เจีย จาก “งานเก็บขยะ” ในออสเตรเลีย สู่ “เวที TED Talk” ในอิตาลี

0
1677

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่า ชื่อเจียระไน เกียรตินักสู้ค่ะ เจียเพิ่งเรียนปริญญาโทใบที่สองจบจากทางด้าน Information Technology with Distinction จาก The University of Western Australia

ตอนเรียนม.ปลายเป็นเด็กไม่ค่อยเอาไหนเลยไม่ได้มีคะแนนสะสมพอที่ยื่น Admission โชคดีมากลับตัวทัน ตอนนั้นมศว.กับมหิดลเปิดสอบตรง เจียสอบติดมศว. คณะวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม ก็เลยคว้าเอาไว้เพราะหนึ่งคือใกล้บ้าน สองคือสอบไม่ติดมหิดล เรียนมศว.ไปได้หนึ่งเทอมเราก็ขอลาออกไปเรียนที่ ม.รามคำแหงเพราะไม่อินกับระบบรับน้องผนวกกับว่าไม่แน่ใจว่าที่เรียนอยู่มันชอบจริงๆหรือแค่เพราะสอบติด

ก่อนจะย้ายมาออสเตรเลีย เจียได้รับทุนแลกเปลี่ยนจากม.รามคำแหงภาคอินเตอร์ไห้ไปเรียนที่มงต์เปลลิเย่ร์ ประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลาหกเดือน แต่หกเดือนมันสั้นมาก พูดภาษาฝรั่งเศสยังลองชองสองปองรอยอยู่เลย อยากอยู่ต่อ ก็คิดว่าไหนๆก็ไหนๆแล้วโอนหน่วยกิตมาเรียนให้จบที่ฝรั่งเศสเลยอีกปีนึง แล้วค่าเทอมก็แค่ไม่กี่ร้อยยูโรต่อปีเพราะรัฐบาลเขาช่วย แต่มันก็มีอุปสรรคเพราะมันมีแค่มหาลัยรัฐที่เดียวที่สอนเป็นภาษาอังกฤษและเปิดรับโอนหน่วยกิต เจียกลัวเขาไม่รับเข้าเรียนเพราะเจียก็ไม่ได้เรียนดีเด่นอะไร แต่สุดท้ายก็ได้ offer มา ตัดสินใจสมัครเข้าเรียน เรียนๆเล่นๆเที่ยวๆจนจบ Bachelor of Business and Administration (BBA) จาก IAE de Lille ค่ะ

หลังจากเรียนจบจากฝรั่งเศส มีผู้มีพระคุณที่เรารักและเคารพเหมือนพ่อแม่ให้โอกาสและยินดีที่จะส่งเราจนจบปริญญาโท เจียเลยมีโอกาสได้ย้ายมาเรียนต่อปริญญาโทใบแรกทางด้าน Commerce in Business Information and Logistics Management หลักสูตรปีครึ่งที่ออสเตรเลีย

พอเรียนจบตอนนั้นเราก็รู้แล้วว่าเราชอบ Technology และ Digital Transformation แต่หลักสูตรที่เรียนมาเจียรู้สึกว่าเหมือนมันเรียนไม่เสร็จ เรียนแค่ผิวเผินไม่ได้รู้ไปถึงโครงสร้างว่าดิจิทัลและเทคโนโลยีมันเป็นมาอย่างไร เจียคิดว่าความรู้ทางเทคนิคอย่างเช่น Networking, Cloud Computing, Cybersecurity, Software Processes และ Coding มันคือความรู้ที่หายไป เราก็เลยลงเรียนต่อโทอีกใบด้าน IT ทั้งๆที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจด้านนี้มาเลย

เราใช้เวลาไปสามปีครึ่งในการเรียนโทสองใบ ระหว่างเรียนก็ได้ทำงาน part-timeตำแหน่ง Marketing Officer, Director of Studies และเป็นผู้ช่วยสอนวิชา Digital Marketing

Q: เห็นดีกรีแน่นขนาดนี้…มาออสเตรเลียแรกๆ ได้ข่าวว่าทำงานเก็บขยะ!?

