ปุ๊ จากงานร้านอาหาร สู่ งานรีเทล Assistant Manager จากการ “เดินช้อปปิ้ง!”

0
4593
ปุ๊ จากงานร้านอาหาร สู่ งานรีเทล Assistant Manager จากการ “เดินช้อปปิ้ง!”

Q: ช่วยแนะนำตัวเองกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะชื่อปุ๊นะคะ อยู่ไทยจบปริญญาตรี สาขา Tourism & Hotel Industries มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลังเรียนจบตอนนั้นที่บ้านก็ส่งให้ไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลียเลยค่ะ ประมาณ 1 ปีก็กลับมาที่ไทย ทำงานออฟฟิศเหมือนสาวออฟฟิศในเมืองทั่วๆไปนี่แหละค่ะ ตำแหน่งสุดท้ายที่ทำตอนนั้น ปุ๊เป็น Senior Account Executive หรืออาชีพที่เค้าเรียกติดปากสั้นๆกันว่า A.E. อยู่ที่ CLEO Magazine

หลังจากนั้นก็ออกจากงานที่ CLEO มาทำแบรนด์เสื้อผ้าออนไลน์ของตัวเอง ทำอยู่นานเหมือนกันนะคะ จนธุรกิจเรามันเริ่ม Stable แล้วสักพักมันก็มีจุดเปลี่ยนที่เราต้องเลือกระหว่างจะทำแบรนด์เสื้อผ้าต่อหรือจะมาใช้ชีวิตที่ออสเตรเลีย ต่อจากที่ปุ๊เล่าค้างไว้เมื่อกี้คือหลังจากนั้นปุ๊ก็แต่งงานค่ะ ปุ๊ก็เลยตัดสินใจเลิกทำแบรนด์เสื้อผ้า แล้วก็มาใช้ชีวิตที่ออสเตรเลียเมืองบริสเบนกับแฟน (เป็นเมืองเดิมที่เราเคยมาเรียน) เป็นวีซ่าติดตามค่ะ

ถามว่าเสียดายแบรนด์เสื้อผ้าตอนนั้นมั้ย แน่นอนเสียดายมากค่ะ เราอยู่กับมันมาตั้ง 4 ปีได้ แต่เราคิดในแง่บวกว่า มันเดินทางมาถึงจุดที่เราฟินกับมันแล้วล่ะ อย่างน้อยเราก็เคยได้ลองทำมัน ถ้าจะลองไปเริ่มต้นอะไรใหม่ๆก็เก็บแบรนด์นี้ไว้เป็นความทรงจำดีๆ ดีกว่าที่เราเลิกทำมันเพราะว่าแบรนด์มันไปไม่รอดแล้วดีกว่า! ตอนนั้นคิดประโยคนี้ขึ้นมาตลอดเลยค่ะว่า สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ 🙂

Q: กว่าจะมาได้งาน Assistant Manager งานนี้เราต้องผ่านอะไรมาบ้างคะ

โหหหห (โหหห ก่อนเลย 555) ปุ๊ผ่านงานมาหลายที่เหมือนกันนะคะ เริ่มแรกเลยแน่นอน เด็กไทยทุกคน 80% ต้องผ่านงานร้านอาหารไทย เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่ามันเป็นอะไรที่ง่ายสุด คนไทยด้วยกันคุยภาษาเดียวกันรู้เรื่องกว่าชาติอื่น ต้องบอกเลยแรกๆที่เริ่มทำเราต้องเปลี่ยน Mindset ตัวเองหนักมาก 555

แน่นอนเรากลับมาออสในวัยที่เราโตขึ้นผ่านหน้าที่การงานที่ค่อนข้างโอเคมา แล้วต้องมาทำงานร้านอาหาร แรกๆบอกตรงๆเลยว่าทัศนคติติดลบกับงานมากกก อีโก้นี่สูงสุดๆๆ แต่ผ่านไปสองวีคเราก็เริ่มปรับตัวเอง และเปลี่ยนทัศนคติพยายามคิดว่าเอออย่างน้อยงานนี้เราได้ฝึกสกิลภาษานะ แถมงานก็จบไปวันต่อวันไม่มีโปรเจคมานั่งยืดเยื้อได้เดินเยอะออกกำลังกายไปในตัว แล้วกับร้านที่เราทำตอนแรกเค้าโอเค มันเป็นระบบมาก เราก็รู้สึกว่าจริงๆมันก็สนุกนะเหมือนเราเล่นเกมส์ Dinner Dash อยู่เสร็จอันนี้ ไปทำอันนั้น หลังจากนั้นก็ค่อยรู้สึกโอเคขึ้น

