Art จาก “เด็กเก็บแก้ว” ในผับ สู่ Marketing Manager ในออสเตรเลีย

0
4965
Art จาก “เด็กเก็บแก้ว” ในผับ สู่ Marketing Manager ในออสเตรเลีย

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

สวัสดีครับ ผมอาร์ทครับ อยู่ออสฯเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วครับ ตอนนี้เป็น Marketing manager ของ Reserve hotel group เครือผับในซิดนีย์และ South Australia ผับที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีคือ Mr B’s และ Chamberlain Hotel ครับ

ก่อนมาออสจบออแบบสื่อสาร ด้านกราฟิกดีไซน์ที่ มศว หลังจากนั้นทำงานเป็นครีเอทีฟบริษัทอีเว้นท์ประมาณ 5 ปีที่ Index creative village, Agen ของ A-Time Media และ CMO group ตัดสินใจออกจาก comfort zone มาเรียนต่อที่ออสเตรเลียด้วยจุดประสงค์อยากเพิ่มความรู้ทางด้าน marketing และพัฒนาภาษาของตัวเอง เลยมาเรียนต่อปริญญาโทที่ University of Wollongong ด้าน Marketing และ international business ครับ

นอกจากงานหลัก ผมเป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน Intouch Events Australia จัดคอนเสิร์ตศิลปินไทย และ party organise ที่ออสเตรเลีย ซัพพอร์ทการประสานงาน ไอเดีย และรันงาน ตัวอย่างเช่น room39, cocktail, klear และ เดี่ยว 12 พี่โน๊ต อุดม แต้พานิชครับ

Q: มาใหม่ๆอาร์ตเคยเจออุปสรรคอะไรบ้างคะ

อุปสรรค์ข้างข้างเยอะครับ หนักๆเลยคือเรื่องการปรับตัวเรื่องเรียน อย่างแรกเรามีปัญหาการเขียนภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก ไอเดียดีแต่การเขียนไม่ซัพพอร์ทก็ค่อนข้างรอดยาก อีกเรื่องนึงเลยคือ background สิ่งที่จบและทำงานมาแตกต่างโดยสิ้นเชิง เหมือนเราต้องมาเริ่มใหม่เยอะและต้องพยายามมากขึ้นหลายเท่า แต่ผมก็พยายามหาโอกาสพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เช่น เข้าร่วมสมาคม, เป็น volunteer หรือกระทั่งเข้าโครงการต่างๆ ส่วนนี้ช่วยได้เยอะครับ ผมผ่านอุปสรรค์ทางด้านการเรียนมาได้ ด้วยการปรับทัศนคติและใช้ passion เป็นตัวขับเคลื่อน …จุดเปลี่ยนสำคัญหนึ่งคือตอนนั้นได้วิชา international marketing strategy เนื้อหาและอาจารย์จูงใจให้เราสนุกไปกับมัน ผลลัพท์คือได้คะแนนรวมเป็นที่ 1 ของคลาสและได้รับจดหมายแสดงความยินดีจากทางมหาลัยครั้งนั้นทำให้เราเข้าใจคำว่า passion จริงๆ

อีกหนึ่งอุปสรรค์คือเรื่องทำงานระหว่างเรียนครับ เอาจริงๆเราทำงานเยอะเหมือนกันระหว่างเรียน ความรู้สึกคือเราโตแล้วและไม่ควรรบกวนที่บ้าน ช่วงแรกก็จัดตารางชีวิตตัวเองยากหน่อยครับ เรียน ทำการบ้าน อ่านหนังสือ ทำงาน เที่ยวก็อยากเที่ยว เรียกว่าช่วงนั้นเป็นช่วงใช้ชีวิตได้เต็ม max สุดๆ

Q: แล้วทำยังไงถึงได้มาทำงานการตลอดในเครือ Reserve Hotel Groups อ่ะคะ

ผมมอยู่ที่บริษัทนี้เกือบ 3 ปีแล้วครับ จุดเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ
ผมเริ่มต้นทำงานกับ Reserve Hotel Group เป็นเด็กเก็บแก้วหรือ Glassy เป็นงาน Casual ระหว่างเรียน จริงๆงานในผับเป็นงานที่เราอยากทำตั้งแต่แรก ด้วยรายได้ที่สูงและความท้าทายของอาชีพครับ ผับที่นี่แตกต่างจากเมืองไทยเป็นอย่างมาก เป็นอีกหนึ่ง industry ที่ทำเงินให้กับรัฐฯ ผับและบาร์ในออสมีมากกว่า 6,000 แห่ง งานผับไม่ได้แค่เริ่มต้นและจบแค่การ service แต่มันต้องคำนึงถึงกฏหมาย ความปลอดภัยของทุกคนทุกคนจึงต้องมี licenseในการเสิร์ฟแอลกอฮอร์ …สักพักพอมีความรู้มากขึ้นก็เปลี่ยนตำแหน่งเป็น bartender ทำไปได้เกือบปีประจวบกับเรียนจบได้ Graduate visa พอดีก็ได้ offer เป็น pub manager ที่ chamberlain hotel ในเครือเดียวกัน