ช่วงแรกๆที่ย้ายมาอยู่เราเลือกมากไม่ได้ เดินหางานตามร้านอาหารหรือคาเฟ่เขาก็ไม่รับ เราก็ทำทุกอย่างที่จะทำได้ เช็ดกระจก, เก็บขยะรีไซเคิล, ทำงานเอกสาร, เดินส่ง UberEats เราทำหมด จนกระทั่งมานั่งคิดว่าเราทำงานพวกนี้ไปเพื่ออะไร ได้เงินค่าขนมมามันก็จริง แต่เราไม่ได้Professional Experience เลย

ตั้งแต่นั้นมาเราเลยกลายเป็นคนเลือกงาน เลือกจะทำแต่งานมีความหมายและส่งให้เราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ แรกๆหางานที่ไม่ต้องใช้แรงงานไม่ได้เลยเพราะเราไม่มีประสบการณ์ เจียเลยไปขอทางมหาลัยฝึกงานฟรีๆ เขาสัมภาษณ์เราแล้วก็ส่งให้เราไปทำในส่วน Strategy and Planning มันเหมือนเป็นขั้นแรกที่ต้องพิสูจน์ด้วยเองกับคนอื่นว่า “เห้ย! เราทำงานได้นะ ถ้าให้โอกาส” มีอยู่วันนั้นก็คิดได้ว่าใครเขาจะจ้างเราถ้าเราไม่สามารถสร้างคุณค่าให้กับเขาได้ และการที่จะสร้างคุณค่าเราจะต้องลงมือทำ หลังจากนั้นเจียก็พยายามทำงานและ Volunteerให้ฟรีๆกับหลายองค์กร อย่างเช่น TEDxPerth, She Codes และ SCOOP Foundation เป็นต้น

Q: ได้ข่าวว่าเจียถูก nominate เข้ารับรางวัล Women in IT ที่ออสเตรเลียด้วย!! มันเป็นมายังไงคะ

ตอนที่เข้าเรียนไอทีใหม่ๆ เจียก็ค่อยไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขียนโค้ดก็ไม่เป็น logical thinking ก็ไม่เก่ง มันไม่ใช่สิ่งที่เจียถนัด ตอนนั้นก็คิดละว่าเรียนในห้องเรียนอย่างเดียวมันไม่ได้ ต้องออกไปเจอคนที่อยู่ใน Industry เดียวกันด้วย ไป networking อีเวนท์หลายที่ อย่างเช่น Australia Computer Society และ Perth Young Professionals Network เจอคนเก่งๆและขอให้เขาเป็นเมนเทอร์ เมนเทอร์ก็ผลักดันจนเจียได้เข้าร่วม Cisco MentorMe Program เป็นเวลาสามเดือน ทำให้เจียได้สร้างคอนเนคชั่นและเปิดโลกไอทีที่ Perth จนมีความมั่นใจในความรู้ที่เรียนมาก็เลยลงแข่ง Hackathon กับเพื่อนและชนะ UWA Student Innovation Challenge สปอร์นเซอร์โดย Commonwealth Bank และ NASA Space Apps Challenge 2018 

และเมื่อไม่นานมานี้เจียได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลWomen in IT, Western Australia (WiTWA)Tech [+] 20 Awards รอประกาศผลวันที่ 24 ตุลานี้ค่ะ

Q: น้องเจียมีความเป็นมายังไงถึงได้ทำงานบริษัท software ที่ออสเตรเลียคะ

ก่อนหน้าที่จะมาทำงานที่บริษัท software งานประจำแรกที่เจียได้คือกับบริษัทที่เป็น Cisco Partner ทำเกี่ยวกับพวก IT Solutions และ Digital Transaformation กว่าจะได้งานนี้…จำได้ว่าตอนขึ้นเทอมที่สาม (หลักสูตรสี่เทอม) เจียใช้เวลาแปดเดือนระหว่างเรียนในการหางานประจำ โดนปฏิเสธเยอะเหมือนกัน (หรือไม่เขาก็ไม่ตอบกลับ) เพราะไม่มีPermanent Residency หรือ Australian Citizenship หลังจากได้งานและทำไปประมานเก้าเดือน เจียก็ย้ายเรือ เห็นว่าลู่ทางดี เพราะมีโอกาสที่ได้ร่วมงานกับบริษัท software สร้าง Ad Fraud Protection น่าจะเรียนรู้ได้ประสบการณ์อีกเยอะด้านvCustomer Experience และการสร้างธุรกิจ Start up