ปุ๊ทำอยู่ร้านไทย 2 ที่สักพักนึงค่ะ แล้วก็มีโอกาสเข้ามาช่วงนั้นได้งานเพิ่มช่วง weekend ไปทำคาเฟ่เจ้าของเป็นคนบราซิล ตอนนั้นดีใจมากเหมือนกันนะคะ เพราะงานคาเฟ่ที่บริสเบนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นคนไทยทำ ยิ่งเจ้าของเป็นต่างชาติด้วย เลยยิ่งรู้สึกภูมิใจเล็กๆ ที่เราเป็นคนไทยที่ได้ทำ ตอนนั้นเราทำเป็น All Rounder ซึ่งงานคาเฟ่แน่นอนต้องตื่นเช้ามาก และเหนื่อยมากค่ะ เหนื่อยคนละแบบกับร้านไทย แต่คาเฟ่จะมีระบบกว่า แล้วก็ไม่ดราม่า) แล้วตอนนั้นปุ๊ทำมันเป็นหน้าร้อน ตัวคาเฟ่เป็น open air ไม่มี air-con ไม่ต้องคิดเลยค่ะว่าเหงื่อท่วมตัวขนาดไหนค่ะ 555

หลังจากนั้นเราก็ทำงานทั้งร้านไทยและคาเฟ่นี้ควบกันไปสักพักค่ะ แต่ร้านไทยที่ทำตอนนั้นร้านนึงพอทำไปสักพักก็เริ่มมีความรู้สึกว่าเราไม่ค่อย fit in กับหลายๆอย่างในร้าน แล้วเราไม่ค่อยชอบความดราม่าข้างใน ก็เลยมีความคิดว่า เราลาออกดีกว่า ตอนนั้นชิฟที่ทำกับร้านนี้ก็ไม่ได้เยอะมากจะมาเสียดายทนทำ แต่ได้พลังงานลบกลับบ้านทุกครั้ง ไม่เอาดีกว่า ก็เลยลาออกค่ะ จำได้ว่าพอตอนนั้นอาทิตย์แรกเลยที่ว่างงานไม่มีชิฟทำงานในวันนั้น ปุ๊ก็ไปเดินเล่นคนเดียวใน city วันนั้นปุ๊ก็ไปเดินในตึก shopping centre ตึกนึงค่ะ แล้วไปเจอร้านที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเค้าเป็นร้านขายรองเท้าสไตล์ Ballet Flat ที่รวบรวมเอาแต่ high brand ของฝั่ง Europe มาค่ะ ตอนนั้นเราก็เดินเข้าไปในร้านเหมือนเป็นลูกค้าคนนึง จำได้ว่าแมเนเจอร์ร้านเค้าทักเราคำแรกด้วยประโยคที่ว่า Oh! I love your bag!! นั่นเลยทำให้เรารู้สึกว่า เค้าดูเฟรนด์ลี่ แล้วคงมีเทสต์ที่ใกล้เคียงกัน 555 เราก็เดินวนๆดูของเค้าปกติค่ะ แล้วก็เดินออกมา จนพอเดินออกมา อยู่ดีดีตอนนั้นมันก็มีความคิดแว้บขึ้นมาว่า เฮ้ย! น่าทำงานมาก ทุกแบรนด์ที่เค้าเอามาขาย คือนี่รู้จักหมดเลย บางแบรนด์เป็นลูกค้าเก่าที่เราคุ้นเคยสมัยอยู่คลีโอด้วย ทำไมเราไม่ลองถามเค้านะเมื่อตะกี้ว่าเค้ารับคนมั้ย

ตอนนั้นก็วนเวียนอยู่ในตึกนั้นสักพักค่ะ รวบรวมความกล้า แล้วก็เดินกลับเข้าไปใหม่อีก แกล้งทำเป็นไปถามเกี่ยวกับรองเท้าเค้า จนสักพักเลยวกเข้าเรื่องว่าอยากสมัครงาน ตอนนี้มีตำแหน่งที่ร้านว่างมั้ย แล้วเหมือนเรามาในเวลาที่ใช่ค่ะ เค้าก็ตอบเราตอนนั้นว่าเค้าขาดคนพอดี หลักๆเค้าอยากได้คนช่วง weekend ตอนนั้นคิดในหัวว่า เราทำคาเฟ่ช่วง weekend นี่หว่า แต่ช่างเหอะ ถ้าได้งานนี้เราจะลาออก ! ตอนนั้นแมเนเจอร์เค้าก็ขอเรซูเม่เราไปดู เราไม่ได้พกมาด้วยค่ะ แต่เราพก USB ในกระเป๋าเลยบอกเค้าว่ารอเดี๋ยว เดี๋ยวชั้นจะเดินไปพริ้นต์แล้วเอามาให้เลย เราก็กลับเอามาให้เค้าจริงๆ เค้าก็เลยเห็นว่าเราอยากทำงานนี้จริงๆ เลยให้โอกาสได้มาลองงานค่ะ

