First จาก “เด็กเสิร์ฟ” สู่ งาน Student Service ในออสเตรเลีย

0
1935
First จาก

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อ สาลินี สุนันตา (First) นะคะ ตอนนี้ทำงานเป็น Student Services Officer ที่ Australian Pacific Collage, Sydney CBD campuses (ใน CBD มี 5 campues) เฟริสท์​เรียนจบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชา Industrail Design จาก พระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง

พอเรียนจบก็เข้าทำงานที่แรก ในบริษัท jewelry ตำแหน่ง designer ซึ่งก็ต้องมีติดต่อลูกค้า มีบรีพงานเป็นภาษาอังกฤษ มีเพื่อนร่วมงานเป็นชาวต่างชาติ ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเรามีข้อจำกัดทางด้านภาษา บางทีอยากจะสื่อสารอะไร ที่มันซับซ้อนหน่อย ก็คิดประโยคไม่ออก ใช้คำศัพท์ ไม่ถูก ต้องขอบอกว่าตั้งแต่สมัยเรียนเราชอบเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรืออะไรที่เป็นตรรกะมากว่า ส่วนภาษาอังกฤษ คือ เป็นวิชาเดียวที่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ฮ่าๆๆๆ

สุดท้ายเลยตัดสินใจมาเรียนต่อภาษาอังกฤษ ที่ออสเตรเลีย หวังว่าอยากจะพัฒนาตัวเอง ตอนเรียนที่นี่ก็มีโอกาสทำงาน part-time ไปด้วย ทำมาทุกอย่างตามฉบับนักเรียนไทยในต่างแดน เพราะตั้งใจว่าจะออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ทั้งค่าเรียน และ ค่ากินอยู่ เฟริสท์ลงเรียนภาษา แล้วต่อเป็น course IT จากนั้นเฟริสท์ ก็กลับไทยไปช่วงนึง ตอนนั้นเฟริสท์ ได้เข้าทำงานที่บริษัท jewelry ใหญ่แห่งนึง ตอนแรกเข้าไปเป็น Marketing ตอนหลังได้เปลี่ยนเป็น Account Manager ทำอยู่ประมาณปีกว่า จนได้มีโอกาสกลับมาที่ออสเตรเลียอีกครั้ง ก็เริ่มหางานจริงจัง (บวกกับลงเรียนที่ TAFE course Business Adnimistration ไปด้วย) จนมาได้งานที่นี่ค่ะ

Q: กว่า First จะได้งาน Student Service นี้ เราต้องผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้างคะ

อย่างที่บอกเลยค่ะ ตอนแรกที่มา ภาษาเฟริสท์ไม่ดีเลย เข้าขั้นแย่ด้วยซ้ำ ฮ่าๆๆๆ ตอนตัดสินใจมาเรียนภาษาที่นี่ ตอนแรกตื่นเต้นมาก เพราะเฟริสท์ไม่เคยไปต่างประเทศไกลๆมาก่อน ภาษาก็ไม่ได้ แต่พอมาอยู่จริง เรามีเพื่อนที่โรงเรียนภาษา เพื่อนที่ทำงาน (ร้านอาหาร) ก็รู้สึกว่าคนอื่นอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้เนาะ

เฟริสท์มีโอกาสทำงาน part-time หลายอย่างมากๆ ตั้งแต่ เสริฟร้านอาหารไทย ร้านฝรั่ง คาเฟ่ เลี้ยงเด็ก ทำบ้านในคนเช่า ขายของตามตลาดนัด ทำมาหมดแล้ว เคยทำงานวันละ 3 shifts (เช้ามืด ถึง ดึก) เลิกงานตี 2 เข้าเรียนตอนแปดโมงเช้า ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยมากนะคะ รู้สึกสนุกดี ได้เงินจ่ายค่าเทอม เหลือเก็บ และเหลือไว้ไปเที่ยว นิดหน่อยก็พอใจแล้ว