Q: เห็นเมื่อเร็วๆนี้ได้ขึ้นเวที TED Talk ที่อิตาลีด้วย เจียมีโอกาสได้ขึ้นเวทีระดับโลกนี้ได้อย่างไรคะ

ช่วงเรียนอยู่ปีสุดท้ายได้รู้จัก organiser ของ TEDxModena เขาเล่าให้ฟังว่าธีมพูดของปีนี้คือ Fast Changes จะทำยังไงให้คนทั่วไปรับมือกับเทคโนโลยีที่เปลื่ยนผันจนตามแทบไม่ทัน เจียว่ามันน่าสนใจและคิดว่าตัวเองน่าจะไปพูดได้ เขาเลยขอให้เจียระดมไอเดียแล้วส่งใบสมัครไปให้คณะกรรมการเขาตัดสิน ก็เลยส่งไอเดียที่คิดเองว่า Everyone should become a Tech Optimiser ไป เพราะเห็นตัวอย่างจากคนใกล้ตัวโดนแฮค กลัวว่าปัญญาประดิษฐ์จะมาแย่งงาน หรือใช้ social media และ เครื่องมือไฮเทคต่างๆ อย่างไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไร มันเอาข้อมูลอะไรจากผู้ใช้ไปบ้าง มีความเสี่ยงต่อตัวตนของผู้ใช้อย่างไร เจียก็คิดว่ามันต้องมีทาง mitigate สิ่งเหล่านี้ที่จะทำให้ผู้ใช้ตามทันและก้าวไปพร้อมๆกับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของโลก

อยู่มาวันนึงเจียก็ได้อีเมลตอบกลับ ทาง TEDxModena เขียนมาเชิญให้ไปพูดที่อิตาลีพร้อมกับออกค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักให้ ถ้าใครอยากดูเต็มๆ ตามไปที่ลิ้งนี้ได้เลยค่ะ https://www.youtube.com/watch?v=N37KhnBMCDU&t=1s

Q: มีะไรอยากบอกคนไทยที่กำลังหางานในต่างประเทศ หรือ สนใจอยากมีโอกาสไปทำงานในต่างประเทศ

หาในต่างประเทศมันไม่ยาก แต่มันก็ไม่ได้ง่าย อาจจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอเหตุการณ์แย่ อย่างเช่น โดนเหยียดหรือโดนดูถูก หลายครั้งที่เราอาจจะคิดว่าเราเห้ยไม่เก่งนะ ทำไม่ได้เท่าคน local หรอก เจียว่าอย่าไปคิดแบบนั้นเลย เจียว่าทุกคนมีความหลายหลายทางความคิดและทักษะที่มีค่า การที่เรามาเป็นนักเรียนหรือคนต่างชาติ พูดภาษาอังกฤษไม่ฉลุย ติดสำเนียงที่อาจจะฟังดูตลกๆ ไม่ได้แปลว่าโง่หรือว่าไม่ได้เก่งนะ แน่นอนมันไม่เกี่ยวกัน แต่อยากจะฝากเอาไว้ว่า คนหลายคนมีของแต่สื่อสารออกไปไม่ได้ดั่งใจเพราะอ่อนภาษา แบบนี้ยิ่งต้องขวนขวายและฝึกซ้อมเพื่อที่จะได้โชว์ศักยภาพของเราได้เต็มที่เวลาไปสมัครงาน

