หมิง ชีวิตในต่างแดนที่ “ท้อ” และถามว่า “เรามาทำอะไรที่นี่?” (ฉบับ work & holiday)

0
1243
หมิง ชีวิตในต่างแดนที่ “ท้อ” และถามว่า “เรามาทำอะไรที่นี่?” (ฉบับ work & holiday)

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่า ชื่อ ‘หมิง’ นะคะ (ถึงแม้จะชื่อจีนแต่หน้าไทยสุด ณ จุดที่อยู่) อายุอานามก็ใกล้จะถึงเลข 3 แล้ว (แต่มองกระจกก็มโนว่ายัง 20 ต้นๆ เพื่อให้ตัวเองสบายใจ 555) ตอนอยู่ที่ไทยทำงานเป็น Lifestyles Concierge ที่ บ. International SOS Services ค่ะ ให้คำปรึกษา แนะนำเกี่ยวกับการท่องเที่ยว รวมถึงเป็น Personal assistant ให้กลุ่มลูกค้าทั้งในและต่างประเทศค่ะ

ตอนนี้ถือ Work and Holiday Visa อยู่ออสเตรเลียมาครบปีแล้วค่ะ ทำงานเป็น Resort Attendant ทำ Housekeeping และ F&B ที่ Kings Canyon Resort, NT เป็นคนไทยคนเดียวในรีสอร์ทค่ะ ที่ผ่านมาได้รับโหวตติดอันดับ 1 ใน 3 เป็น Nominee – Team Member of the Month ของรีสอร์ท 2 เดือนติด ถึงไม่ได้ที่ 1 แต่ก็อดดีใจไม่ได้จริงๆ ค่ะ (ยิ้มกว้าง)

Q: อยู่ไทยดีๆ อะไรเป็นเหตุให้หมิงอยากมาอยู่ออสเตรเลียคะ

หมิงมีความฝันว่าอยากลองมีประสบการณ์ได้ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ อยากออกไปเจอโลกกว้าง พบเจออะไรแปลกใหม่ เพราะคิดเสมอว่าชีวิตคือการเดินทาง ตอนอยู่เมืองไทยก็พยายามหาทริปแบคแพคท่องเที่ยวต่างประเทศให้ได้ปีละครั้ง สองครั้งแล้วแต่โอกาสและการเงิน ฮ่าๆๆ

โชคดีที่ได้คุยกับน้องที่ทำงานที่เค้าเคยไป WAH ที่ประเทศออสเตรเลียแล้วน้องแชร์ประสบการณ์ให้ฟัง ตอนนั้นเหมือนมีคนมาจุดประกายในหัวสว่างวาบเลยค่ะ อีกอย่างค่าใช้จ่ายอยู่ในขั้นที่สามารถดำเนินการเองได้ (สำหรับมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง) ก็เลยวางแผนข้ามปีเกี่ยวกับเรื่องการเก็บเงิน การสอบ IELTS และการหาข้อมูลต่างๆ ซึ่งก็พยายามใช้ชีวิตตามที่วางแผนไว้

แต่ตอนวันกดโควต้าคือกดเองไม่ได้เลยค่ะ เข้าหน้ากรอกบัตรประชาชนขั้นตอนแรกยังไม่ได้เลย ตอนนั้นถอดใจไปแล้ว 90% แต่โชคดีมากๆๆ ที่น้องแอร์ซึ่งเป็นน้องที่ทำงานที่ช่วยกดโควต้า แล้วน้องกดให้ได้ โอ้โห นี่กรี้ดหนักมากค่ะ โล่งแบบเหมือนยกภูเขาลูกใหญ่ออกจากอก แบบ ฮึ้ย เกือบไม่ได้ไปแล้วไหมล่ะ ฮ่าๆๆ (กราบขอบคุณน้องแอร์มา ณ ที่นี่ด้วย)