จนมีจุดเปลี่ยนตอนที่เริ่มมีครอบครัว เฟริสท์รู้สึกว่าต้องหางานประจำ ที่จริงจังเป็นหลักเป็นแหล่งทำ ซึ่งแน่นอนค่ะ ว่ามันไม่ง่ายเลย ตอนอยู่ที่ไทย คือ ได้งานง่ายมากเมื่อเทียบกับที่นี่

เฟริสท์ต้องหางานจริงจัง ส่ง resume online ผ่านทาง app หางานต่างๆบ้าง ส่งผ่านเอเจ้นหางานบ้าง ไปร่วมงานพวก job fair ต่างๆบ้าง อย่างมากสุดก็ได้เรียกไปสัมภาษณ์ แล้วก็ไม่ผ่าน เป็นอยู่อย่างงี้หลายเดือนมากค่ะ จนรู้สึกว่า เอ๊ะ! เรามีอะไรผิดปกติ หรือ ไม่ดีตรงไหนไม๊ ทำไมมีโอกาสได้สัมภาษณ์ แล้วแท้ๆ แต่ไม่ได้งานซักที จนเรามาวิเคราะห์จุดอ่อน น่าจะเป็นเรื่องภาษา และ qaulification จากที่นี่เพราะปริญญาจากไทยนี่แทบไม่มีความหมายอะไรเลย

เลยตัดสินใจว่าระหว่างหางานไปนี้ ลองลงเรียนเพิ่ม skills ให้ตัวเองไปด้วย อย่างน้อยก็จะได้เพื่อน ได้พูดภาษาอังกฤษทุกวัน จะได้คล่องขึ้น (อยุ่บ้านก็พูดแต่ภาษาเด็กน้อยกับลูก ฮ่าๆๆ)
บวกกับช่วงหลังๆ เฟริสท์ก็มีการเตรียมตัว สัมภาษณ์งานดีขึ้น เริ่มชินสนามกับการสัมภาษณ์ ไม่ค่อยตื่นเต้นแล้ว (อารมณ์แบบสัมภาษณ์ไปก็ไม่ได้หรอก เลยรู้สึก relax มากขึ้น) และเริ่มรู้จัก present ตัวเอง ยังไงให้น่าจดจำ ปรับปรุงมาเรื่อยจนมาได้งานนี้ซึ่งต้องบอกว่าตรงกับประสบการณ์ และความเป็นตัวเรามาก เฟริสท์ชอบช่วยคน ชอบแนะนำ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า งานนี้เลยเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ สำหรับเรา

Q: ขอทิปให้กับคนไทยที่กำลังหางานในต่างประเทศหน่อยค่ะ

จากประสบการณ์ตรงเลยนะคะ
เลือกงานที่ตรงกับความสามารถ
Resume ควรมีมากกว่าฉบับเดียว ควรเปลี่ยนไปตามงานที่สมัคร (ถ้าส่งไปหลายที่มากๆ แล้วไม่โดนเรียกสัมภาษณ์ ควรพิจรณา resume ด้วยนะคะ ว่าต้องปรังปรุงตรงไหน )
มีคนแนะนำเฟริสท์ ว่าถ้ามีโอกาสไปสัมภาษณ์งาน สิ่งแรกที่ทำ หลังออกจากห้องคือ จดคำถามและคำตอบที่เราตอบไปไว้ค่ะ เราจะได้พัฒนาข้อผิดพลาด ครั้งต่อไปเราจะได้พัฒนาให้ดีขึ้น
การเตรียมตัวนั้นสำคัญมาก Practice makes Perfect! ,ทำการบ้านเกี่ยวกับ บริษัทที่เราสมัคร, การแต่งกายให้ดู professional ก็ช่วยสร้าง first impression ได้นะคะ
อย่างอื่นก็น่าจะมีหลายคนแนะนำไปแล้ว เช่น เป็นตัวของตัวเอง ยิ้มแย้ม มั่นใจ ตรงเวลา เป็นต้น
ข้อสุดท้าย สำคัญมากๆ สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ คือ stick to your goal ค่ะ ไม่หมดหวัง
ถ้าเรารู้สึกว่าเป้าหมายเราใหญ่ไป เราสามารถ วางแผนเป็นสเตปย่อยๆ แล้วเก็บไปทีละสเตป
ที่สำคัญอย่า ยอมแพ้ นะคะ ยังไงก็ต้องมีคนเห็นความสามารถของเรา (ถ้ามีอยู่จริง)

