แอค จาก “เด็กล้างจาน” ที่เอาชนะโรคซึมเศร้า สู่ “Multimedia Designer” ในออสเตรเลีย

0
6532
แอค จาก “เด็กล้างจาน” ที่เอาชนะโรคซึมเศร้า สู่ “Multimedia Designer” ในออสเตรเลีย

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อ แอค ภูริชญา ปัญญาสมบัตินะคะ ก่อนมาออสแอคเรียนจบทางด้าน Digital Art จากมหาวิทยาลัยรังสิตค่ะ และก็ทำงานเป็น Junior Motion Designer อยู่ได้ประมาณครึ่งปีก็ลาออกมาออสค่ะ 

ย้อนเวลากลับไป เหตุที่ทิ้งชีวิตที่ไทยมาออสเตรเลียด้วยคำว่า “ ขี้แพ้ “ ตอนนั้นเพื่อนสนิทคนนึงที่มีปัญหากับเราทิ้งท้ายก่อนเรามาออสด้วยคำนี้ คำนี้เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นความทุลักทุเลในออสเตรเลียค่ะ อีกอย่างคิดว่าอยากมาออสเตรเลียนานแล้ว และก็อยู่ในวัยที่กำลังเหมาะด้วยเพราะถ้าสมมุติมาที่นี่ไม่เวิร์คยังมีโอกาสกลับมาทำงานที่ไทยได้ต่อค่ะ

ตอนนี้เป็น Multimedia Designer อยู่ใน Agency แห่งหนึ่งใน Sydney  ค่า ตอนนี้ทำเพจ Abit Melbourne อยู่ด้วย นอกเหนือจากนี้ ก็ยังเป็น Freelance Artist  รับทำงาน Design เน้นไปทาง Collage Design ( ติดตามผลงานได้ที่ behance.net/fuxiisackqiizd ) และก็รับทำกราฟิกให้บ้านมิลินแลนด์ (แฟนด้อมของ น้ำหนึ่ง BNK48) ค่ะ

Q: เล่าชีวิตตอนมาออสเตรเลียใหม่ๆให้ฟังหน่อย

พอหลังจากนั้นก็คิดว่า เอ้ย!! เราอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว เงินที่ทางบ้านให้มาก็เริ่มหมด จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทำงานร้านไทย อันที่จริงก่อนหน้านั้นลองไปทำคลีน กับไปทำเป็น reception ร้านนวดก็ไม่ใช่ทางสุดๆ ไม่ชอบและไม่คิดอยากทำอีก สุดท้ายก็มาเป็นเด็กเสิร์ฟอยู่ร้านอาหารไทยค่ะ

ทำไปแบบไม่ชอบๆ ทำไปด้วยความอึดอัด แต่จริงๆงานก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนะคะ แต่ด้วยความที่ตัวเองไม่ค่อยชอบงานบริการเลยทำให้รู้สึกว่า การทำอะไรแบบนี้มันไม่เหมาะกับเราเลยจริงๆ งานเสิร์ฟก็วนไปวนมา รับลูกค้า เทคออร์เดอร์ เก็บโต๊ะ แอคทำร้านไทยอยู่ได้ราวๆ 7 เดือนก็ขยับขยายไปส่งเดลิเวอร์รี่ให้ร้านอาหารไทยนอกเมืองค่ะ

คนเทรนขับรถส่งเดลิเวอร์รี่เราเป็นคนจีน ด่าเราแทบทุกอย่าง “ไม่ว่าจะเป็น บ้านยูเค้าขับรถกันแบบนี้หรอ!?! ทำไมยูโง่จังอ่าน GPS เป็นมั้ย?!?! ลามจนไปถึงนี่ยูหั่นผักไม่เป็นหรอ?!?!”

ทุกช่วงเวลามันกดดันไปหมด ใช้ชีวิตเดิมๆทุกวัน “เข้างาน กินข้าว ขับรถ รออาหาร ส่งอาหาร” วนลูปอย่างนั้นอยู่หลายเดือนค่ะ

Q: อะไรเป็น “จุดเปลี่ยนของชีวิต”

วันนึงเราก็ไปทำงานเหมือนทุกวัน ตอนนั้นกำลังล้างหม้ออยู่ อยู่ดีๆความคิดก็แว่บขึ้นมาในหัวว่า นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ ? มือที่เราเคยจับคอม จับเม้าส์

วันนี้เรากลับมายืนทำอะไรตรงนี้ เหมือนเราลืมไปแล้วว่าเรามาทำไม มาเพื่ออะไร สังคมและสภาพแวดล้อมดูจะกัดกร่อนความฝันเราจนไม่มีชิ้นดี . .