Q: มาออสใหม่ๆเจออุปสรรคอะไรบ้างมั๊ยคะ

อันดับแรก – ตอนมาอยู่ออสใหม่ๆ ค่อนข้างหรรษาค่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างดูแปลกใหม่และน่าสนใจไปหมด อุปสรรคแรกๆ คือค่อนข้างช็อคกับราคาอาหารค่ะ เช่น ไข่ไก่ แพคละ $3 เพราะเวลาเห็นราคาของแล้วในหัวก็เริ่มตีราคาเป็นเงินไทยแล้วเปรียบเทียบกับที่ไทย ช่วงเดือนแรกไม่เคยไปกินข้าวในร้านอาหารเลยค่ะ ทำอาหารทานเองตลอด 555

อันดับสอง – เจออุปสรรคในการหางานด้วยค่ะ เรียกได้ว่าท้อเอาการเหมือนกัน เพราะอยากจะทำงานในออฟฟิศเพราะเราก็มีประสบการณ์จากเมืองไทยด้วย สมัครงานน่าจะร้อยกว่าที่ มีตอบกลับมาไม่กี่ที่แล้วที่ตอบกลับมาคือไม่รับ และให้รอผลอีก 2 อาทิตย์แต่ก็ไม่มีอะไรกลับมา ท้อจนนั่งถามตัวเอง
‘เรามาทำอะไรที่นี่? / นี่เรากำลังทำอะไรอยู่?’

แต่เมื่อเริ่มถึงทางตัน ตอนนั้นก็ต้อง ‘เอาตัวรอด’ ค่ะ ก็เริ่มหาทางออกให้ตัวเอง… ถ้าหากยังไม่ได้สามารถทำอย่างที่วางแผนไว้ก็ต้องมาปรับ Strategies และ Mindset ใหม่ ไม่มีประสบการณ์ก็หาประสบการณ์ หมิงก็หางานจากใน Gumtree, indeed, seek สารพัดเว็ปหางานหลักในออสเตรเลีย ก็ได้ทำงาน waitress, all-rounder แต่งาน Full-time แรกที่ได้ทำคือเป็น Office Cleaner ค่ะ ซึ่งงานนี้ได้มาเพราะ connection จากพี่ที่แชร์บ้านด้วยกัน (ขอบพระคุณพี่แป๋ว (ขุ่นแม่) อย่างสูงจริงๆ)

Q: น้องหมิงคิดว่าเราได้อะไรจากการทำงานคลีนบ้างมั๊ยคะ

จากชื่อตำแหน่งอาจจะเหมือนงานคลีนทั่วไป แต่ว่างานหลักที่ทำคือดูแลห้องประชุมของบริษัทเจ้าของตึก ต้องคอยประสานงานกับเมเนเจอร์และแผนกงานต่างๆ ภายในตึกออฟฟิศว่ามีปัญหาอะไรหรือให้เราเข้าไปช่วยเหลือตรงไหนไหม ซึ่งงานนี้ทำให้เข้าใจระบบการบริหารการจัดการตึกออฟฟิศแถมได้ใช้ภาษาอังกฤษเต็มที่

Q: น้องหมิงคิดว่า “อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด” ในการออกจาก comfort zone ของตัวเอง ทั้งด้านภาษา การ make friend และการใช้ชีวิตที่ต่างประเทศโดยรวม

หมิงว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ความกล้า’ ค่ะ

ถ้าหากเราติดอยู่กับความกลัว เราจะไม่กล้าทำอะไรเลย ซึ่งการมีความกลัว ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรนะคะ เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้วที่ความกลัวนั้นเป็นเกราะคอยปกป้องเราเพราะ comfort zone คือพื้นที่ที่ปลอดภัย แต่การออกจาก comfort zone นั้นคือความไม่ปลอดภัย แต่ที่น่าสนใจคือ ‘ความกลัวมักจะตัวใหญ่กว่าตัวของมันเอง’

สิ่งที่เรากลัวจากจุดเล็กๆ จะเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ใหญ่ขึ้นๆ เช่น ไปอยู่ต่างประเทศไม่รู้จะไปเจออะไร ไม่มีคนรู้จักเลย เพื่อนก็ไม่มี ไม่รู้จะต้องทำตัวอย่างไร และอื่นๆ อีกสารพัด ซึ่งความกลัวตรงนั้นแหละที่ทำให้เราไม่กล้าจะออกจาก comfort zone

