เรโกะ เด็กไทยที่ได้ฝึกงานกับบ.ระดับโลก ณ กรุงโตเกียว เพียงเพราะ “การชวนคุย”

0
5344
เรโกะ เด็กไทยที่ได้ฝึกงานกับบ.ระดับโลก ณ กรุงโตเกียว เพียงเพราะ “การชวนคุย”

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

สวัสดีค่ะ ชื่อเรโกะ หรือโป๊ะโปะ เรียนจบสาขา Innovations & Economics ที่ Ritsumeikan Asia Pacific University, โออิตะ ประเทศญี่ปุ่น ได้ทุนการศึกษา 100% ตอนเรียนมีโอกาสได้ทำงานกับ Ducati ซึ่งเป็นบริษัทผลิตจักรยานยนต์ระดับโลกชื่อดังจากอิตาลีในกรุงโตเกียวค่ะ

หลังจากเรียนจบได้เข้าทำงานที่ IHI Thailand (เหมือน SCG ของญี่ปุ่น) และเปลี่ยนสายมาทำ HR Consulting ที่ Mercer และตอนนี้เป็น Account Manager ที่บริษัท Mintel Consulting (Thailand) ค่ะ!

Q: เข้าเรื่องกันดีกว่า…เรโกะได้เข้าทำงานฝึกงานกับทาง Ducati ประเทศญี่ปุ่นได้ยังไงคะ

คือตอนทำกิจกรรมที่มหาลัย เราได้ตัดสินใจเข้าร่วมทีมออแกไนซ์งาน Global Business Case Competition (GBCC) ของมหาลัย และเสนอตัวเป็นหัวหน้าทีม Activity & Entertainment

ในปีนั้น ทางมหาลัยได้ได้เชิญ Audi Japan มาเป็น 1 ในสปอนเซอร์หลักของงาน และได้มีโอกาสรู้จักกับ Regional HR Director ในช่วงกิจกรรม Networking ของงาน เราเห็นเค้านั่งอยู่เหงาๆในกลุ่มเด็กมหาลัย ด้วยความที่ เออ! เราเป็นหัวหน้าทีม Entertainment นะ ต้องทำให้ผู้เข้างานทุนคนสนุกกับการที่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันจนจบ เลยชวนเพื่อนอีกคนไปทักทายพูดคุย

เราคุยกับเค้าด้วย intetion ที่ว่าเราอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย (คือไม่ได้มีเจตนาเข้าไปคุยเพื่อขอทำงานกับ Audi แต่อย่างไร เพราะใจจริงคิดว่าตัวเองไม่ได้มาสายนี้) เลยทำให้ยิ่งคุยก็ยิ่งสนุก เริ่มสนิท และตอนสุดท้ายเค้าก็เอ่ยปากมาว่า ถ้าอยากลองมาสมัคร Audi ติดต่อเค้ามาได้นะ

เราก็เลยลองติดต่อไปค่ะ ตอนแรกก็กลัวว่า ไม่ใช่สายที่เรามีความรู้เลย บ้าหลอ แต่สุดท้ายอยากลองดูสักตั้ง! ชอบไม่ชอบไม่รู้ เต็มที่ไป!

สุดท้ายก็ยากมากจริงๆ ไม่ผ่าน Audi interview เพราะคำถามในตอนสัมภาษณ์งานที่บริษัทญี่ปุ่น ทุกคนที่หางานจะรู้ดีว่ามันถาม ไม่ใช่แค่ Committment เรากับบริษัท ทำไมอยากทำ แต่ถามแบบจิตวิทยาสุดๆ เช่น คิดว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร เปรียบเทียบตัวเองเป็นสัตว์อะไรอีก โอ้ย!!! เป็นภาษาญี่ปุ่นอีก จบชีวิตกันเลย (ฮ่าๆ)

สุดท้ายผลออกว่าไม่ผ่าน เราก็เอาไปบอก HR Director คนนั้น เพราะอยากจะขอบคุณเค้าที่แนะนำโอกาสดีๆให้เรา พอพูดเค้าก็เลยแนะว่า “ถ้าไม่ Audi แล้วสนใจ Ducati ไหมละ มีฐานประกอบที่ประเทศไทยด้วย ความสามารถและภาษาของเราน่าจะเป็นประโยชน์กับทีมนะ” เราก็เลยไม่รีรอบอกว่า เดี๊ยวจะลองสู้ดู

