท่านั้น โห!! ถูกกว่ามหาวิทยาลัยรัฐบ้านเราหลายแห่งอีก การเรียนต่อเยอรมันจึงเหมาะกับคนทรัพย์น้อยอย่างเรามาก ฮ่าๆ

ทีนี้ก็มาสู่ขั้นตอนการหาโปรแกรมเรียนต่อ อยากเล่าก่อนว่าเยอรมันเป็นประเทศที่มหาลัยเยอะมากๆๆๆๆ แล้วเขาไม่ได้มีค่านิยมการจัดลำดับแบบ Ivy League ของอเมริกา คือคุณภาพของมหาลัยจะค่อนข้างใกล้เคียงกัน ขึ้นอยู่กับความเฉพาะทางของแต่ละที่มากกว่า การจะหาโครงการที่เราถูกใจมันเลยต้องใช้เวลาอยู่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์มากๆ คือการเข้าไปในเว็บไซต์ของ DAAD (Deutscher Akedemischer Austauschdienst) หรือชื่อในภาษาอังกฤษคือ German Academic Exchange Service ค่ะ เขาเป็นหน่วยงานของรัฐบาลเยอรมันที่ให้ทุนการศึกษากับนักเรียน ทั้งนักเรียนเยอรมันที่จะไปเรียนต่างประเทศ และนักเรียนต่างชาติที่จะมาเรียนที่เยอรมัน แล้วไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย 

ในเว็บไซต์ของ DAAD คือเราสามารถค้นหาโปรแกรมที่เราสนใจได้ง่ายขึ้นมาก เขาจะมีบอกหมดเลยว่าที่ไหนมีทุนให้นักเรียนจากประเทศไหน คุณสมบัติเป็นยังไง ใช้ภาษาอะไรในการเรียนการสอน (ที่นั่นจะมีทั้งโปรแกรมภาษาเยอรมันและอังกฤษ) เดดไลน์เมื่อไหร่ แล้วก็ shortlist โปรแกรมที่สนใจและตรงกับคุณสมบัติที่เรามีออกมา จากนั้นมายก็ไปที่ออฟฟิศของ DAAD ที่สาธรเพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติม

พอเลือกโปรแกรมแล้วก็ร่างใบสมัคร เขียน Motivation Letter รวบรวมเอกสารต่างๆ แล้วก็กดสมัครไปในเว็บไซต์แบบกล้าๆ กลัวๆ 555 จากนั้นประมาณ 3 เดือนเขาก็โทรมาสัมภาษณ์ (คือเป็นสามเดือนที่ยาวนานมาก) แล้วก็รอๆๆ อีกประมาณ 1 เดือนเขาก็อีเมลล์มาบอกว่าได้รับเลือก ตอนนั้นคือดีใจสุดๆ เลยค่ะ

 

Q: น้องมายคิดมาก่อนมั๊ยว่าเราจะได้ทุน หรือมีทิปในการเตรียมตัวอะไรบ้าง

เราว่าคำว่า ‘นักเรียนทุน’ มันเป็นภาพจำอย่างหนึ่งในสังคมเราเหมือนกันนะ คือต้องเก่งระดับประเทศ จบมหาลัยมาแบบเกียรตินิยมเหรียญทอง ไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการอะไรแบบนี้ ซึ่งอาจจะจริงก็ได้สำหรับบางทุน แต่มันเป็นความจริงด้านเดียว โลกนี้มันมีทุนอีกมากมายมหาศาลสำหรับคนที่ไม่ได้มีผลการเรียนเพอร์เฟ็กต์ขนาดนั้น แต่มีความขวนขวายและพยายาม 

อย่างเราเป็นคนผลการเรียนกลางๆ ไม่เคยไปแข่งขันอะไรกับใครเขาหรอก ฮา! แต่เราบ้ารีเสิร์ชมาก ทำให้เจอทุนจากหลายๆ ประเทศที่มีความน่าสนใจและไม่ต้องแข่งขันสูง 