Q: ขอทิปสำหรับคนกำลังหางานในต่างประเทศหน่อยคะ

1. Confidence + ทัศนคติที่ดีของเราค่ะ ถ้าเรามั่นใจ บวกกับคิดบวกไม่ยอมแพ้ ท้ายที่สุดมันจะส่งผล ออกมาให้เราได้งานดีๆเอง ของปุ๊โชคดีพอมีพื้นฐานภาษาอังกฤษอยู่บ้างเพราะเคยมาเรียนที่นี่ แล้วตอนทำงานก็ยังมีได้ใช้นิดหน่อยเลยยังไม่ได้ลืมหมด ก็จะพยายามใส่ความมั่นใจเราไปเวลาเราเข้าไปสมัครงาน ปุ๊ว่าต่อให้ภาษาเราไม่ได้ดีมากเท่าเนทีฟ แต่ถ้าเรามั่นใจพยายามที่จะสื่อสารกับเค้า ไม่จำเป็นต้องแกรมม่าเป้ะทุกประโยค บวกกับเราทำให้เค้าเห็นว่าเฮ้ยเราอยากทำงานนี้จริงๆ เชื่อเถอะต้องมีสักที่ที่เค้าเห็นความตั้งใจเรา
2. รู้จักตัวเองว่าเราอยากทำอะไร เราชอบอะไร จริงๆการหางานในตปท.ไม่จำเป็นต้องยึดติดแค่งานในร้านอาหารไทย ไม่ใช่ว่าร้านอาหารไทยไม่ดีนะคะ ทุกงานมีคุณค่ามีเกียรติเหมือนกันหมด ร้านอาหารถ้าเราเจอร้านที่ระบบดี คนโอเค เรามองมันให้สนุกมันก็เป็นงานที่มีเสน่ห์งานนึงเลยค่ะ แต่ถ้าเราเจอร้านที่ทำไปแล้วไม่ได้พัฒนาอะไรเลย ยิ่งบางที่มีหลายอย่างไม่แฟร์กับพนักงาน ส่งผ่านแต่พลังงานลบ ฝืนทำไปวันต่อวันโดยที่ไม่ได้ตอบ passion อะไรในตัวเรา แน่นอนเราจะไม่มีความสุขในการไปทำงาน ซึ่งเท่าที่เราคุยกับน้องๆคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น เราว่าถ้าเราเริ่มมีทัศนคติที่ไม่ดีกับงาน ลองถามตัวเองจริงๆว่าเรามาทำอะไรที่นี่ มันคุ้มมั้ยที่เราต้องบั่นทอนตัวเองกับงานที่ทำ สำหรับปุ๊คิดว่าเราควรเปิดโอกาสตัวเองให้ได้เจออะไรใหม่ๆค่ะ ไหนๆเราก็มาอยู่ต่างแดนแล้ว ไม่มีอะไรจะเสียค่ะ ถ้างานไม่ตอบโจทย์กับชีวิต หาใหม่เลยค่ะ งานที่นี่มีเยอะมาก ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร งานทั่วไปปุ๊เชื่อว่าก็มีอยู่เยอะค่ะ บางทีโอกาสดีๆอาจจะรอเราออกจากอีกที่แล้วเดินมาหามันก็ได้
3. ได้งานแล้วก็แสดงความสามารถให้เค้าเห็นว่าเค้าเลือกคนไม่ผิดและคุ้มค่ากับที่เค้าลงทุนจ้างมา ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด เรียนรู้ว่าวันนี้เราได้ทำอะไรบ้าง เราได้ความรู้อะไรมาเพิ่ม และไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ซึ่งอันนี้สำคัญมากเลยนะคะ ถ้าเราทำได้ตามนี้แน่นอน งานดีๆรออยู่ข้างหน้าชัวร์ๆค่ะ

