โย “เด็กล้างจาน” ที่ได้รับการสปอนเซอร์จนได้เป็น Australian citizen และเปิดธุรกิจคาเฟ่ของตัวเองในออสเตรเลีย

0
5198
โย “เด็กล้างจาน” ที่ได้รับการสปอนเซอร์จนได้เป็น Australian citizen และเปิดธุรกิจคาเฟ่ของตัวเองในออสเตรเลีย

Q: แนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

โยครับ อภิรักษ์ หลักแหล่ง ที่จริงแล้วเรียนทางด้านกฎหมายมา จบนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัย รามคำแหง และมีโอกาสได้ทำงานทนายความมา 3-4 ปีครับ ก่อนที่จะย้ายมา Sydney ครับ เคยเป็น Head Barista และ Bar Manager ให้กับ café ย่าน Bondi Beach มา 10 ปีครับ แต่ปัจจุบันทำ Café ของตัวเองในนาม Tuyo Potts Point อยู่ที่ King cross คับ

จุดเริ่มต้นการมาออสเตรเลียเริ่มต้นจากการทำงานที่เมืองไทย เพราะทำงานทนายบางทีต้องส่งสัญญาเช่าให้กับบริษัทรับแปลสัญญา Translate จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องจ่ายประมาณ 500 – 700 ต่อหนึ่งหน้า จึงเริ่มเกิด idea ว่าถ้าเราได้ภาษาอังกฤษเราน่าจะต่อยอดจากอาชีพทนายและรับแปลเอกสารได้ด้วย จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนต่อต่างประเทศ พอดีมีเพื่อนสนิทมาอยู่ที่ Sydney อยู่ก่อนแล้วเลยตัดสินใจมาที่นี่ พอได้ภาษาแล้วก็จะกลับไปทำงานต่อตามที่วางแผนไว้ นี่เลยเป็นจุดเริ่มต้นในการมาที่ออสเตรเลียของผมครับ

แต่เมื่อมาถึงจริงๆแล้ว (​ต้องย้อนไปเมื่อ 11 ปี) ชีวิตค่อนข้างลำบากมากครับ ภาษาไม่ได้เลย งานไม่มี เรียนภาษาฟังเค้าก็ไม่รู้เรื่อง ที่สำคัญต้องเปลี่ยนการใช้ชีวิตของตัวเองอย่างมากครับ ชีวิตเมื่อก่อนมันไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยนี้ กว่าจะหางานได้แต่ละงานเรียกได้ว่าเลือดตาแทบกระเด็น ไกลแค่ไหนก็ต้องไป ใครให้ทำอะไรเราก็ทำหมด ทำงานฟรีเพื่อแลกกับประสบการณ์ก็เคยมาแล้ว ขอเพียงแค่โอกาสให้ได้เรียนรู้งานเราก็ทำหมด ตอนนั้นก็รู้สึกท้อนะครับเพราะจริงๆอยู่ไทยหน้าที่การงานและชีวิตก็ดีอยู่แล้ว แต่ในเมื่อชีวิตเราเลือกที่จะเดินมาแล้วมันถอยไม่ได้ครับบอกตัวว่าเราต้องสู้ต่อไป

Q: อะไรเป็นจุดพลิกผันให้เรามาเปิด Café Tuyo Potts Point

​ต้องขอเล่าย้อนไปก่อนหน้านี้สัก 10 ปีครับ ผมได้รับโอกาสจาก café ที่ Bondi Beach ซึ่งตอนนั้นทำงานตำแหน่งล้างจานอยู่ในครัว ภาษาก็ไม่ได้ ฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เจ้านายผมเค้าอาจจะเห็นว่าเราไม่เคยเกี่ยงงาน ให้ทำอะไรก็ทำ อาศัยว่าขยันไว้ก่อน เค้าเลยให้โอกาสให้ผมได้ขยับมาช่วยงานใน bar ล้างแก้ว ปั่นน้ำ ทำ smoothies, juice, milkshakes ซึ่งทำได้สักพักเค้าก็ให้โอกาสให้ผมเริ่มฝึกทำกาแฟกับ Barista ที่ร้าน ถ้ามองกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วมันเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะเห็น café ที่มีแต่ฝรั่งแต่มี Barista ที่เป็นเอเชีย โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ภาษาอังกฤษแบบผม นั่นเลยเป็นที่มาของการเริ่มต้นการทำกาแฟ