แต่ถ้าหากเราเริ่มที่จะขจัดความกลัวนั้นออกไป เปลี่ยน ‘ความกลัว’ ให้เป็น ‘ความกล้า’ เราจะได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ เมื่อเราออกจาก comfort zone แล้วจะพบว่าชีวิตนี้มีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ และมีเรื่องสนุกๆ รอเราอยู่ทุกวันค่ะ

Q: หลายๆคน “กลัวฝรั่ง” น้องหมิงเองมีทิปอะไรในการ make friend กับชาวต่างชาติบ้างคะ

ทิปคือ ‘อย่าคิดมาก’ ค่ะ
ที่สามารถบอกแบบนี้ได้เพราะว่าหมิงก็ผ่านการคิดมากมาเยอะแล้วเหมือนกัน 5555 เพราะโดยส่วนตัวหมิงเองก็เป็นคนเฮฮาๆ สนุกสนาน เข้ากับคนอื่นง่าย แต่จะมีปัญหาคือ เราจะเป็นคนที่จะไม่ค่อยไปทักคนอื่นก่อน เหมือนจะเป็นฝ่ายรอให้เค้าเข้ามาคุยก่อนเองเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มบทสนทนายังไง (เคยเป็นกันไหมคะ?) หลังๆ ก็เริ่มค้นพบเองว่า…เอ๊ะ ถ้าอยากจะมีเพื่อนก็ต้องเป็นฝ่ายเข้าหา จะรอให้เขาเข้ามาทักฝ่ายเดียวไม่ได้ (เดี๋ยวจะไม่มีเพื่อนเอา 5555) พอคิดได้แบบนั้นก็เริ่มไม่คิดมากแล้วค่ะ ซึ่งหมิงก็เริ่มจากการทักทายง่ายๆ ถามเรื่องทั่วไป สารทุกข์สุขดิบ ดินฟ้าอากาศ แล้วบทสนทนาอื่นๆ มันก็จะตามมาเองค่ะ

และทิปอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายมากๆๆ สำหรับคนไทยคือยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ คือการ ‘ยิ้ม’ ค่ะ ที่ต่างประเทศอาจจะแปลกไปนิดนึงเพราะที่ในเมืองเค้าไม่ค่อยยิ้มให้กันเท่าไหร่ แต่เชื่อไหมว่าตอนที่หมิงทำงานที่ Kings Canyon เพื่อนต่างชาติบอกว่าเราเป็นคนที่ยิ้มแบบมาจากใจ เหมือนไม่ต้องใช้ความพยายามในการยิ้มเลย มันดูเป็นธรรมชาติ น่ารักดีและน่าเข้าไปคุยด้วย เห็นไหมล่ะว่าการ ‘ยิ้ม’ มันมีส่วนช่วยจริงๆ

Q: มีสถานที่หรือกิจกรรมอะไรแนะนำให้คนไทยไป experience ในออสเตรเลียบ้าง

หมิงมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ในทั้งเมืองใหญ่อย่าง Sydney , เมืองสุดชิลอย่าง Sunshine Coast (QLD) และพื้นที่ห่างไกลความเจริญกลางทะเลทรายอย่าง Kings Canyon (NT) แต่ละที่มีลักษณะการใช้ชีวิตและเสน่ห์ที่แตกต่างกันไป ขอแนะนำสถานที่ที่ไม่ค่อยมีคนไปเท่าไหร่ละกันนะคะ ฮ่าๆ