Q: ปุ๊มี milestone ในชีวิตอะไรที่ตัวเองภูมิใจที่สุด

Milestone แรกเลยคงเป็นตอนนั้นทำงานออฟฟิศแล้วอยากออกมาทำแบรนด์เสื้อผ้าเต็มตัวและวางแผนไว้ว่า อยากให้แบรนด์เรามีออเดอร์เข้ามาทุกวัน ทำรายได้ให้เรามั่นคงและต้องดีกว่าเงินเดือนที่ได้ตอนนั้น ซึ่งเราก็ทำมันได้จริงๆ ณ ตอนนั้น จำได้ว่ามีปีนึงที่แบรนด์มันกำลังเริ่มไปได้ดี รู้สึกตื่นเช้ามาทำงานที่บ้าน ตอบไลน์ลูกค้า แพคของ คือเป็น quality life ที่ดีมาก เหมือนที่ตั้งใจไว้เลย Milestone ที่สองก็คงเป็นตอนนั้นหลังจากตัดสินใจจะมาใช้ชีวิตที่ออสกับแฟน ทุกคนถามเป็นเสียงเดียวกันว่าเราจะไปทำอะไร เราก็คิดกับตัวเองว่าเราจะต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในงานที่เกี่ยวกับแฟชั่นให้ได้ แล้วก็คิดแบบนี้ฝังอยู่ในหัวเรื่อยๆ จนมาได้งานร้าน Ballerine Ballerinas ปัจจุบันอยู่ที่ห้าง Westfield Carindale ซึ่งแบบดีใจมาก ตอนนั้นคือกรี้ดอยู่ในใจคนเดียว เหมือนอารมณ์คนเป็น junior ได้เลื่อนขั้นเป็น senior แล้วพอทำไปเรื่อยๆ เค้าเห็นว่าเรามี passion กับอะไรแบบนี้ เค้าก็เริ่มไว้ใจให้เราช่วยเลือก new item ที่เค้าจะเอาเข้ามาวางขาย ช่วยคิดโปรโมชั่น ดูดิสเพลย์ ดูระบบร้านค้าออนไลน์ของเค้า ตอนนี้ก็เลยได้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการร้านแล้วค่ะ

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไร เกี่ยวกับชีวิตในประเทศออสเตรเลียบ้างคะ

ชอบ
การคมนาคม ด้วยความที่ปุ๊อยู่บริสเบน ความวุ่นวายเต็ม 10 อาจจะให้แค่ 7 ยังไม่ได้พีคมากเท่าซิดนีย์หรือเมลเบิร์น การจราจรเลยค่อนข้างดีถึงดีมาก รถไม่ติดเลยค่ะ (มอเตอร์ไซค์ก็น้อยชอบมาก) จะไปไหนมาไหนนี่เร็วสุดๆ แม้แต่นั่งรถบัสยังเร็ว เพราะเค้ามี Bus Lane แยกเส้นทางกับรถทั่วไป แถมมี bike lane ให้คนที่ใช้จักรยานด้วยนะคะ ปลอดภัยมากๆ ตอนนี้ลืมรถติดกรุงเทพไปเลย
ระบบรถโดยสารสาธารณะ รถบัสมาตรงเวลา (เรทบ้างแต่ไม่ได้เยอะจนน่าเกลียด) คนขับรถสุภาพ บางคันรอเรานั่งแล้วค่อยออกรถก็มี แถมรถเมล์ส่วนใหญ่ได้นั่ง น้อยมากที่จะยืน ก่อนลงรถที่นี่ Say Thank You ให้คนขับเกือบทุกคน รถไฟก็โอเค คือแฮปปี้มากกับการใช้รถสาธารณะที่นี่
จิตสำนึกในความมีระเบียบของคนที่นี่ เช่นขึ้นรถต่อคิวกันเป็นระเบียบ ไม่เบียดๆแย่งกันขึ้น, กินฟาสฟู้ดเสร็จเอาไปทิ้งทุกครั้ง, ทิ้งขยะกันในถังเป็นระเบียบ น้อยมากที่จะเจอขยะตามทางเดิน
ไม่ชอบ
ห้างและร้านค้าต่างๆปิดเร็วมากกก บางทีเลิกงานห้าโมงครึ่งอยากเข้าไปเดินดูอะไรบ้าง ดูเวลาปิด อ้าว เรานั่งรถเข้าไปก็ปิดแล้วนิ 555
เป็นประเทศที่ไม่ค่อยโดดเด่นเรื่องแฟชั่นมากนัก แฟชั่นบางทีอันนี้มาช้ามาก (จริงๆไม่ค่อยมีผลต่อการอยู่เท่าไร555) แต่สำหรับคนที่ชอบแฟชั่นอย่างเราจะรู้สึกอยากให้ประเทศนี้มีสีสันเรื่องแฟชั่นมากกว่านี้อย่างอเมริกามี NYC Fashion Week ไรงี้ แต่ที่นี่แทบไม่มีอะไรที่มีจุดเด่นเรื่องความแฟชั่นเท่าไรอาจเป็นที่เมืองที่เราอยู่ด้วยค่ะ
น้ำเปล่าแพง อย่างอื่นเราเข้าใจได้นะคะ แต่น้ำเปล่าบางทีขวดเล็กเท่าคริสตัลบ้านเรา $3 ดอล ตีเป็นเงินไทย 60.- บาท รู้สึกว่าเอาอะไรมาแพง แล้วซื้อทีจะรู้สึกเป็นปมในใจ 555 อยู่นี่เลยไม่ค่อยซื้อน้ำเปล่า ซื้อน้ำหวานชานม สตาร์บัคอะไรแทน เพราะรู้สึกเพิ่มเงินนิดเดียวได้น้ำพวกนี้ละ 555