และด้วยว่าเป็นคนชอบกาแฟ และเสน่ห์ของ café อยู่แล้ว เราจึงหาโอกาสให้กับตัวเอง โดยการมองหาทำเลที่ดี ขนาดร้านที่เรารู้สึกว่าเราจัดการมันได้ ดูมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาได้ร้านนี้ สิ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนคือทุกคนที่เข้ามาแล้วเค้า happy กับสิ่งที่เค้าได้รับ มันคือ key ของ Business ที่ผมต้องการ เราสร้างมันมาด้วยความรักในสิ่งที่ทำ เราก็อยากจะนำเสนอมันออกมาจากใจของเราจริง ๆ เมื่อลูกค้ามาซื้ออาหาร เครื่องดื่มและบริการของเราแล้วเค้า happy ผมถือว่างานผม completed แล้วเรา win และ win ในทุกๆวันอย่างนี้ นั่นคือ Goal ของเรา

อีกอย่าง Local ที่นี่เค้าค่อนข้างให้โอกาสเราได้พิสูจน์ แก้ไข และปรับเปลี่ยน ผมใช้เวลาในการเรียนรู้ ปรับปรุง พัฒนา และเข้าถึงความต้องการของ Local อยู่ประมาณ 2-3 เดือนโดย การรับฟัง feedback คำแนะนำ และความต้องการของลูกค้า ทั้งการจัดการภายในร้าน การตกแต่งร้าน รสชาติของอาหาร และการบริการ ซึ่งลูกค้าประจำของร้านเราเบื้องต้นก็เริ่มจากแค่มาซื้อแล้วก็ไป จนทุกวันนี้ จากลูกค้าก็กลายมาเป็นเพื่อนกันไปแล้ว เข้ามาก็พูดคุย ถามสารทุกข์ สุกดิบกันไป ตามประสา Local café ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลนี้ที่ทำให้เราเป็นที่ชื่นชอบของคน Local ในย่านนี้ และที่สุดคือความสุภาพ อ่อนน้อม เป็นกันเองของเรา ที่เป็นจุดเด่นในงานบริการประเภท Hospitality ครับ

Q: มีอะไรที่จะบอกกับคนไทยที่อยากทำตามความฝัน แต่ไม่กล้าลงมือ​

​จริง ๆ แล้วผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ไม่กล้าลงมือทำครับ ที่ผ่านมา ได้แต่คิดว่ามันยาก เราทำมันไม่ได้หรอก มันมี “ความกลัวที่จะล้ม” ลึกๆอยู่ในใจตลอดเวลา คิดมาหลายรอบแต่ก็ไม่เคยจะได้เริ่มทำให้มันเกิดขึ้น แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจขอสักครั้งในชีวิต ขอเดินไปให้สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ขอลองให้ได้รู้สักครั้ง ถ้าไม่ลองทำเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราทำได้หรือไม่ได้ ดีหรือไม่ดี

โดยส่วนตัวผมเอง ผมชอบ challenge กับตัวเอง ผมว่ามันทำให้เรา Move on ตลอดเวลา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการตัดสินใจที่จะทำอะไรสักอย่าง ก็ต้องอยู่ในพื้นฐานที่เป็นจริง หมายถึง คุณต้องมีทั้งความรู้ ความสามารถ เข้าใจในสิ่งที่คุณจะทำจริง ๆ รวมถึงความต้องการของตลาด และที่สำคัญที่สุด คือกลุ่มเป้าหมาย (Target) ของเราคือใคร และสุดท้ายคือความชัดเจนและหนักแน่นกับจุดยืนของตัวเองครับ ฉะนั้นหากรู้ตัวว่าเราพร้อมก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องกลัวครับ พูดง่าย ๆ แค่ฟังเสียงหัวใจตัวเอง… ha ha ha แล้วมันจะบอกได้ว่านี่แหละเวลาของเรา แม้ว่าต่อไปมันจะดีหรือร้ายยังไง แต่มันเป็นความสุขที่ได้ทำ ได้เรียนรู้ และที่สำคัญได้ชนะใจตัวเอง ผมว่ามันคุ้มค่าครับ