ช่วงนั้นตัดสินใจยากเหมือนกันครับ เรามีเป้าหมายอยู่ในหัวแต่โอกาสนี้ก็น่าคว้าไว้ …สุดท้ายตัดสินใจเดินหน้าต่อเพราะคิดว่าน่าจะให้ประสบการณ์ชีวิตที่ดีกับเรา …ในระหว่างนั้นผู้ใหญ่เห็นว่าเราเรียนมาด้าน marketing ก็เลยให้ดูแล marketing ไปด้วย ช่วงนั้นค่อนข้างได้อิสระครับ สามารถทำได้ทุกอย่างตั้งแต่สร้าง strategy ดูแล social media ยันทำ spcial event ครับ ช่วงนั้นสนุกมากครับถึงแม้ตลาดที่นั่นเราไม่ถนัดเลยก็พยายามจับจุดและสนุกไปกับมัน ผลลัพท์ออกมาค่อนข้างดีครับ ทำไป 2- 3 เดือนผู้ให้ก็ให้โอกาสเป็น Full-time ในตำแหน่ง Marketing & Duty manager

…แต่ก็มีจุดเปลี่ยนหลังจากเป็น Full time เนื่องด้วยตำแหน่ง Second in charge ลาออก หน้าที่เราก็เปลี่ยนไปด้วย ต้องมาโฟกัสด้าน management มากขึ้น เวลาจัดการสิ่งที่เราชอบน้อยลง กลายเป็นว่า เครียด กดดัน และไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำเท่าไหร่จนถึงขั้นขอลาออกครับ …ระหว่างนั้นก็ส่งใบสมัครหางานไปด้วย เดินหน้าสัมภาษณ์งานไปเรื่อยครับ ซึ่งส่วนมากจะ fail เป็นส่วนใหญ่ มีได้งานแต่รายได้ก็ไม่ได้ไปทิศทางเดียวกัน …แต่เหมือนฟ้าเป็นใจให้มาทางด้านนี้ เราก็มีโอกาสย้ายไป Mr B’s ซึ่งเป็นผับในเครือเดียวกัน ด้วยคอนดิชั่นที่สามารถโฟกัสด้าน marketing ได้อย่างที่เราต้องการ รวมทั้งตลาดไม่ไกลจากเรามากก็เลยลองอีกสักตั้ง เป็นอีกช่วงที่รู้สึกสนุกมากครับ ด้วยความอิสระ การซัพพอร์ทที่ดีจากผู้ใหญ่และทีม เลยเป็นช่วงที่ได้ปล่อยของอีกรอบ 555 …แต่เอาจริงๆงานนี้เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่ายสักทีเดียวผับมีผลกระทบเยอะจากคู่แข่งใหม่ Branding ค่อนข้างไปในทิศทางที่ไม่ควรเยอะ ค่อนข้างมีผลกระทบต่อทัศนคติของลูกค้า เป็นช่วงที่ท้าทายอยู่ครับ แต่เราเอาสิ่งที่เราถนัด marketing event การสร้าง contents ทั้ง online และ offline ตัวอย่างเช่น เราพยายามสร้าง flagship events ขึ้นมาเพื่อสะท้อนและปรับเปลี่ยน branding มีครั้งนึงได้รับโจทย์เอาศิลปินไทยมา ปัญหาคือกลุ่มเป้าหมายหลักห่างจากยุคศิลปิล รู้จักเพลงแต่ไม่รู้จักศิลปิน เราแก้ปัญหาโดนเราขอให้ทุกวงดนตรีร้องเพลงของศิลปินทุกครั้ง และ tie in อีเว้นท์ และงานนั้นก็ได้ผลตอบรับที่ดีเกินคาดครับ ไม่คิดว่าลูกค้าจะสนุกและมาร่วมงานเยอะขนาดนั้น ทำไปสักพักก็ได้โอกาสเป็น marketing ของบริษัทดูแลผับต่างๆในเครือด้วยการซัพพอร์ทที่ดีจากผู้ใหญ่ครับ