Q: วันที่ไปสัมภาษณ์กับ Ducati ที่โตเกียวเป็นยังไงบ้าง

วันนั้นจำได้เลยว่า ที่โตเกียวเกิดพายุหิมะแรกของปีเลย!! ไอ่เราก็แบบเอาและ…เป็นลางอะไรไหมเนี่ย ใส่ถุงน่องสูทดำอย่างหนาวเลย เราก็เตรียมตัวไปอย่างดี ท่องบทสัมภาษณ์ ใจพร้อมมาก เพราะคิดว่ามันต้องเป็นการสัมภาษณ์สไตล์ญี่ปุ่นแน่ๆ กดลิฟท์ขึ้นไป… มีคนมาต้องรับพาไปห้องสัมภาษณ์ ก็คือเจอกับกับ MD เลย เป็นคนฝรั่งเศสที่ทำงานสาย Biker ที่ญี่ปุ่นมานาน กับ Sales & Marketing Manager คนญี่ปุ่นที่ไปเรียนและเคยทำงานที่อิตาลีสมัยหนุ่มๆ ตอนนั้นเพื่อ First Impression ที่ดี เราก็ยิ้มด้วยความมั่นใจและจับมือทักทาย

ตอนสัมภาษณ์เรานึกว่าจะเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน แต่สุดท้ายภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่และมีภาษาญี่ปุ่นแทรกบ้าง MD ก็สัมภาษณ์เราประมาณชั่วโมงครึ่ง ตอนสุดท้ายก็หันไปถาม Manager ว่า คิดว่าเด็กคนนี้ทำงานได้ไหม แล้วเค้าก็บอกว่า น่าจะได้สิ!! เดี๊ยวอาทิตย์หน้าจะส่ง Contract ไปให้เซ็นต์นะ จากนั้นคือดีใจมาก รออีเมลมาและเซ็นต์สัญญาฝึกงานเลยค่ะ

Q: ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าตอนฝึกงานที่ญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง ทำงานหนักมั๊ย ปรับตัวยากมั๊ย คนญี่ปุ่นให้จัดสรรเวลา work life balance เป็นยังไงบ้าง

ตอนฝึกงานต้องบอกว่ามีช่วงที่เครียดเหมือนกัน เพราะเราเพิ่งจบหมาดๆเลย ใหม่มาก ก็ถูก assign มาทำ Online Marketing, SEO วัดว่ามีคนเข้ามาดู Content ที่แชร์ไปเยอะไหม คนสนใจรถรุ่นไหนมากกว่ากัน วิเคราะห์ส่งเป็นรายเดือนให้หัวหน้า อีกทั้งงานหลักของทีมคือ Marketing events จัดงาน Exclusive Party ให้ลูกค้า ทำเป็นธีมตามรถ Ducati เช่น Ducati Diavel ก็จะหรูหราหน่อย ใส่สูทผูกไท หรือ Ducati Scrambler งานจะอินดี้ๆแคมป์ปิ้งสดใส มีงานต้องรับ CEO Ducati จากอิตาลีที่บ้านท่านฑูตอิตาลีใกล้ๆโตเกียวทาวเวอร์ด้วย ต้องทำจดหมายเชิญแล้วเราเป็นคนเขียนชื่อผู้รับเองกับมือด้วย รู้สึกเป็นเกียรติและเป็นประสบการณ์ที่ดีมากค่ะ

แต่ตอนแรกที่เพิ่งเข้าไป โปะรู้สึกปรับตัวยาก เข้าหาคนอื่นยากมาก ไม่มีใครคุยกับเราที่ทำงานเลยด้วยซ้ำ ด้วยความที่พนักงานอายุเกือบ 30 หมด ไม่เก่งภาษาอังกฤษ งานเค้าก็เยอะอยู่แล้ว ไม่มีเวลามาคุยเล่น ทำงานรีบกลับไปหาครอบครัวอีก โอโห! จบกัน