ยิ่งถ้าใครทำงานมาสายเฉพาะทางแล้วสมัครโปรแกรมที่เฉพาะทางมากๆ ก็ยิ่งได้เปรียบเลย เพราะคู่แข่งน้อยกว่าพวกโปรแกรมป็อปๆ อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น ตอนที่เราส่งใบสมัคร มันก็แอบมีความหวังเล็กๆ แหละว่าเราอาจจะได้รับเลือก ไม่ใช่เพราะเก่งหรืออะไรเลย แต่เพราะเราทำการบ้านมาแล้วและมั่นใจระดับหนึ่งว่าทุนนี้มันเป็นไปได้เมื่อเทียบกับความสามารถที่เรามี 

อีกอย่างหนึ่งคือถ้าทุกคนคิดเหมือนกันว่า สมัครทุนนี้ไปแล้วคงไม่ได้หรอก ก็เลยมีคนน้อยคนมากที่กล้าลงมือสมัครจริงๆ กลายเป็นว่าไอ้คนที่กล้าสมัครนั่นแหละที่ได้รับเลือก เพราะถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่เขาก็กล้าที่จะลงมือสมัครดู แล้วถ้าชวดทุนแรก เราก็มีเอกสารเพียบพร้อมสำหรับสมัครทุนอื่นๆ อีกเป็นสิบๆ ทุนทั่วโลก มันไม่มีอะไรเสียเลย

ทิปอีกอย่างที่อยากบอกคือ การเขียนจดหมาย Motivation Letter ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ฮ่าๆ เพราะเราเป็นคนหนึ่งที่ดองจนมาปั่นเอาจริงๆ จังๆ ตอนสัปดาห์สุดท้ายก่อนเดดไลน์ ช่วงนั้นคือชีวิตพังมากๆ แล้วก็รู้สึกว่ารนไปหมด เอาไปให้ใครตรวจไม่ทันเลย ซึ่งจริงๆ มันควรจะเอาไปให้คนหลายๆ คนช่วยกันอ่านแล้วเกลาจนสมบูรณ์ที่สุด

Q: การเรียนการสอนที่เยอรมัน แตกต่างจากที่ไทยยังไงบ้างคะ

ที่เยอรมันเราต้องมีส่วนร่วมในห้องเรียนสูงมากๆ คือถ้าอาจารย์ถามอะไรแล้วก็ต้องยกมือตอบแบบแอคทีฟสุดๆ แล้วส่วนใหญ่คำถามที่อาจารย์ถามมันจะไม่ได้เกี่ยวกับความรู้หรือการท่องจำอย่างเดียว แต่เขาจะถามคำถามกว้างๆ ให้เราคิดวิเคราะห์และเอามาถกกันในห้องเรียน 

ช่วงแรกยอมรับเลยว่ายากมากๆ เพราะเราไม่ได้เรียนมาแบบนี้ตอนอยู่ไทย คือตอบอะไรไม่ทันคนอื่นเขาเลย (ตอนนี้ก็ยังถือว่าตอบบ้าง แต่ยังช้ากว่าคนอื่นอยู่ดี ฮ่าๆ) เหมือนเขาจะเน้นที่นักเรียนเป็นหลัก โดยไม่ได้ให้อาจารย์เป็นศูนย์กลางของห้องแล้วป้อนข้อมูลอย่างเดียว นักเรียนทุกคนได้เป็นอาจารย์ของกันและกัน สะท้อนความคิดและความรู้ให้กัน แล้วอาจารย์ก็จะคอยแก้และไกด์ไลน์ให้มากกว่า