Q: อาร์ตมีอะไรที่ชอบทำนอกเหนือเวลาเรียนกับทำงานบ้างคะ

ผมเป็นคนชอบท่องเที่ยวมากตั้งแต่ตอนอยู่ไทยแล้วครับ มักจะหาโอกาสออกเดินทางบ่อยๆทั้งใกล้และไกล มาอยู่ที่นี่ธรรมชาติที่ออสมีความสมบูรณ์และสวยมากๆครับ ที่นี่มี bush walking track เยอะมากแค่ใกล้ๆซิดนียอย่าง Illawarra ก็ยากที่จะเดินครบแล้ว ผมมีหมาอยู่นึงตัวและมันชอบเดินเหมือนกัน พอมีเวลาว่างก็จะหาข้อมูล walking track ใหม่ๆแล้วก็ไปเดินกับมันครับ

นอกจากนี้เป็นคนชอบดูคอนเสิร์ต และ festival เป็นอย่างมากตั้งแต่สมัยเด็กๆแล้ว ส่วนตัวชื่อชอบด้าน live production ชอบรายละเอียดการการนำเสนอที่คนทำแฝงไว้ แค่ดู production, lighting และ reaction ของคนดูก็มีความสุขแล้วครับ ประกอบด้วยเราทำงานสายนี้เรื่องนี้ช่วยได้เยอะมากครับ ทุกครั้งที่ออกเดินทางหรือท่องเที่ยวเหมือนการเติมพลังให้กับตัวเอง ผมว่า expeirence มีสิ่งสำคัญต่อชีวิตของผมมากนะ insight และ inspiration ได้มาจากการท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ

Q: คิดว่าอะไรทำให้อาร์ตเปลี่ยนจาก “คนเก็บแก้ว” มาสู่งาน “การตลาด” ได้คะ

สิ่งที่ทำให้ผมมาถึงจุดนี้ได้จุดหลักคือความเชื่อมั่นครับ ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในตัวเองเราก็คงไม่สามารถไปบอกให้ใครเชื่อมั่นในตัวเราได้

อย่างที่สองคือเรื่องของเป้าหมาย ผมตั้งเป้าหมายชัดเจนตลอดว่า Goal คืออะไร ระหว่างทางอาจจะไขว้เขวหลุดเส้นทางไปบ้าง แต่สุดท้าย Goal ก็พาเรากับมาในเส้นทาง สิ่งนี้มันทำให้เราตั้งใจทำมันให้ดีที่สุดด้วยครับ

สิ่งสุดท้ายคือ passion ครับสิ่งที่ทำให้เราเดินต่อแทบไม่เหนื่อยเลย เราสนุก เราอยากทำ ผลลัพธ์มันก็จะออกมาตามความตั้งใจ

Q: หากนำวัฒนธรรมดีๆ (หรือค่านิยมดีๆ) ของออสเตรเลียกลับมาพัฒนาประเทศไทยได้ 1 อย่าง สิ่งนั้นจะคืออะไร

สิ่งที่ชอบมากคือวัฒนธรรมการเครารพกฏ ที่ชอบมากคือมารยาทการใช้ถนนครับ คนขับรถที่นี่ค่อนข้างมีมารยาท เคารพกฏจนเป็นบรรทัดฐานของสังคม ขับรถตามความเร็วที่กฏหมายกำหนด จอดทุกครั้งเวลาคนข้ามทางม้าลาย ชะรอให้รถที่เปิดไฟเลี้ยวเข้าเลน ขับรถที่นี่ค่อนข้างสบายใจมาก

แล้วก็อีกเรื่องนึงคือความเท่าเทียมและให้เกียรติกันในสังคมครับ ออสเตรเลียเป็น multicultural country เขาไม่มีมองว่าใครทำอาชีพอะไร background อะไร ชาติอะไร ไม่ค่อยยุ่งเรื่องส่วนตัวกัน การทักทายคนที่สวนกันบนท้องถนนถือเป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้การสมัครงานรูปถ่ายและอายุ หรือข้อมูลส่วนตัวไม่จำเป็นต้องลงในเรสุเม่เลย มันเป็นเรื่องที่ดีมากครับ