เรานึกถึงคำของแม่ แม่เคยบอกเราว่า “แม่ไม่ได้ส่งเรามาถึงนี่เพื่อมาล้างจานนะ” ซึ่งนั่นก็จริง . . เรานึกถึงคำของเพื่อนที่บอกกับเราว่า “เราขี้แพ้!” ซึ่งนั่นก็เหมือนจะจริงด้วย จากวินาทีนั้นมันเหมือนนึกขึ้นได้ว่าเราจะใช้ชีวืตแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เราต้องลงมือทำอะไรซักอย่างกับชีวืตแล้วแหละ

หลังจากวันนั้นเราก็เริ่มทำ Resume และหางานใน Gumtree/Indeed/Seek และทุกช่องทางที่เราจะพอทำได้ เราหว่านส่งใบสมัครไม่ต่ำกว่า 25 ที่ โดนปฎิเสธเกือบหมด ด้วยข้อจำกัดทาง visa ด้วย ความสามารถไม่ตรงกับสายงานด้วย

แต่เราก็ไม่ท้อ ส่งต่อไปเรื่อยๆจนมีที่นึงเรียกเราสัมภาษณ์ซึ่งบริษัทนั้นเป็นบริษัทเครื่องสำอางค์ สุดท้ายเราก็ได้เข้าไปทำงานที่นั่นในฐานะเด็กฝึกงาน เค้าจ้างต่ำกว่ารายได้ขั้นต่ำที่ควรได้รับมาก ความหวังเรื่อง ทำไปสักพักเราเลยเลือกออกจากงาน ตอนนั้นชีวืตดิ่งและเคว้งคว้างมากตกงานไม่พอคุณพ่อเราเสียด้วย ชีวิตพังเหมือนโดมิโน่เลย แต่มันจะยอมแพ้ไม่ได้ เราก็หาวิธีจะใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่กลับไปทำงานร้านไทยอีก

Q: ตกงาน…เคว้งคว้าง…ชีวิตพัง…ทำไงต่อ?

เราเลยนึกขึ้นได้ว่าไหนๆก็ไหนๆเราเปิดสอนกราฟิกเลยดีกว่า เราก็เริ่มจัดแผนการสอน เตรียมตัวหลายอย่างจนสุดท้ายก็เริ่มมีนักเรียนทะยอยมาเรียนกับเราเรื่อยๆ จนเรายึดอาชีพสอนกับอาชีพออกแบบเป็นอาชีพหลักในตอนนั้น

ในเวลาเดียวกันเราก็ยังสมัครงานบริษัทไปเรื่อยๆ จนมาเจอบริษัท start-up ที่ต้องการกราฟิกอยู่เลยลองไปสมัคร ซึ่งก็ได้งานแต่ไม่ได้เงิน แต่เรารู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ไปทำ เราถือว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่อย่างน้อยๆเราได้ทำอะไรที่เรารักอีกทั้งยังได้ไปพบปะผู้คนใหม่ๆ ได้ฝึกภาษาและได้ไปเจอประสบการณ์ที่เราไม่เคยเจออีกด้วย

และเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกอีกครั้ง…

เพราะมีเหตุให้เราต้องย้ายมา SYDNEY เราจึงต้องทิ้ง Melbourne มาแล้วมาเริ่มต้นที่นี่ใหม่ ยอมรับเลยว่าอะไรที่นี่ก็ดูไม่ค่อยจะเข้ารูปเข้ารอยเท่าไหร่ จนผ่านไปซักพักพอเริ่มอยู่ตัวเราเริ่มสมัครงานอีกครั้ง จึงได้มาเจอกับบริษัทนี้และได้มาเป็น Graphic Designer / Art Director ที่นี่ และแอคก็ได้ทำเรื่องขอสปอนเซอร์ Permanent Residency ที่นี่อยู่ค่ะ

Q: ช่วยเล่าโมเม้นขอ Sponsor จากทางบริษัทให้ฟังหน่อย ตื่นเต้นมั๊ย?