อีกอย่างนึงก็คืออยากจะแนะนำทุกคนคือ ต้องใฝ่รู้และปรับตัวเข้ากับ work culture ในที่ที่ไปทำงานและตำแหน่งที่ได้ทำ พยายามเข้าใจและสังเกตุว่าคนที่นั่นทำงานกันแบบไหน ยกตัวอย่างเช่น โดยส่วนใหญ่แล้วทำงานที่ออสเตรเลียเขาชอบดีเบทกัน เจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานคาดหวังว่าทุกคนจะ contribute to a discussion ต่อให้ความคิดเห็นไม่ตรงกันก็ตาม เพราะบางที่ไอเดียหรือนวัตกรรมใหม่ๆมันก็เกิดขึ้นจากความคิดเห็นที่หลากหลาย ซึ่งนี่อาจจะไม่ใช่เรื่องปกติที่ไทย ตั้งแต่เล็กจนโตเจียจะโดนบอกว่า อย่าเถียงผู้ใหญ่หรือเห็นต่างให้มาก ให้เออออตามไป คิดว่าที่โดนบอกแบบนั้นเพราะแท้เดิมแล้วคนไทยรักสงบ ไม่ค่อยเผชิญหน้าสร้างปัญหาตรงๆ ทีนี้เนี่ยถ้าเรามาทำงานที่นี่แล้วเราเงียบ ทำตามทุกสิ่งอย่าง ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง เขาอาจจะมองว่างานหรือโปรเจคที่เขาให้เราทำไม่น่าสนใจสำหรับเราหรือเปล่า หรือถ้ามีปัญหาเขาอาจคิดว่าเราแก้ปัญหาไม่ได้

Q: การได้ไปอยู่ออสเตรเลีย…อยากเอา “วัฒนธรรม หรือ ค่านิยมดีๆ” อะไรกลับมาพัฒนาประเทศไทยบ้างคะ

หนึ่งเลยคือการขับรถค่ะ แน่นอนว่าไม่ว่าจะขับรถที่ไหนก็ต้องคนขับอย่างปลอดภัยและไม่ปลอดภัยเป็นธรรมดา แต่ส่วนใหญ่แล้วที่เจอมาเมืองที่เจียอยู่คนขับมีน้ำใจ แบ่งกันใช้ถนน และเคารพกฏกติกา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเจียเปิดไฟเลี้ยวขอเปลี่ยนเลนส์ น้อยมากๆที่คนขับอยู่อีกเลนส์นึงจะไม่ยอมให้ไป ถ้าระยะห่างมันปลอดภัยและถ้าเขาชะลอได้ เขาก็จะให้เราไป คนขับรถที่นี่เขาจะเปิดไฟเลี้ยวตลอด เพื่อให้ผู้ใช้ถนนคนอื่นรู้ว่า เขาจะทำอะไร จะตรงไป จะเลี้ยวหรือจะหยุด เจียมองว่าไม่ใช่แค่ขับรถเป็น แต่ Drive to stay alive

การใช้รถใช้ถนนที่ไทยน่าต้องปรับปรุงอีกเยอะ เข้าใจว่าส่วนใหญ่รถติดใครไปได้ก็ไปก่อน แต่มันยิ่งเพิ่มความไม่ปลอดภัยแก่ตัวผู้ขับเองและผู้ใช้ถนนคนอื่น ที่เจียเจอมาเลยก็คือ ตอนขับรถที่ไทยเวลาเปลี่ยนเลนส์แล้วเปิดไฟเลี้ยวขอไปไม่เคยได้ไปเลย  ดังนั้นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยขับรถซิกแซกไม่ค่อยชอบให้สัญญาณเวลาเปลี่ยนเลนส์

อย่างที่สองก็คือ ค่านิยมของคนออสเตรเลียคือ Fair go หมายความ ให้โอกาสทุกๆคนเท่าๆกันไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ หรือตีความหมายอีกอย่างได้ว่าประเทศมันสำหรับทุกคน ทุกคนได้รับสิทธิเท่าเทียมกันและได้รับการปฎิบัติที่แฟร์ๆ เจียรู้สึกว่าที่นี่เป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ไม่ว่าพื้นหลังเราจะเป็นแบบไหนก็สามารถไปถึงจุดสูงสุดและประสบความสำเร็จได้โดยการตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตการเป็นออสเตรเลียบ้าง