Q: อยากให้เล่าประสบการณ์ที่พีคที่สุดในออสเตรเลียหน่อย

สอบตกครับ 555 เป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมแน่นอน อย่างที่บอกผมพยาหาโอกาสในการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ตอนนั้น UOW เปิดรับสมัครโครงการ iUnivative เป็นโครงการให้นักศึกษามีโอกาสไปทำ business solution กับบริษัทชั้นนำของออสฯ แข่งกับมหาลัยต่างๆใน NSW เช่น UNSW, UTS และ Macquarie และเราก็ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ พอเข้าร่วมโครงการเราก็เห็นแล้วว่า final round คือช่วงสอบไฟนอล แต่เราคิดว่าเราน่าจะรับมือได้โอกาสนี้เราคว้าไว้ดีกว่า แจ็คพ็อตมาลงตรงที่ไฟนอลสอบพร้อมกัน 2 ตัว และหนึ่งในวิชาคือ International finance ซึ่งเราไม่ถนัดเลย! ช่วงก่อนสอบเครียดมากครับเรามีเวลาเตรียมตัวน้อยมาก และตัดสินใจเอาเวลา 70% ไปลงที่ Finance

พอผลสอบออกเท่านั้นแหละ… ผมได้ TF (Technical fail) หมายถึงทำข้อสอบไฟนอลได้ไม่ถึง 50% มหาลัยที่ออสส่วนมากมีกฏเรื่อง TF ครับ คือคะแนนเก็บดีขนาดไหนแต่ถ้าคะแนนสอบไฟนอลไม่ถึง 50% ก็สอบตกเหมือนกัน… ในขณะที่อีกวิชาเตรียมตัวน้อยกว่ามากกลับได้ Distinction ไม่แฟร์เอาเสียเลย! 555 …ช่วงนั้นตัวเองเสียศูนย์เป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่เรียนใหม่ จ่ายเงินใหม่ แต่แพลนเราก็เปลี่ยน เทอมสุดท้ายเราอยากเรียนแค่ 1 ตัวและจะเอาเวลาหลักไปฝึกงาน ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนหมดครับ แต่มองกลับไปไม่เสียใจที่สอบตกครั้งนั้นเลย เป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ดีด้วยซ้ว่าอยางชะล่าใจควรมีแผนการเตรียมตัวที่แน่นกว่านี้ และโครงการครั้งนั้นก็มอบประสบการณ์ที่ดีมากครับ

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับออสเตรเลียบ้าง

สิ่งที่ชอบ
– ความ friendly ของคนที่นี่ครับเราทำงานผับมาด้วย ค่อนส่วนมากค่อนข้างให้เกียรติกัน ยิ้มแย้ม พูดจาดี
– ความใส่ต่อความเป็นอยู่ของประชากรของ ที่ชัดเจนน่าจะเป็นเรื่อง transportation ครับ ถึงแม้ที่ออสรถไฟจะ trackwork บ่อยมาก แต่เขาก็จัดเตรียม Replacement bus services ค่อยซัพพอร์ทแทบไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไม่ได้กลับบ้าน หรือเวลามีงานใหญ่ที่ใหญ่ๆเช่น โอลิมปิคปาร์ค เขาจัดเตรียม transportation ให้ครอบคลุมคือไม่การมายืนรอรถกลับบ้านเป็นๆหมื่นๆคน งานใหญ่ๆตั๋วก็จะถูกรวมกับค่าเดินทางเขาจัดการกับจำนวนผู้เข้าร่วมงานได้ดีมาก
– การให้ความสำคัญกับธรรมชาติครับ ออสเตรเลียจัดสรรพื้นที่ได้เป็นอย่างดี แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่นี่เยอะมาก และทุกที่มีกฏและรายละเอียดชัดเจนเพื่อไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์

สิ่งที่ไม่ชอบ
เป็นเรื่องค่าครองชีพแล้วกันครับ รายได้สูงก็จริงแต่มันก็ทำให้ค่าครองชีพที่นี่สูงขึ้นไปด้วย โดยเฉพาะค่ากินกับค่าที่พักครับ ยังไม่รวมภาษีที่โหดมาก…

Q: Quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

Make goals, dream big, live with passion ผมเชื่อว่าทุกคนมีเป้าหมายแต่จะทำยังไงให้เราไปถึงเป้าหมายได้ด้วยกำลังใจที่ดีที่สุด Passion เป็นสิ่งที่ผมพูดกับคนรอบตัวผมบ่อยมาก ผมว่ามันเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนตัวเราได้เป็นอย่างดีนะ

Facebook Comments