Q: หากเรานำวัฒนธรรมดีๆ กฎหมาย หรือค่านิยมดีๆของออสเตรเลียกลับไปพัฒนาประเทศไทยได้ 1 อย่างสิ่งนั้นจะเป็นอะไร

อย่างเดียว เอาหรอคะ อยากเอากลับไปหลายอย่างเลย ฮ่าๆๆๆๆ

ถ้าให้เลือกอย่างเดียวคงเป็น จิตสาธารณะ ของคนที่นี่ ต้องยอมรับว่าเค้ามีเยอะกว่าคนไทยจริงๆ
พวกเรื่องดูแลสาธารณะสมบัติ,​ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม, ทิ้งขยะเป็นที่ แยกขยะ, เคารพกฎต่างๆอย่างเคร่งครัด, มีการเตียมตัวหาข้อมูลของที่ ที่จะไป เฟริสท์ ว่ามันเกี่ยวโยงกันนะคะ พอประชาชนใส่ใจสมบัติส่วนรวม (ซึ่งเราก็ คิดว่าเราก็เป็นเจ้าของด้วยเหมือนกัน เพราะเราแลกมันมา ด้วยเงินภาษีที่เราจ่ายไปเยอะแยะทุกปี) ประชาชนสนใจ ใส่ใจ บางทีร่วมฝาก feedback ได้ ตรวจสอบได้ รัฐบาลก็ยิ่งพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ คุณภาพชีวิตของคนก็ดีขึ้นตามมาค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น ห้องสมุดประชาชน (เฟริสท์ใช้บริการทุกอาทิตย์ ไปยืมหนังสือให้ลูกอ่านฟรี ฮ่าๆๆ ) หนังสือที่นี่ใหม่ และอัพเดทมาก เล่มไหนเก่า ขาด มีการโละทิ้งทุกเดือน ห้องสมุดมีทุก suburb มี computer+ internet, printer,scanner ให้บริการ, มีระบบเชคข้อมูล จองหนังสือ ต่ออายุหนังสือ ออนไลน์ และที่สำคัญ ทุกอย่างมันใช้งานได้จริง และสะดวก เข้าถึงได้ง่ายค่ะ ไม่ใช่มีไว้โชว์เฉยๆ เหมือนบ้านเรา (ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ที่ไทยเป็นยังไงนะคะ เพราะตอนเด็กๆเฟริสท์ ไปใ้ช้บริการแถวบ้าน คือหนังสือค้อนข้างน้อย และเก่า) ที่สำคัญทุกอย่างฟรี จากภาษีประชาชน นี่แหละคะ เวลาทำโครงการอะไร ที่นี่คือ ทำจริงจัง วางแผนระยะยาว ไม่ใช่ทำๆเลิกๆ เหมือนบ้านเรา ฮ่าๆๆๆ

เฟริสท์ มองว่ามันคือ จุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ ในการพัฒนาประเทศ​ถ้าประชากรมีคุณภาพ ประเทศก็ไปได้ไกล จริงไม๊คะ

Q: เจอเรื่องอะไรพีคๆกับชีวิตที่ออสเตรเลีย

พีคหลายเรื่องมากๆคะ อย่างที่บอก เมื่อก่อนนี้เฟริสท์ เรียนเยอะ ทำงานเยอะ เพื่อนก็เยอะ ทำอะไรทำสุดมาก work hard play harder เรื่องบ้าๆ ที่เคยผ่านมาเช่น