ชอบ

  1. ชอบที่ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองที่ไม่ได้ทำร้ายคนอื่นและความคิดเห็นนั้นได้ถูกรับฟัง มันทำให้เจียได้กล้าที่จะคิดวิเคราะห์ นำเสนอและลงมือทำ
  2. ไม่เคยโดนมองว่าอ้วนหรือตัวใหญ่ ไม่เคยเจอปัญหาเรื่อง Body Shame เราตั้งหน้าตั้งตาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีไม่ใช่เพราะโดนกดดัน หาซื้อเสื้อผ้าและรองเท้าง่าย เพราะไซส์เราเป็นไซส์ปกติที่นี่
  3. ชอบสภาพอากาศที่Perth ไม่ร้อนและไม่หนาวมาก ไม่มีมลพิษ ออกไปวิ่งไปเดินข้างนอกได้ตลอด

ไม่ชอบ

ไม่มีอะไรที่ไม่ชอบเกี่ยวกับออสเตรเลีย แค่บางทีคิดถึงประเทศไทยแต่กลับไม่ได้เดี๋ยวนั้นต้องรอวันหยุด

Q: มีหนังสือเล่มไหนหรือหนังอะไรที่อยากแนะนำให้คนอื่นต้องอ่านให้ได้

  1. Elon Musk: Tesla, SpaceX, and the Quest for a Fantastic Future by Ashlee Vance
  2. Brief Answers to the Big Questions by Stephen Hawking
  3. Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari
  4. Smarter Than You Think: How Technology Is Changing Our Minds for the Better by Clive Thompson

Q: มี Quote ไหนที่ชอบเป็นพิเศษ

“มึงทำให้กูภูมิใจหน่อยเถอะ ขอร้องกลับไปตั้งใจเรียนให้จบ อยากจะเห็นมึงรับปริญญา” – สมชาย เกียรตินักสู้
อาก๋งเคยพูดเอาไว้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็น quote ดังจากที่ไหน แต่ก็จำได้ไม่เคยลืม เป็นคำพูดที่ทำให้คิดได้ กลับมาเป็นผู้เป็นคนได้ ตอนนั้นอยู่ ม.ปลาย จะโดนไล่ออกจากโรงเรียนอยู่แล้ว ทำตัวไม่ดี ไม่ค่อยไปเรียน เรียนก็ตกแทบทุกวิชา เพราะตอนนั้นหางานพาร์ทไทม์ทำแล้วโดนชวนไปทำขายตรง Herbalife ที่ตึกAll Seasons ไอเราก็อยากมีชีวิตที่ดีอะเนอะ อยากเลี้ยงพ่อแม่ให้สบาย แบบชีวิตอายุน้อยร้อยล้านเหมือนคุณต๊อบ เถ้าแก่น้อย  เจียเลยสมัครสมาชิกแล้วพยายามทุ่มเททำให้ได้ ขายให้ได้ หาคนมาต่อเราให้ได้ เลยแทบไม่ได้ไปเรียนเลยกว่าจะ working group เสร็จก็สี่ห้าทุ่ม บางทีก็ตีสาม ไปทำงานต่อที่ร้านคอมอีกเพื่อจะส่งอีเมลหาลูกค้ามาสัมมนา กลับบ้านตีห้าก็ตื่นไปโรงเรียนไม่ทัน เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆเป็นปี 

จนวันนึงแม่ก็ทนไม่ไหว แบบพูดแล้วเราไม่ฟังก็เลยส่งเราไปคุยกับอาก๋ง ก๋งเขาก็เป็นคนห้าวๆ โดนด่าเลยจ้า แต่เขาก็มีเหตุผล หลังจากนั้นไม่กี่เดือนอาก๋งก็เสียกระทันหัน เราก็จำที่เขาเคยขอเราไว้ได้ เลยเอาวะ กลับไปตั้งใจเรียนให้จบให้สมกับเป็นลูกหลานเกียรตินักสู้ วันที่รับปริญญาโทใบแรกมันตรงกับวันครบรอบที่อาก๋งเสียพอดีเจ็ดปี ตอนนั่งอยู่ในฮอลล์รอขึ้นเวทีเราก็น้ำตาซึม ขนลุกเลยนึกถึงเขา ไม่คิดว่าตัวเองจะมาถึงขนาดนี้ เสียใจที่เขาอยู่ไม่ทันเห็นเรารับปริญญา 

Facebook Comments