ตอนเที่ยงเอาเบนโตะมากินกันที่โต๊ะทำงาน แทบไม่มีใครออกไปทานร้านอาหารด้วยความที่มันแพง ความคิดที่เราคิดว่าคนญี่ปุ่นไปกินเลี้ยงกันทุกพุธ ทุกศุกร์นี้พังเลย โชคดีว่าตอนที่เข้าไป มีพี่ที่ทำงานจะลาไปคลอดลูก รับหน้าที่ช่วยเทรนเรา แกน่ารักมากๆ พยายามชวนเราคุย พยายามแนะนำเราให้กับทีมอื่น ต้องขอบคุณพี่คนนี้ที่ช่วยพาเราเข้าไปในสังคมญี่ปุ่น แต่สุดท้ายก็เรียนรู้ว่า เราจะมีคนช่วยเราไกลประมาณหนึ่ง แต่ทางเดินต่อข้างหน้าเราต้องลุยเอง เพราะถ้าเราไม่ลุยเอง เข้าหาเค้าก่อน ก็ไม่มีใครเข้าหาเรา

Q: เคยได้ยินมาบ่อยว่าคนญี่ปุ่นจะค่อนข้างปิด….แล้วโปะมีทิปในการสร้างเพื่อนใหม่ยังไงบ้าง

ก็ใช้นิสัยบ้าๆบอๆของเรา และใช้ความเป็นคนต่างชาติ ไปถามคนนู้นที ขอคำแนะนำคนนี้ที เอาขนมปลาหมึกเบนโตะกินแล้วปากเหม็นไปแจกพี่ที่ทำงาน (มุกนี้เวิ้คเกือบทุกที่ 5555) ทำให้คนญี่ปุ่นกล้าคุยกับเราด้วย สนิทกันมากขึ้น และชวนเราไปกินข้าวเย็นในบางโอกาสด้วย

Q: ช่วยเล่าเรื่องที่พีคที่สุดที่เจอมาในการทำงานที่ญี่ปุ่น

พี่ที่ทำงานชวนไปกินร้านอาหารไทยแถวที่ทำงาน เผื่อจะทำให้เราหายคิดถึงบ้านบ้าง เราก็โอเคค่า พอไปถึงร้านมีโปรโมชั่นขายเบียร์ช้างตอนเที่ยง แบบ 300 เยนอะไรประมาณนี้คือถูก!! แล้วพวกเราก็แบบ เห้ย…!! ว่าไงเอาเปล่า…. มองหน้ากันแล้วก็แบบ “ขอเย็นๆ 2 ขวดค่ะ”

พอกินเสร็จปุ๊บ…พวกเรารีบออกไปเดินเล่นให้หายหน้าแดงกันเลยทีเดียว กลัวคนอื่นที่ทำงานรู้ วันนั้นกลับไปทำงานสนุกเลย

Q: เห็นเรโกะได้ทุนตอนเรียนมหาลัยด้วย…อยากให้แชร์หน่อยว่า อะไรบ้างเป็นสิ่งสำคัญในการสมัครทุนให้สำเร็จ

1. การเตรียมความพร้อมที่ดี
2. ความต้องการจริงๆ
3. ความมั่นใจในตัวเอง

สามสิ่งรวมกันทำให้โปะได้อะไรที่หวังมาตลอด

Q: การได้มีโอกาสไปทำงานที่ญี่ปุ่น…มันให้บทเรียน หรือ มันทำให้เราเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง

ขอบคุณ ความเหงา ที่ทำให้เราสู้กับความรู้สึกที่อ่อนแอของตัวเอง ให้ไปคุยกับคนอื่นก่อน สร้างเพื่อนใหม่ ออกไปทำกิจกรรมอื่นในวันเสาร์อาทิตย์ ให้ออกไปผจญภัยเรียนรู้สิ่งที่มองข้ามไปรอบตัว มีอยู่ช่วงนึงที่เบื่อโลกมาก ทำงาน ขึ้นรถไป 1 ชั่วโมง เดินกลับบ้าน 20 นาทีอาบน้ำนอน มันน่าเบื่อมากเลยนะ วันหยุดก็อยากอยู่กับตัวเอง สุดท้ายรู้สึกว่า มันเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ เสียโอกาส จากนั้นก็เที่ยวทุกอาทิตย์เลยค่ะ 5555 อีกอย่างทำให้รู้สึก appreciate และ grateful กับทุกสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับเรา โดยเฉพาะเพื่อนที่น่ารักทุกคนค่ะ

Q: เรโกะภูมิใจอะไรในตัวเองมากที่สุด หรือคิดว่าอะไรเป็น milestone ที่ตัวเองภูมิใจมากที่สุด