Sunshine Coast : แนะนำให้ชิลค่ะ ไม่ต้องรีบเร่งในการใช้ชีวิตอะไร เพราะเมืองนี้คือพื้นที่แห่งความ Laid back, slow life เหมาะแก่การใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างแท้จริง (แซวเมืองเค้าไปอีก) เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีคนเอเชียเยอะเท่าไหร่นะคะ(เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ที่ติดกันอย่างบริสเบน) แต่คนที่นี่ค่อนข้างกลมกลืนและเป็นกันเองมากถึงมากที่สุด ชายหาดสวยและเหมือนการเล่นเซิร์ฟจะเป็นกิจกรรมหลักของทุกบ้าน และอย่าแปลกใจที่คนที่นี่จะเดินเท้าเปล่าไปเดินห้าง เดินหาด พูดง่ายๆ คือเดินเท้าเปล่าไปทุกที่ งงมากและยอมใจความชิลมาก

Kings Canyon : อาจจะเข้าถึงยากหน่อยเนื่องจากใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนานและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเพราะเป็น Remote area แต่ขอบอกว่าธรรมชาติที่สรรสร้างในพื้นที่แห่งนี้คือความสวยงามจริงๆ ค่ะ เหมือนที่บอกว่า Mother Nature at Her Finest และมีกิจกรรมทัวร์ของชาวอะบอริจินด้วยค่ะ ถ้าใครสนใจเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แนะนำให้มาเที่ยวช่วงเดือน พ.ค. – ต.ค. ค่ะเพราะเป็นช่วง High Season อากาศดีมากๆ ค่ะ (ถ้าเป็นไปได้เลี่ยงเที่ยวช่วงเดือน ธ.ค. – มี.ค. เพราะร้อนแบบ 40 – 45 องศาค่ะ)

Q: “หมิงก่อนมา” กับ “หมิงในวันนี้” ต่างกันยังไงบ้าง และเราพัฒนาตัวเองมาอย่างไรบ้าง

ขอบอกว่า หมิงในวันนี้คือ “A better version of myself”

ตัวหมิงเองไม่ได้เปลี่ยนเป็นคนใหม่โดยสิ้นเชิง ขอเรียกว่าตอนนี้ “อยู่เป็น” มากขึ้นดีกว่าค่ะ ฮ่าๆๆ
ซึ่งหมิงพัฒนาตัวเองจากประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเจอไม่ว่าจะเป็นจากการใช้ชีวิต การทำงาน ผู้คนหลากหลายมากมายที่ได้พบเจอ ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้มันทำให้เราเรียนรู้และเติบโตขึ้น มันเป็นการเรียนรู้ทั้งจากสิ่งใหม่ๆ และเรียนรู้จากความผิดพลาด มันอาจจะไม่ใช่การพัฒนาแบบก้าวกระโดด แต่มันเป็นการพัฒนาแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ทำให้เรารับมือกับสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น เข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ยอมที่จะลดอีโก้และเป็นผู้แพ้ในบางสถานการณ์ ต้องรอและอดทน ซึ่งสิ่งนี้แหละมันทำให้หมิงคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตจริงๆ

Q: ช่วยเล่าประสบการณ์ที่พีคที่สุดที่เคยเจอในออสเตรเลีย

ขอเล่าประสบการณ์ที่พีคที่สุดในการทำงานที่ Kings Canyon Resort ให้ฟังละกันนะคะ มัน… มันส์หยด จริงๆ

ช่วงเดือนธันวาคม ปกติก็จะถือว่าเป็นช่วง Low Season เพราะอากาศร้อน 40 – 45 แต่อุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ที่ 42 องศาค่ะ แขกเข้าพักประมาณ 30% ของรีสอร์ท ตอนนั้นเค้าก็ยังไม่รับพนักงานเพิ่มเพราะคิดว่า ‘เอาอยู่’ แต่ในช่วงปลายเดือนแขกมาเยอะมาก แล้วในคืนวันที่ 25 ธันวาคม หรือคืนคริสต์มาส หมิงทำชิพ F&B ตอน 18:00 – 22:00 ที่ห้องอาหาร Carmichaels ซึ่งเป็นห้องอาหารแบบ fine-dining ของรีสอร์ท และทำกับเมเนเจอร์ชื่อเบน เป็นคนออสซี่ทำกันแค่ 2 คน (ปกติจะทำ 3 – 4 คน)