Q: ช่วยเล่าเรื่องที่พีคที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในออสเตรเลีย

จริงๆไม่ค่อยมีเรื่องพีคกับเค้าเท่าไรคะ แต่ที่นึกๆได้แล้วแบบพีคๆน่าจะเป็นเรื่องของเมทที่อยู่ Sharehouse ด้วยกัน เคสแรกเป็นกับคนสิงคโปร์ คือมีวันนึงเราซื้อข้าว take away เอามาแช่ตู้เย็นไว้กะว่า พรุ่งนี้เช้าเราจะกินอันนี้แหละ ปรากฎเมทสิงคโปร์ เป็นผู้ชายตัวอ้วน นางเอาของเราไปกิน แล้วกินเสร็จค่อยมาเขียนโน้ตบอกเราว่ากินข้าวเราไปให้คิดเงินมาว่าเท่าไร ตอนนั้นปุ๊ปรี้ดมาก! โมโหสุด! คืออย่างนี้ก็ได้หรอ จะเรียกว่าขโมยหรือยังไงดี คือไม่ได้อยากได้เงิน แต่เราแพลนไว้แล้วว่าเราจะเก็บไว้กิน คือตอนนั้น นับ 1-10 มากค่ะ

เคสที่สองเป็นคนฝรั่งเศสเป็นคู่รักมาอยู่แชร์กับเรา คู่นี้เหมือนจะดี แต่ไม่ทำตามกฎ เล่นทำอาหารทั้งวันทั้งคืน แล้วกลิ่นก็อบอวลมาถึงห้องนอนเรา บางทีเที่ยงคืนพวกเค้ายังทำเครปกินกัน เสียงก้อกแก้กๆทำกับข้าวดังตลอด อีกเรื่องคือผู้ชายนี่กลิ่นตัวแรงมากๆจนปุ๊กับแฟนคิดว่าไม่ไหวละเห็นทีเราต้องอยู่กันแค่สองคน แต่ละคนที่มาคือร้อยพ่อพันแม่ ต่างที่มาต่างนิสัยจริงๆ ทุกวันนี้อยู่อพาร์ตเมนต์กันแค่สองคนแล้วค่ะ สบายใจหมดปัญหาการแชร์บ้านกับคนอื่น

Q: หากนำวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่ออสเตรเลียกลับไปพัฒนาบ้านเราได้ 1 อย่าง สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

แน่นอนเรื่องรถขนส่งสาธารณะเลยค่ะ คือชอบทั้งความตรงต่อเวลา รอบรถเช็คว่ามากี่โมงก็เป๊ะๆ คนขับรถสุภาพมากสะอาด ให้เกียรติผู้โดยสาร เวลาขึ้นรถส่วนใหญ่จะได้นั่ง มี Bus Lane วิ่งแยกกับรถทั่วไป รถบัสไม่ขับปาดไปมา จนปวดหัว ถ้าประเทศเราทำได้เหมือนที่บริสเบนนะคะ คุณภาพชีวิตคนไทยยกระดับไปอีก 1 เรื่องเลยค่ะ เผลอๆบางคนอาจจะจอดรถตัวเองทิ้งไว้ที่บ้าน แล้วหันมาใช้รถสาธารณะ ประหยัดทั้งพลังงานเชื้อเพลิง แถมแก้ปัญหาการจราจรติดขัดได้แน่นอน

Facebook Comments