ตอนนั้นที่แอคขอ Sponsor จากบริษัทก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนะคะ ก็บอกเค้าไปตรงๆว่า condition visa เราเป็นแบบนี้ เราต้องการ sponsor ถ้าให้ไม่ได้เราอาจทำงานที่นี่ได้ไม่นานนะเพราะเราต้องการจะอยู่ที่นี่ต่อจริงๆ แต่กว่าจะมาเริ่มเข้าสู่การขอ sponsor ก็นานอยู่ค่ะ

เราก็ต้องพิสูจน์ว่าเราเป็นที่ต้องการของบริษัทจริงๆ เราทำให้บริษัทเค้าดีขึ้นจริงๆ และต้องทำให้เค้าขาดเราไปแล้วเสียดายค่ะ แบบว่าเค้าคุ้มค่าที่จ้างเราเค้าไม่จำเป็นต้องไปจ้างหลายๆคนมาทำ

Q: แล้วตกลงขอสปอนเซอร์สำเร็จมั๊ยคะ

คือต้องเล่าให้ฟังว่า พอเราทำงานได้ไปซักพัก บริษัทที่เราทำอยู่ และขอยื่น Sponsor เริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤตเพราะลูกค้าเจ้าหลักกำลังจะถอนงานออก ทำให้เรามีโอกาสตกงาน ตอนนั้นหวั่นใจมาก กลัวไปหมด เพราะวีซ่าก็ยื่นไปหมดแล้ว เหลือเวลาไม่ถึงปีในการหางานใหม่ เราก็เลย เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน ต้องเริ่มหางานใหม่หมดเลย! ต้องหางานที่เค้า sponsor เราได้ด้วย และซึ่งเวลามันกระชั้นชิดและกดดันมาก เลยต้องรีบทำทุกอย่างให้เร็วที่สุด

เราเริ่มจากการแก้ Resume, ทำ Portfolio, อัพเดทโปรไฟล์ต่างๆใน LinkedIn และก็ไล่ส่ง Resume รัวๆ ซึ่งเราได้รับความช่วยเหลือจากรุ่นพี่คนนึง เค้าช่วยเราเต็มที่มาก ทั้งตรวจ Resume และคอยส่งงานที่คิดว่าเราน่าจะได้ให้สมัคร
จนสุดท้ายเราได้งานจาก Recruiter แห่งหนึ่ง! หลังจากนั้นเราก็เริ่มเข้ามาทำงานในบริษัทนี้เต็มตัว โดยผ่านการเป็น Full-time freelance ก่อน และหลังจากนั้นจึงได้มาเป็น Full-time เต็มตัว

อีกอย่างคือเราโชคดีมากที่ได้รู้จัก พี่จอห์นจาก J Migration ซึ่งช่วยเหลือด้านวีซ่าตลอด เพราะเคสเราซับซ้อนมากๆในหลายๆแง่ ทั้งเปลี่ยนกฏ ทั้งเปลี่ยนบริษัท แต่พี่เค้าก็จัดการให้เราได้ ไม่มีปัญหา ต้องขอบคุณทั้งคนที่คอยช่วยเหลือ และตัวเองจริงๆค่ะที่อดทนผ่านมาได้ แต่ตอนนั้นก็ร้องไห้หนัก เครียดมาก ไปไหว้พระขอพรเป็นว่าเล่นเลยจ้า

Q: ในเมื่อตอนนี้ได้งานแล้ว และก็ขอ PR ได้สำเร็จแล้ว….ขอทิปให้กับคนไทยที่กำลังหางานในต่างประเทศหน่อยค่ะ

เราว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการหางานคือ

เราต้องรู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไรก่อน

การ set goal เป็นเหมือนการตั้งเข็มทิศให้เราไปในทางที่เราอยากไปได้มากขึ้น อย่างเช่นตัวแอคเองก็ตั้งเป้าตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องทำงานในบริษัทฝรั่งให้ได้ ตอนแรกที่มันยังไม่ได้ มันก็ไม่เห็นทางหรอก แต่เป้าหมายเราชัดมาก ฉะนั้นการตัดสินใจอะไรหลายๆอย่างในชีวิตมันทำให้เรานำไปถึงเป้าหมายนั้นๆได้