– ตอนนั้นทำงานร้านอาหารไทยวันแรก แล้วเฟริสท์ฟังออเดอร์ ไม่เข้าใจ ถามลูกค้าไปแล้ว รอบนึง ก็ยังไม่เข้าใจอีก เลยเดาเอา เพราะไม่กล้าถามซ้ำ กลัวเค้ารำคาญ สุดท้ายทำออกมาผิด โดนคนในครัวดุ จนต้องแอบไปร้องไห้เลยค่ะ จำได้ถึงทุกวันนี้
– เคยทำงานร้านอาหาร ตอนนั้นตอนเช้า แล้วไม่ได้กินข้าวเลยแต่เช้า หิวมาก ลูกค้าสั่งเหมือนเป็นลูกชิ้นทอด แล้วไม่ได้กิน ตอนไปเก็บจาน เราแอบหยิบกิน ฮ่าๆๆๆ (ใครจะไปคิดว่า ชีวิตนี้ต้องไปกินของเหลือจากคนไม่รู้จัก)
– เคยทำบ้านให้คนมาแชร์ แล้วเจอลูกบ้าน(ไม่ใช่คนไทย) ขโมยของในบ้านไปหลายอย่างเลย ต้องแจ้งตำรวจมา กลายเรื่องใหญ่เลย เพราะเค้าไม่มีวีซ่าด้วย
– เคยป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด หลังคลอดลูก นอนโรงพยาบาลเป็นเดือน ร้องไห้ โวยวายใส่พยาบาล อยากกลับบ้านทุกวัน พยาบาลทั้งแผนกต้องจำเฟริสท์ได้แน่ๆ
– ตอนหัดขับรถที่นี่ใหม่ๆ เฟริสท์ งงกับป้ายต่างๆมาก เคยขับรถย้อนศร โชคดีมากที่ไม่เกิดอุบัติเหตุ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับออสเตรเลีย

ชอบ
บรรยากาศ สภาพแวดล้อม (อากาศ, ความสะอาดของบ้านเมือง, ต้นไม้, ทะเล, ภูเขา etc.)
ผู้คน (มีระเบียบ, active ชอบทำกิจกรรม, เป็นมิตร, หลากหลายเชื้อชาติ วัฒธรรม )
สาธารณูปโภค และ สวัสดิการ ต่างๆ

ไม่ชอบ
ค่าครองชีพแพง
ติดต่อราชการมักจะยุ่งยาก และรอนาน เอกสารเยอะ (บางที่เปิด- ปิดเป็นบางวัน ต้องหาข้อมูลหรือ คอยโทรเชคก่อนไป)
บางทีของกิน อาหารไทย ก็หายาก และแพง

Q: Quote ไหนสอนชีวิตได้ดีที่สุด

EVERYTHING HAPPENS FOR A REASON
อันนี้ใช้ได้ตลอดกับทุกอย่างในชีวิตค่ะ มันทำให้เรามีกำลังใจ ปลงโลก และคิดบวกได้กับทุกเรื่องที่เกิดขึ้น

อีกอันนึง ที่เจอแล้วชอบ ตอนนั้นกำลังหางานอยู่พอดี แล้วได้ฟัง Jack Ma ไปพูดที่นึง เค้าจบท้ายว่า

Ever tried Ever failed No matter, Try again and Fail better
(จะแห้ว ก็ขอให้แห้วดีขึ้นกว่าเดิมหน่อย ฮ่าๆๆๆ)

Q: อื่นๆที่อยากจะบอกกับคนไทยด้วยกัน (ถ้ามี)

ถ้าทุกคนมีเป้าหมาย เราต้องวางแผน แล้วทำตามไปทีละ step แน่นอนค่ะว่ามันจะไปสำเร็จให้ครั้งแรกๆ อยู่แล้ว แต่เราต้องเชื่อมันและ ไม่ยอมแพ้

คนที่รู้สึกว่างานในวันนี้ของเรามันยังไม่ใช่ แต่ยังขยับขยายไม่ได้ ด้วยความจำเป็นต่างๆ เฟริสท์ อยากจะบอกว่า ก็แค่ตั้งใจทำมันไปให้ดีที่สุดค่ะ ถือซะว่าการทำงานคือการพัฒนาตัวเอง วันนี้เราอาจจะยังมองไม่ค่อยออกว่ามันมีประโยชน์ยังไงในอนาคต แต่เชื่อนะคะ ว่าทุกอย่างที่เราลงมือทำมันจะส่งผลกับเราไม่มากก็น้อย ในวันข้างหน้าแน่นอน

Facebook Comments