Q: ฝึกภาษาอังกฤษยังไงคะ ช่วยแชร์กับคนไทยด้วยกันหน่อย

​สมัยเริ่มทำงานใน café แรกๆ จำได้ว่ามีเพื่อนคนไทยคนนึงเป็นเด็กเสริ์ฟ เค้าภาษาดีมาก และในตอนนั้นภาษาอังกฤษผมเรียกได้ว่า แย่มากเลยก็ว่าได้ และด้วยว่าในร้านมีคนไทยน้อยมากๆ เค้าก็คอยช่วยเหลือในการสื่อสารให้กับทุกคนร่วมถึงผมด้วย เค้าคอยช่วยแปลให้ผมตลอด จนทำให้ผมเองรู้สึกว่าเราจะรอพึ่งเค้าตลอดไปไม่ได้

ดังนั้นเราต้องฝึกสื่อสารภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากฝึกฟังอย่างเดียวก่อนเลย พอเริ่มฟังออกก็เริ่มหัดพูด เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ จากการฟังข่าว ฟังเพลง อ่านหนังสือพิมพ์ฟรีที่เค้าแจกก่อนไปขึ้นรถไฟ ดูหนังโดยที่ไม่ใช้ Sub

หลังจากนั้นก็เริ่มกล้าที่จะคุยกับลูกค้าโดยที่ไม่กลัวว่าจะพูดผิดหรือพูดถูก เพราะจริงๆแล้ว key ของการสื่อสารก็แค่ให้เค้าเข้าใจในสิ่งที่เราพูดและเราเข้าใจในสิ่งที่เค้าพูดทุกอย่างก็จบครับ ทีนี่ล่ะพอฟังออก พูดได้ก็เริ่มเถียงฝรั่งเลย ha haha

Q: อะไรเป็น Milestone ชีวิตที่ตัวพี่โยเองภูมิใจคะ

​น่าจะเป็นการได้รับ Sponsorship จากนายจ้าง ซึ่งงานนี้ผมขอยก Credit ให้ Boss สุดที่รักของผม Ronen Howard แห่งร้าน Trio Bondi ซึ่งเปรียบเสมือนทั้งเจ้านาย และพี่ชายของผม เค้าให้โอกาสผมจากเด็กล้างจานที่ไม่มีใครมองเห็นขึ้นมาสู่ Head Barista and Bar Manager และได้มอบโอกาสให้ผมได้เริ่มต้นการใช้ชีวิตแบบ Australian Life อย่างแท้จริง โดยเริ่มจาก Sponsorship ส่งผลไปสู่ PR และจบที่ Citizenship เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนี่น่าจะเป็นความสำเร็จสำหรับผมและครอบครัว และเป็นความภูมิใจที่สุดของผม เพราะผมได้มันมาด้วยความสามารถของเราเองโดยมีเจ้านายที่ให้การสนับสนุน

แต่ทั้งนี้การรับ sponsor ของผมเอง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ได้มาง่ายๆ ทุกอย่างต้องใช้ระยะเวลาพิสูจน์ ความสามารถ ความซื่อสัตย์ ความอดทน ว่าเราดีพอ และคู่ควรที่จะให้ company apply ให้เราไหม ผมใช้เวลา 3 ปี เพื่อพิสูจน์ตัวเอง โดยเริ่มจากเด็กล้างจาน สู่ Head barista, Bar manager/restaurant manager จนเมื่อถึงวันที่เค้าเชื่อใจ มันจึงเกิดการ offer จาก company และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของชีวิตผมแบบจริงจังใน Australia ครับ

Q: ช่วยเล่าเรื่องที่พีคที่สุดตั้งแต่มาอยู่ออสเตรเลีย

ขอ 2 เรื่องละกันครับ

Peak แรกคงเป็นเรื่อง ที่ทำให้ท้อ แต่ไม่ถอย คือ ความลำบากและเหนื่อยยากสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใน Sydney สมัยตอนที่มาแรกๆ เหนื่อยถึงขั้น น้ำตาตกใน อาทิตย์นึงทำงาน 14 ชิฟก็เคยมาแล้ว ใจนึงก็อยากกลับไทย แต่อีกใจนึงมันก็บอกตัวเองให้เดินต่อ มันไม่เคยมีความสำเร็จใด ที่ได้มาด้วยความง่ายดายเพราะไม่งั้นความภาคภูมิใจมันไม่เกิด

Peak ที่สองคือ ผลสอบ IELTS สำหรับ Apply PR อันนี้พีคมากเพราะมันคือจุดเปลี่ยนของชีวิต ต้องทำให้ได้ ใส่ความกดดันตัวเองมากเกินไปเพราะอยากให้รอบเดียวผ่าน กดดันตัวเองจนถึงขั้นป็นโรคเครียด แต่สุดท้ายวันที่รู้ว่าผล IELTS ผ่าน คือความที่เค้าบอกว่าเหมือนยกภูเขาออกจากอกเข้าใจเลยว่าเป็นยังไง วินาทีนั้นอยากจะวิ่งออกไปนอกร้านแล้วตะโกนดังๆว่า “เราทำได้!!!!”