ต้องมั่นใจค่ะ
บอกตรงๆเลยว่าแอคเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองสุดๆ คือ 90% จะคิดว่าทำไม่ได้แต่พออยู่ไปเรื่อย 10% ที่หายไปมันเริ่มเพิ่มมากขึ้น อาจจะเพราะสถานการณ์บังคับให้ต้องมั่นใจด้วยเพราะถ้าไม่มั่นใจมันก็ไม่ได้งาน มันก็จะไม่มีวันได้เริ่มอะไรเลย การอยู่ใน comfort zone มันทำให้เราไม่โต เราเลยต้องทำลายกรอบตรงนั้นของตัวเองด้วย ลองคิดดูว่าถ้าเราไม่ลองทำและมัวแต่กลัวอยู่อย่างนั้นเท่ากับว่าเราทิ้งโอกาสในชีวิตไปเลย 1 ครั้ง และ 1 ครั้งนั้นอาจเป็น turning point ในชีวิตไปเลยก็ได้ แต่ถ้าเรากล้าที่จะกระโจนใส่มัน ลองมันดูซักตั้ง ต่อให้มันแพ้ มันเฟล อย่างน้อยยังได้ลองทำ ยังมีเส้นทางเดิมให้ได้เดิน มันไม่ได้เสียหายที่เราจะลองอะไรใหม่ๆหรือลองก้าวข้าวความกลัวในชีวิตค่ะ
เรซูเม่และการพรีเซ้นตัวเองสำคัญมาก
ตอนแรกที่แอคยังไม่แก้ Resume คือแทบไม่มีคนเรียกเลยเพราะมันจัดวางแบบรกหูรกตามาก จนรุ่นพี่เราช่วยแก้ให้ดูสะอาดตามากขึ้น อะไรไม่จำเป็นตัดทิ้งและที่น่าแปลกใจคือ เราลองเอาชื่อเล่น Ack เป็นชื่อหลักดู เพราะแต่ก่อนเราใช้ชื่อจริงแบบยาวๆมาตลอดคราวนี้ลองเปลี่ยนเป็นชื่อเล่นบ้างเพราะพี่บอกว่าบางทีเค้าเห็นชื่อยาวๆมีแนวโน้มที่เขาจะข้ามไปในบางครั้ง อันนี้จริงไม่จริงไม่รู้แต่ลองเปลี่ยนดูไม่เสียหายค่า และตอนไปสัมภาษณ์เราควรมีเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากเรื่องงานด้วยค่ะ เช่น เราสนใจอะไร มีงานอดิเรกอะไร มีความชอบอะไร เพราะเรื่องราวตรงนี้เป็นส่วนนึงในการตัดสินใจของเค้าเหมือนกันค่ะ หลายครั้งที่เราต้องเจอผู้สมัครในตำแหน่งเดียวกับเรามากมาย เรื่องของความแตกต่างมันเป็นจุดที่ทำให้เราโดดเด่นขึ้นมา และทำให้เราถูกคัดเลือกได้มากขึ้นด้วยค่ะ และเหนือสิ่งอื่นได้ตอบให้มั่นใจ ฉะฉาน และตรงประเด็นค่ะ

Q: มีอุปสรรคอะไรในการทำงานบ้างมั๊ยคะ

เนื่องด้วยทุกบริษัทที่ทำงานมามันเป็น Multi-culture มากๆ ไม่ว่าจะเป็น ออซซี่ , อินเดีย , อิตาลี่ และอื่นๆ
พวก culture ในการทำงานบางอย่างมันต่างกันสุดขั้วเลยค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น แอคยังงี้ บางทีเป็นคนไม่กล้าออกความเห็น หรือไม่ค่อยมีปากมีเสียงอะไรมาก ซึ่งตอนแรกคิดว่ามันไม่ได้เป็นข้อเสียอะไร แต่พอมาหลังๆเริ่มคิดว่ามันส่งผลกระทบเยอะเหมือนกันค่ะ ต่อมาเลยต้องเปลี่ยนตัวเอง รู้จักปฏิเสธบ้าง พูดให้มากขึ้น ออกความคิดเห็นให้มากขึ้น ต้องรู้จักปรับตัวอ่ะค่ะ