Q: หากนำวัฒนธรรมที่เยอรมันกลับไปพัฒนาสังคมไทยได้ 1 อย่าง สิ่งนั้นจะคืออะไร

วัฒนธรรมเยอรมันมีดีหลายอย่างมากๆ เช่น การตรงต่อเวลา การมีระเบียบวินัย แต่สิ่งที่ชอบที่สุดคือเรามองว่าสังคมเยอรมันเป็นสังคมแห่งการสนทนาค่ะ สมมติว่าถ้ามีเรื่องอะไรที่ใครคนใดคนหนึ่งไม่สบายใจ เขาจะกล้าพูดขึ้นมาให้คนอื่นฟังแบบไม่อ้อมค้อมเลย แต่มันไม่ใช่สไตล์แบบไม่ชอบใจอะไรก็บ่นไปเรื่อยนะ มันเหมือนแบบ “ฉันไม่คิดว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง เรามาหาทางแก้ไขกันเถอะ” มากกว่า ซึ่งเราประทับใจมาก เพราะบางครั้งเรื่องมันเป็นประเด็นเซนซิทีฟ แต่เขาก็จะพูดกันด้วยเหตุผลและหลักการ จนสามารถหาทางออกร่วมกันได้จริงๆ

สิ่งนี้สำคัญมากๆ ที่จะทำให้สังคมเราน่าอยู่ เพราะถ้าเทียบกับบ้านเราที่เวลามีปัญหาอะไรแล้วจะออกไปทาง ชิลๆ สบายๆ หรือซ่อนปัญหาไว้ใต้พรม ต้องพูดอ้อมค้อมเพื่อรักษาน้ำใจกัน แต่สุดท้ายมันไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย การหันหน้ามาคุยกันและ discuss กันอย่างตรงไปตรงมาและมีเหตุผลจึงเป็นค่านิยมที่ควรนำมาปรับใช้มากๆ

Q: ช่วยเล่าประสบการณ์ที่พีคที่สุดที่เคยเจอในเยอรมัน

โอ้โห!! หลายอย่างอยู่ ฮ่าๆ เราว่าสิ่งที่ตลกร้ายและคนทั่วไปไม่ค่อยรู้คือ ถึงแม้ว่าเยอรมันจะถูกมองว่าเป็นประเทศพัฒนา มีเทคโนโลยีล้ำหน้าเป็นเลิศ แต่อีกด้านหนึ่งเยอรมันเป็นประเทศที่ช้ามาก!!! 

เวลาต้องดำเนินการอะไรบางอย่าง ง่ายๆ เลยคือตอนเราไปทำเรื่องขอติด WiFi ในห้องที่เช่า คือต้องรอไปเดือนกว่าๆ เลยกว่าเขาจะมาติด แล้วเขาก็ตอบแบบหน้าตาเฉยมากว่า “อ๋อ…รอ 5 สัปดาห์นะ” นี่เร็วที่สุดแล้ว แบบเฮ้ย!! ต้องอยู่แบบไม่มีเน็ตหนึ่งเดือนไม่ใช่เรื่องตลก แล้วก็ยุ่งยากมาก ต้องไปติดต่อที่ออฟฟิศ โทรหาคอลล์เซนเตอร์ที่กว่าจะรับสายต้องรอเป็นชั่วโมง ช่างมาสองรอบแรกก็มีปัญหา ต้องนัดกันใหม่ รอเพิ่มไปอีกเป็นอาทิตย์ จนเราต้องยอมอยู่มหาลัยดึกดื่นเพื่อใช้อินเตอร์เน็ต ฮ่าๆ แหม!! บ้านเราวันเดียวช่างก็มาติดแล้ว 

หรือเวลาจะไปเปิดบัญชีธนาคารงี้ บ้านเราเดินเข้าไปได้เลย แปบเดียวเสร็จ! แต่ที่นี่คือต้องโทรนัดล่วงหน้าก่อน บางที่ก็หลายวัน บางที่หลายสัปดาห์ กว่าจะเปิดบัญชีได้ หรือโอนเงินออนไลน์ก็ไม่ใช่โอนปุ๊บเงินเข้าเลยนะ ต้องรอ 1-3 วัน อะไรคะคุณพี่ งงมาก ประเทศแห่งนวัตกรรมระดับโลก