ไม่รู้ของคนอื่นเป็นแบบไหน แต่โปะภูมิใจที่สัมภาษณ์ผ่านไป แลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยชื่อดังในญี่ปุ่น Ritsumeikan University ที่ Osaka เป็นเวลา 6 เดือน ตอนนั้นคนไทยที่ไปมีแต่คนเก่งๆ พูดภาษาญี่ปุ่นเก่งกว่าเราล้านเท่า ไม่เคยเครียดจนร้องไห้หน้ากระจกตอนซ้อมพูด โทรหาแม่ แม่บอกร้องไห้แล้วทำให้พูดได้หลอ ก็รู้สึกเออจริง ก็ลุยจนสุดท้ายผ่านได้ด้วยดีค่ะ จนตอนนี้ยังรู้สึกคิดถึงชีวิตที่โอซาก้าเลย เป็นครึ่งปีที่สนุกมากๆๆๆ

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่ญี่ปุ่น

ชอบ
ความใส่ใจรายละเอียด ทั้งวัฒนธรรมและนวัตกรรม
ความปลอดภัยในตัวเมือง ของหายได้คืน
ความจริงใจ ในการช่วยเหลือผู้อื่น

ไม่ชอบ
ความไม่กล้าพูดตรงๆ
การทำงานที่ไม่ Flexible/ มีตติ้งที่เยอะเกินไป…
คนญี่ปุ่นไม่ค่อยชอบถ่ายรูป แบบพอมองกลับไปไม่ค่อยมีรูปกับพี่ๆที่ทำงานเลย จะถ่ายก็ตัวเองเขินอีก (ฮ่าๆ)

Q: หากนำวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่ญี่ปุ่นกลับมาพัฒนาประเทศไทยได้หนึ่งสิ่ง…สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

การเคารพสิทธิ์ของคนอื่นที่จะบัญญัติหรือไม่ในกฏหมาย เช่น เวลาขึ้นรถไฟทุกคนจะเงียบ ไม่คุยมือถือบนรถไฟ จากที่ถามเพื่อนญี่ปุ่น เขาบอกว่า เพราะคนทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว มานั่งรถไฟกลับบ้านยาวๆ จะต้องมาทนฟังบทสนทนาคนอื่นอีก มันน่ารำคาญ หรือที่ไม่คุยโทรศัพท์ เพราะสัญญาณอาจจะไปรบกวนการทำงานของชิปที่ฝังในร่างการของคนสูงอายุ โรคหัวใจ ฯลฯ

เลยคิดว่าาถ้าคนไทยสามารถเคารพสิทธิ์ นึกถึงคนอื่นให้มันครบทั้งวงจรก็อาจจะทำให้เราอยู่กันอย่างมีความสุขมากขึ้นก็ได้

Q: มี quote อะไรที่สอนชีวิตได้ดีที่สุด

YOU. CAN. DO. IT.

ถ้าให้เล่าก็ต้องขอบคุณพี่สาว เพราะตอนนั้นป.4 ไปเห็นคำชูกำลังนี้ที่โต๊ะอ่านหนังสือของพี่สาว (เค้าคงอยากจะเตือนให้ตัวเองตั้งใจอ่านหนังสือแหละ) แต่เรารู้สึกว่ามัน Powerful ยิ่งโตขึ้นก็รู้สึกว่า quote นี้ช่วยให้เราผ่านจุดยากๆชีวิตได้ในหลายๆเรื่อง

Q: ช่วยแชร์หนังสือที่ทุกคนควรอ่าน 1 เล่ม

คิดแบบยิว ทำเป็นญี่ปุ่น อ่านแล้วจะไม่ตกเป็นทาสของเงิน

Q: ฝากอะไรไว้กับน้องๆคนไทยที่อยากเจริญรอยตามเรโกะ

บางครั้งการที่เรารอให้โอกาสหรือเวลาเดินเข้าหาเรา อาจจะไม่ทันการ ตั้งเป้าหมายและตั้งใจทำมันที่สุด เหมือนที่ Norman Vincent Peale พูดไว้ว่า “Shoot for the moon. Even if you miss, you’ll land among the stars.” แต่อย่าลืมที่จะสนุกกับมันด้วยนะ!

Facebook Comments