Q: แอคมี milestone ชีวิตอะไรที่ตัวเองภูมิใจมากที่สุด

จริงๆ Milestone ตอนแรกคือการได้เข้ามาทำบริษัทนี้นะคะ แต่ตอนนี้สดๆร้อนๆเลยคงจะเป็นเรื่องที่เราได้รางวัล Rookie of the year ค่ะ (หรือ “น้องใหม่ไฟแรง” นั่นเอง) เป็นเรื่องที่เราไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ ตกใจมากตอนได้ คือตอนนั้นที่เค้าประกาศคือเป็นงานเลี้ยงภายในขอบริษัท เราก็ยืนอยู่หลังสุด ก็ฟังไปเรื่อยๆ เค้าก็เล่าว่าในช่วงเวลาสามเดือนที่ผ่านมา มีงานที่ต้องไป pitching มากมายและส่วนหนึ่งตรงนั้นที่ทำให้เค้าชนะใจลูกค้า และชนะบริษัทคู่แข่งได้คือมีการ present ที่ดี ฟังถึงตอนนั้นก็คิดในใจ เอ้อ สงสัยเป็นเพื่อนๆเราที่เค้าช่วยทำ presentation เนาะ เราก็หันไปหาเพื่อนว่าเนี่ยๆยูได้แน่ๆเลย เพื่อนก็ชี้มาทางเราว่ายูนั่นแหละต้องได้ นี่ก็ทำหน้างงๆ เพราะเราไม่คิดจริงๆ จนเค้าประกาศชื่อเราออกมา เราเหวอมาก ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก จนเค้าเรียกออกไปรับรางวัลและก็กอดเรา

ความรู้สึกตอนนั้นเราดีใจมากค่ะ พูดอะไรไม่ออก ไม่มีสปีชด้วย ได้แต่ยิ้มหน้าเจื่อน ฮ่าๆ แต่เราก็บอกเค้าว่าขอบคุณมากสำหรับทุกอย่าง สำหรับโอกาสและความอบอุ่นที่มอบให้ เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกเหมือนเราอยู่ในที่ของเรา เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่ามีคนมองเห็นค่าเรา มันอาจจะเป็นรางวัลที่ไม่ใหญ่โตอะไร แต่มันมีค่าสำหรับเรามาก ถือว่าเป็นก้าวสำคัญทำให้เราปลดล็อคอะไรในใจเราหลายอย่าง ทำให้เรามั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยค่ะ

Q: หากเรานำวัฒนธรรมดีๆ กฎหมาย หรือค่านิยมดีๆของออสเตรเลียกลับไปพัฒนาประเทศไทยได้ 1 ฃอย่างสิ่งนั้นจะเป็นอะไร

ถ้าพูดถึงเรื่องวัฒนธรรม ขอยกเรื่องการทักทายดีกว่าค่ะ เราชอบมากกับการทักทายแบบ How are you ถือว่าเป็นคำติดปากของคนที่นี่ที่แทนคำว่า Hello ได้เลยค่ะ

เรารู้สึกว่ามันดูห่วงใยดี โดยไม่ได้มีการละลาบละล้วงจนเกินไปหรือไม่ใช่การถามอะไรแบบไม่น่ารัก เช่น
“ไปทำอะไรมาอ้วนขึ้นหรือเปล่า”
“ทำไมหน้าโทรมจังไม่ได้นอนหรอหรืออะไรทำนองนั้นค่ะ”

รู้สึกว่าการถามแบบนี้นอกจากจะสบายใจที่จะตอบแล้วยังเป็นคำถามสร้างสรรค์ที่นำไปสู่บทสนทนาอื่นๆได้ดีกว่าอีกด้วยค่ะ

Q: เจอเรื่องอะไรพีคๆกับชีวิตที่ออสเตรเลีย

โอโห! ถามว่ามีจังหวะไหนไม่พีคบ้างดีกว่าค่ะ แต่ถ้าเอาพีคแบบล่าสุดคงเป็นเรื่องปั่นจักรยานร้องไห้มั้งคะ คือต้องเล่าก่อนว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ปัญหารุมเร้ามาก ทั้งเรื่องการสูญเสียคนที่รัก และการไม่มั่นคงในการงาน มันทำให้เรารู้สึกไม่มีค่ามากๆเลย ตอนนั้นเหมือนเป็นภาวะซึมเศร้า ชีวิตเสียหลักไปช่วงนึงเลยค่ะ