แต่สิ่งนี้มันก็ขัดเกลานิสัยจอมวางแผนของคนเยอรมันมากๆ เลย เพราะเขารู้ว่าทุกอย่างใช้เวลานาน ชีวิตเลยต้องวางแผนล่วงหน้าเยอะมากๆ อย่างครอบครัวโฮสต์เราชอบไปเที่ยวก็จะวางแผนล่วงหน้าไปหลายปีเลยว่าจะเที่ยวที่ไหน ไปกี่วัน หยุดงานวันไหนบ้าง หรือแค่จะกินข้าวในร้านอาหารก็ต้องจองโต๊ะก่อนล่วงหน้า 1-2 วัน เหมือนเขาทำกันจนเป็นนิสัยไปแล้ว แต่เรายังไปไม่ถึงขั้นนั้น ฮ่าๆ 

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรมาที่สุดเกี่ยวกับชีวิตที่เยอรมัน 

ที่ชอบคือมันชัดเจน ชีวิตแบบคาดเดาได้เลยว่า วันนี้รถเมล์มากี่โมง ต่อรถไฟกี่โมง จะถึงที่หมายตอนไหน คือชีวิตที่เยอรมันเป็นชีวิตที่แทบจะกำหนดได้นาทีต่อนาที ถ้ารถมา 8.34 น. เราก็จะเดินออกจากบ้านตอน 8.30 น. ได้แล้วไปถึงป้ายรถอย่างเป๊ะๆ ตอน 8.33 น. รอ 1 นาที รถมา แล้วมันเป็นอย่างนี้จริงๆ เกือบทุกวัน ฮ่าๆ (ถึงแม้ว่าช่วงนี้เริ่มมีข่าวว่าการรถไฟเยอรมันเริ่มมาเลทบ่อยมากขึ้นก็ตาม)

อีกอย่างหนึ่งคือการเดินทางในเยอรมันสะดวกมากๆ ต่อให้เป็นเมืองเล็กๆ คนอยู่ไม่ถึงหมื่นคนก็มีระบบขนส่งสาธารณะต่อถึงเมืองใหญ่ได้โดยไม่ต้องใช้รถยนต์เลย หรือถ้าเป็นเมืองขนาดกลางๆ ก็จะมีทั้งรถบัส รถไฟ เข้าถึงเกือบทุกถนน ยิ่งถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาก็สามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะในรัฐตัวเองได้ฟรีเลย ดีต่อใจมากๆ

ส่วนที่ไม่ชอบคือวันอาทิตย์ร้านหยุด ฮ่า! คือวันอาทิตย์แบบเหงาหงอยมาก จะไปเที่ยวซื้อของอะไรแบบนี้ไม่ได้เลย เพราะร้านค้า ห้าง ซุปเปอร์มาร์เก็ตอะไรต่างๆ เขาหยุดหมด

Q: อื่นๆที่อยากแชร์ให้เป็นประโยชน์กับคนไทยด้วยกัน

ถ้าสนใจเรียนต่อต่างประเทศแบบถูกและดี เยอรมันเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากค่ะ ฮ่าๆ นอกจากการระบบการศึกษาและคุณภาพชีวิตจะดีแล้ว เชื่อเลยว่าถ้ามาแล้วจะได้พบเจอกับประสบการณ์ที่ดีและแปลกใหม่มากๆ 

เพื่อนเยอรมันเราที่เคยไปเที่ยวเมืองไทยยังเคยบอกเลยค่ะ ว่าเยอรมันเป็นประเทศที่เป็นขั้วตรงข้ามของประเทศไทยแทบจะทุกอย่าง คือคนเยอรมันจะชัดเจน เป๊ะ! รัดกุม แต่คนไทยจะหลวมๆ สบายๆ แล้วความต่างทางวัฒนธรรมนี้มันจะทำให้เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ที่สนุก แตกต่าง และน่าประทับใจมากๆ ค่ะ

Facebook Comments