Q: หากนำวัฒนธรรมดีๆ/ค่านิยมดีๆ ที่ออสเตรเลียกลับไปพัฒนาประเทศไทยได้ 1 สิ่ง … สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

โดยส่วนตัวก็น่าจะเป็นเรื่องความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน หรือ Equal Opportunities ซึ่งเปิดสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสัญชาติ ทุกอาชีพ ทุกชนชั้น นี่แหละครับ ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์มากกว่าใคร ทุกคนมีระเบียบและกฏกติกาที่อยู่ร่วมกันในสังคม ถ้านำไปปรับใช้ที่ประเทศไทยผมคิดว่าประเทศเราจะยิ่งน่าอยู่ขึ้นครับ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับออสเตรเลีย

ถ้าหากถามว่าชอบอะไรในออสเตรเลีย

  1. คงต้องยกให้เรื่องของ transport ซึ่งมีความสะดวกสบาย และตรงต่อเวลามากๆ
  2. น่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนวอนุรักษ์ของที่นี่ ที่เค้าค่อนข้างที่จะรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติได้ค่อนข้างดีมาก พลเมืองให้ความร่วมมือ และดูแล อนุรักษ์ทรัพยากรของชาติ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ beach, natural park ต่างๆ
  3. ที่ปฏิเสธไม่ได้ คงเป็นความ friendly ของคนที่นี่ ซึ่ง ข้อนี้เป็นส่วนสำคัญในการช่วยทำให้ business ของผม ก้าวเดินได้ เพราะ 95% ของลูกค้าที่ร้านเป็น local ซึ่งมีความ friendly และมีส่วนสำคัญในการ support business ของผมเป็นอย่างมาก ซึ่งพวกเค้าจะมาใช้บริการเราในแทบทุกวันหยุดของพวกเค้า และพวกเค้ายังช่วยบอกต่อ ประชาสัมพันธ์ให้แก่กลุ่มเพื่อนและคนรู้จักของพวกเค้า ให้มาลองใช้บริการในร้านเราอีกด้วย ซึ่งข้อนี้ผม…ชอบมาก 555

ส่วนข้อที่ว่า ไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับออสเตรเลีย
อันนี้คง เป็นเรื่องค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูง ทั้งเรื่องค่าเช่าบ้าน และค่าเดินทาง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากแลกกับความสะดวกสบาย ความปลอดภัยและระบบป้องกันภัยสาธารณะของประเทศแล้ว ผมว่ามันก็คุ้มค่าครับ

Q: อะไรที่อยากจะบอกกับคนไทย

ผมว่าโอกาสเป็นเรื่องสำคัญ หากมีโอกาสแล้วพยายามทำมันให้ได้ และรักษามันให้ได้ครับ เพราะสำหรับประเทศนี้ โอกาสไม่ได้เข้ามาง่ายๆ เพราะบางทีมันเข้ามาเพียงครั้งเดียว เพื่อให้เราได้แสดงความสามารถ และต้องรับมันไว้ หากใครที่ได้รับโอกาสที่ดี ผมคิดว่าควรจะรับมันไว้ และทำมันให้ได้ แม้มันจะแลกมาด้วยความรับผิดชอบที่สูงขึ้น งานที่หนักขึ้น แต่ทั้งนี้มันทำให้เราได้โตขึ้น และต่อยอดไปได้อีกในจุดที่สูงขึ้น และวันหนึ่งอาจจะเป็นบันไดให้ได้ก้าวสู่การเป็นพลเมืองของที่นี่แบบที่ผมเคยได้รับโอกาสก็เป็นได้ครับ…
สุดท้าย ก็ขอให้ทุกคนโชคดีครับ ประสบความสำเร็จกันถ้วนหน้าทุกคนครับผม

Facebook Comments