ก่อนหน้านี้มีสายรายงานว่า… เมื่อวันก่อน ซึ่งเป็นวันคริสมาร์สอีฟ มีแขก 48 คน ทั้งในครัวและ FOH กลับบ้านกันเกือบเที่ยงคืน แล้วนี่เป็นวันคริสต์มาสด้วย เราก็สะพรึงเลย แต่ก็… เอาวะ สู้ก็สู้

ในวันนั้น Booking แรกมาตั้งแต่เปิดประตูร้านเลยค่ะ ซึ่งการดูแล fine-dining ก็จะเป็นตามสเตปค่ะ คือเริ่มจากทักทายแขก ชวนคุยให้แขกรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ แล้วพาแขกไปนั่ง แนะนำเมนูอาหาร เสิร์ฟเครื่องดื่ม ให้เวลาแขกสักพักแล้วไปรับออเดอร์ อัพเซลบ้างเล็กน้อยไม่ให้แขกรู้สึกรำคาญ

จากนั้นก็คีย์ออเดอร์เข้าระบบ Micros ของห้องอาหาร รันออเดอร์ไปในครัว กลับมาคุยบ้าง เติมน้ำให้แขก ถ้าหากแขกสั่งอาหารจานพิเศษก็ต้องมีการเตรียมจาน ช้อนส้อมชุดใหม่ให้ ทันทีที่เสียงกระดิ่งในครัวดังก็นำอาหารมาเสิร์ฟบนโต๊ะ พอแขกทานได้สักพักก็คอย Meal check ว่าทุกอย่างโอเคไหม ต้องการอะไรเพิ่มหรือเปล่า แสดงความใส่ใจ Customer Service ตัลหลอดดด

หลังจากแขกทานมื้อหลักเสร็จก็ขออนุญาตเก็บจาน เสนอของหวาน ถ้าแขกรับก็จัดช้อนส้อมให้ใหม่ ถ้าไม่รับก็ออกบิลให้ ที่กล่าวมานี้คือการดูแลต่อ 1 โต๊ะเท่านั้นนะคะ แล้ว My beloved Christmas วันนั้น เจอไป 56 คน!! ภายใน 4 ชั่วโมง โอ้โห!! ทำงานกันแบบ Non-stop รู้สึกทำแบบกึ่งเดินกึ่งวิ่งตลอด พูดจนเหนื่อย ยิ้มจนเมื่อย ไม่มีเวลาให้คิดเรื่องอื่นเลย ได้ดื่มน้ำครั้งแรกคือตอน 21:30 เพราะส่งออเดอร์สุดท้ายเข้าครัวไป จากนั้นคือก็ต้องกลับมาเซ็ตโต๊ะ เคลียร์บาร์

โชคดีที่วันนั้นเราทำงานเสร็จตรงเวลาเป๊ะ ถ้าเปรียบเหมือนมวยคือเป็นยกที่ชกสุดขาดใจและมันส์มาก พอกลับถึงห้องปุ๊บ อาบน้ำเสร็จ นอนแผ่หลาแล้วภาพก็ตัดไปเลยค่ะ ฮ่าๆๆ

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรมาที่สุดเกี่ยวกับชีวิตที่ออสเตรเลีย

สิ่งที่ชอบ
1. ความสะดวก ปลอดภัยและตรงต่อเวลาของรถโดยสารสาธารณะค่ะ ชอบที่เราสามารถตรวจสอบตารางการเดินทางได้อย่างเรียลไทม์ เวลาวางแผนจะไปทำงานหรือเที่ยวที่ต่างๆ ไม่เสียเวลาค่ะ
2. ความ Multi-culture ค่ะ มีคนหลากหลายเชื้อชาติ ต่างศาสนา วัฒนธรรม อยู่นี่เหมือนเจอคนมาจากทั่วทุกมุมโลกเลยค่ะและความแตกต่างนั้นมันลงตัวค่ะ ฮ่าๆ
3. การกล่าวคำ ‘ขอบคุณ’ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่จะพูดขอบคุณกันตลอด แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รู้สึกว่าเป็นการให้เกียรติกัน รู้สึกชื่นใจดี ชอบๆ (ยิ้ม)