วันนั้นที่เหมือนทุกอย่างมันพังหมด คือมีลูกค้าโทรมาฟีดแบคงานเราว่ามันไม่เหมือนเดิม มันไม่ค่อยดี และคงเป็นช่วงที่จิตใจมันบอบช้ำอย่างหนัก มันเหมือนโลกถล่มเลยค่ะ เราแฮนเดิลอะไรไม่ได้เลย มือสั่นไปหมด ต้องวิ่งเข้าไปร้องไห้ในห้องน้ำ และตอนกลับบ้านเราก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน แต่ด้วยความที่ความรู้สึกทุกอย่างมันทะลักออกมา เราก็ห้ามน้ำตาไม่ได้ ก็ปั่นจักรยานไปร้องไห้ไป จนต้องหยุดปั่นและตั้งสติค่ะ
สรุปว่าเราเป็นภาวะหมดอาลัยตายอยากหรือ Burn out อยู่ประมาณ 3-4 เดือน ทำอะไรแทบไม่ได้เลยตอนนั้น ร้องไห้ตลอดเวลา ควบคุมความรู้สึกนึกคิดไม่ได้ คิดอะไรวนไปวนมาซ้ำซาก กว่าจะผ่านมาได้ก็ยากลำบากมากเพราะตอนนั้นเราไม่ได้มีโอกาสไปปรึกษาหมอหรืออะไรเลย ก็ต้องคอยมีเพื่อนเตือนสติ ค่อยๆอดทนกลั้นใจให้ผ่านมาเอง

และเมื่อล่าสุดเราก็เกิดเหตุการณ์การสูญเสียอีก คราวนี้หนักกว่าครั้งที่แล้ว อาการเดิมเพิ่มเติมคือดีกรีความเศร้า มันแย่มากเลยค่ะ เราควบคุมความคิดให้อยู่กับปัจจุบันไม่ได้เลย ทำงานแทบไม่มีสมาธิ เป็นหนักถึงขั้นเข้าคลาสซุมบ้าอยู่แล้วร้องไห้ แต่คราวนี้ดีหน่อยที่ที่บริษัทมีโปรแกรมให้เราไปคุยกับ Therapist ได้ เค้าก็ให้คำปรึกษาเราหลายอย่างและโชคดีมากที่มีคนที่อยู่ข้างๆที่เข้าใจ เรากล้าเปิดใจกับเพื่อนที่ทำงานมากขึ้น เพื่อนก็ช่วยให้กำลังใจ ส่งคลิปตลกๆให้ดูทั้งวัน คอยถามไถ่ คอยไปเดินเล่นเป็นเพื่อน ซึ่งมันทำให้เราเข้มแข็งขึ้นมากเลยค่ะ

จริงๆการมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองมันมีแรงกดดัน แรงเสียดทานที่มันทั้งมองเห็นและมองไม่เห็นอยู่เยอะ ทั้งความคาดหวัง ความเหงา ภาษาที่แตกต่าง วัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน หลายอย่างมันเกิดขึ้นกับเรารอบตัวตลอดเวลา

บางครั้งเราก็สะสมความเครียดโดยไม่รู้ตัว การรักษาสุขภาพจิตให้ดีอยู่เสมอเป็นเรื่องสำคัญมากนะคะ อยากให้ทุกคนใส่ใจทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจนะคะ มันสำคัญต่อการดำรงชีวิตจริงๆค่ะ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับออสเตรเลีย

เรื่องที่ไม่ชอบ
รู้สึกว่าบางครั้งอินเตอร์เน็ตช้ามากเลยค่ะ ไม่รู้ทำไม ฮ่าๆ
สถานที่บันเทิงเช่นโรงหนังค่อนข้างเก่ามาก ไม่ค่อยไฮเทคหรือดีซักเท่าไหร่ ราคาแอบแพงด้วยค่ะ
ร้านสะดวกซื้อไม่มีของกินดีๆเหมือนที่ไทยเลยค่ะ เป็นเรื่องคับข้องใจมากเพราะในเซเว่นไม่มีอาหารน่าอร่อยซักนิดเลยถ้าเทียบกับที่ไทยแล้ว ร้านสะดวกซื้อที่ไทยเหนือกว่ามากค่า อีกอย่างคือที่นี่ผักบางประเภทแพงมากจนซื้อไม่ไหวเลยค่ะ
เรื่องที่ชอบ
ความง่ายในการจับจ่ายใช้สอยเงินค่ะ รู้สึกว่าที่นี่ cashless จริงๆ เพราะนี่ไม่เคยพกเงินสดเลยมีโทรศัพท์เครื่องเดียวสามารถออกจากบ้านได้ ทั้งจ่ายค่ารถไฟ จ่ายค่าอาหาร หรือจะชอปปิ้งอะไรแบบนี้ก็สะดวกมากๆเลยค่ะ
การคมนาคมค่ะ ไปถึงทุกที่ แทบไม่ต้องมีรถก็ได้เพราะจะมีรถขนส่งสาธารณะเข้าถึงแทบทั้งหมด สะดวกดีค่ะ
ความเท่าเทียมก็เป็นอีกเรื่องที่เรารู้สึกประทับใจค่ะ คืออยู่ที่นี่เรารู้สึกว่ามีความเท่าเทียมกันสูง มีฐานเงินเดือนขั้นต่ำก็สามารถดำรงชีวิตได้แบบไม่ได้ลำบากอะไร มีการเปิดกว้างทางความคิดเห็นและรู้จักเคารพในความแตกต่างของกันและกันค่ะ

Q: Quote ไหนสอนชีวิตได้ดีที่สุด

Life Happens ค่ะ เป็นคำที่เรียบง่ายและครอบคลุมหลายด้านในชีวิตมาก

บางครั้งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องร้ายหรือดี แต่มันคือชีวิต ชีวิตมันก็แบบนี้ เกิดอะไรขึ้นได้เสมอ มาแบบตั้งตัวได้บ้าง ตั้งตัวไม่ได้บ้าง ตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง หลายครั้งอาจจะควบคุมได้ หรือหลายครั้งอาจควบคุมไม่ได้เลย
แต่โดยรวมทั้งหมดแล้ว มันก็คือสิ่งที่ชีวิตทุกชีวิตต้องเจอค่ะ ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่มุมมองของเรากับการรับมือกับมันมากกว่า

Q: อยากฝากอะไรถึงคนที่อยากเจริญรอยตามแอค

ถึงทุกคนที่กำลังตั้งใจทำอะไรอยู่นะคะ ไม่ว่าจะทำงาน เรียน หางานหรือกำลังทำตามฝันอยู่ เราอยากบอกว่าเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญมากในการจะทำอะไรให้สำเร็จ เพราะถ้าวันนึงเราหาจุดตรงนั้นเจอ ต่อให้ชีวิตจะหักเหไปทางไหน เส้นทางนั้นๆที่ก้าวไปมันจะนำเราไปสู่จุดหมายที่ตั้งใจไว้อยู่ดี หลายครั้งที่ชีวิตเหมือนหลงทาง เละเทะ สับสน แทบไม่รู้เลยว่าจะเดินต่อไปอย่างไร

แต่ขอให้เชื่อว่าชีวิตคนเรามีเวลาของมัน ทุกอย่างมีจังหวะและช่วงเวลาที่เหมาะสม มันอาจจะยังไม่ใช่ตอนนี้ เราต้องรู้จักรอ อดทน และเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ความผิดหวัง เจ็บปวดทำให้เราเติบโต การสูญเสียอะไรบางอย่างทำให้เราพบสิ่งใหม่ อาจเป็นบางสิ่งที่เราคาดไม่ถึงเลยก็ได้ อาจเป็นตัวตนใหม่ของเราที่เราไม่เคยเจอ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เราควรอนุญาตให้ตัวเองท้อได้ เสียใจได้ เหนื่อยได้ หลบไปพักได้ อ่อนแอได้ แต่เราไม่ควรละทิ้งเป้าหมาย อย่ายอมแพ้ง่ายๆ เพราะถ้าผ่านตรงที่มันยากลำบากที่สุดไปได้ ชีวิตก็จะมอบรางวัลให้กับผู้กล้าทุกคนเองแหละ

Facebook Comments