สิ่งที่ไม่ชอบ
1. แมลง/สัตว์มีพิษต่างๆ (มีหลายสายพันธุ์มากที่มีพิษชนิดแบบอันตรายถึงชีวิต) คือตอนที่มาทำงานที่รีสอร์ทใหม่ๆ สิ่งแรกที่เค้าเตือนเลยคือให้ระวังแมงมุมกับงู นี่เดินไปไหนได้ยินเสียงแปลกๆ ตามพงหญ้านี่เตรียมวิ่งตลอดค่ะ ฮ่าๆ
2. อากาศร้อน(ร้อนมากจริงๆ) – ด้วยความที่หมิงทำงานอยู่เขตพื้นที่ทะเลทราย อากาศจะร้อนแบบแห้งมากๆ (ไม่เหมือนเมืองไทยที่ร้อนชื้น) ไอแดดแผดเผาจนผิวแทนอย่างไม่ต้องอาบแดดริมชายหาดให้ยากเลยค่ะ
3. ไม่มีสายฉีดชำระ – ไม่แน่ใจว่านี่จะเป็นปัญหาทั่วไปที่คนไทยเจอหรือเปล่า? ฮ่าๆๆ แต่ขอเล่านิดนึงว่าห้องพักของหมิงที่รีสอร์ทมีสายฉีดชำระนะ เพราะไปทำความรู้จักกับแผนก maintenance ของรีสอร์ท เค้าบอกว่าที่ห้องเก็บของมีสายฉีดชำระนะ ก่อนหน้านี้มีคนเคยรีเควสไว้ แต่กว่าของจะมาถึงคนๆ นั้นก็ลาออกไปก่อน สายชำระนั้นเลยตกเป็นของหมิง (ชนะเลิศ!)

Q: Quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

ถ้าชีวิตไม่เป็นอย่างฝันก็จงทำปัจจุบันให้มีค่าและทำทุกอย่างให้เต็มที่ จะได้ไม่ต้องเสียดายภายหลัง
Quote นี้สอนชีวิตได้ดีมากจริงๆ ค่ะ

เพราะหลายครั้งที่เราวาดฝันอยากให้ชีวิตเป็นอย่างที่หวัง พอผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้ามเราเจ็บตลอดเลย หลายครั้งที่เจ็บจนท้อไม่รู้จะไปต่อทางไหน แต่พอลดความคาดหวังในชีวิตลง หันมาทำปัจจุบันให้มีค่ามากที่สุด ทำให้เต็มที่กับทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิต

ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรเราจะไม่รู้สึกเสียใจภายหลังเลยค่ะ

Q: อื่นๆที่อยากแชร์ให้เป็นประโยชน์กับคนไทยด้วยกัน

ชีวิตคือการเดินทาง ซึ่งเส้นทางของแต่ละคนมีเรื่องราวแตกต่างกันออกไป หมิงว่าประเทศออสเตรเลียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ทำให้เราสร้างเส้นทางใหม่ๆ ให้กับชีวิตเราได้

หมิงอยากลองชวนคนไทยให้มาลองเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ค่ะ มาทดลองใช้ชีวิต ท่องเที่ยวในพื้นที่ Remote Area หรืออาจจะเลือกมาทำงานต่อ 2nd Visa ก็ได้ จริงอยู่ว่าพื้นที่ห่างไกลความเจริญมันอาจจะไม่ใช่เส้นทางสำหรับทุกคน แต่รับรองได้ว่าเป็นเส้นทางที่มีความสนุก ตื่นเต้น อาจจะลำบากไปนิด ตะกุกตะกักไปหน่อย แต่เชื่อว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่ลืมแน่นอน ถ้าหากใครสนใจเข้ามาคุยและก็แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็นกันได้เลยค่ะ

Facebook Comments