ภัค สาวไทยคนเก่ง! สมัครเป็น PR ของออสเตรเลียด้วยตัวเอง…ใช้เวลา 5 ปี!

0
5531
ภัค สาวไทยคนเก่ง! สมัครเป็น PR ของออสเตรเลียด้วยตัวเอง...ใช้เวลา 5 ปี!

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อ ภัค ค่ะ เรียนจบปริญญาตรีจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาวิทยุและโทรทัศน์ค่ะ จริงๆ เรียนด้าน Broadcasting มาตลอด 4 ปีเต็ม แต่สุดท้ายพอฝึกงานรู้สึกว่าไม่ใช่ทางของตัวเองเท่าไหร่ หางานไปๆมาๆ ก็จับพลัดจับผลูมาทำงานใน PR Agency ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้จักมาก่อนว่าเอเจนซี่คืออะไร พีอาร์เค้าทำงานอะไร คือความรู้น้อยมาก แต่พอทำไปเรื่อยๆแล้วรู้สึกสนุกดี เพราะว่าการทำงานในเอเจนซี่ทำให้เราไม่ได้ทำงานอยู่กับ product หรือ industry เดียว ลูกค้าแต่ละเจ้าที่เราทำงานด้วยก็มาจากสายธุรกิจที่ต่างกัน มันเลยเป็นการบังคับให้เราต้องหาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา

พอทำงานไปได้ซักประมาณปีนึง คุณพ่อก็ยื่นคำขาดว่ายังไงก็ต้องเรียนปริญญาโท เลยตัดสินใจว่าไหนๆก็ต้องเรียนแล้ว ขอลองไปเรียนที่ต่างประเทศดูจะได้เปิดโลก แล้วก็ตัดสินใจได้ตั้งแต่แรกเลยว่าจะเรียนต่อในสาขา Public Relations เพราะมันตรงกับงานที่เราทำ แล้วเรารู้สึกว่ามันมีอะไรอีกเยอะมากที่เรายังไม่รู้ในสายงานนี้ เพราะเราไม่ได้จบมาทางนี้ สุดท้ายเลยมาลงที่ Master of Public Relations and Advertising ที่ University of New South Wales ซิดนีย์ ออสเตรเลียค่ะ ซึ่งนี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต เพราะกลายเป็นว่าที่นี่ตอบโจทย์เรามาก ทั้งในเรื่องคุณภาพชีวิต การเดินทาง สภาพแวดล้อมของเมืองที่ผสมกับธรรมชาติได้แบบลงตัวมากๆ แล้วเราก็ได้เจอเพื่อนดีๆที่นี่เยอะมากด้วย พอเรียนจบเลยตั้งปณิธานกับตัวเองเลยว่าซักวันนึงจะต้องกลับมาใช้ชีวิต มาทำงานที่นี่ให้ได้

พอกลับไทยก็เลยวางแผนชีวิตอย่างจริงจัง และศึกษาหาข้อมูลทุกอย่างว่าจะต้องทำยังไงถึงจะกลับมาใช้ชีวิตที่ซิดนีย์ได้ ตั้งแต่ตอนนั้น ผ่านมา 5 ปี ตอนนี้ก็ถือว่าทำตามความฝันสำเร็จแล้วหนึ่งอย่างค่ะ เพราะตอนนี้เราทำงานกับ PR Agency ในซิดนีย์ ออสเตรเลีย มาได้ประมาณ 2 เดือนแล้วค่ะ

Q: เห็นภัคขอวีซ่า PR เองเลย…ไหนเล่ามาหน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง ทำยากมั๊ย ต้องเตรียมตัวยังไง

เราโชคดีที่มีเพื่อนสนิทที่รู้จักกันตอนมาเรียนที่ซิดนีย์ ที่มีความตั้งใจแบบเดียวกัน ก็เลยช่วยกันหาข้อมูลตั้งแต่เรียนจบ จนเจอว่าเราสามารถยื่นขอ Permanent Residency โดยใช้สาขาอาชีพที่เราทำได้ โดยยื่นขอวีซ่าผ่านระบบ skillselect แต่เนื่องด้วยตอนที่เพิ่งเรียนจบ qualification เรายังไม่ถึง คะแนนเรายังไม่ผ่านเกณฑ์ที่จะยื่นขอวีซ่าได้ เลยกลับไทยไปตั้งหลักก่อน ดูว่าเรายังขาดคะแนนในส่วนไหนบ้าง หลักๆในตอนนั้นคือประสบการณ์การทำงานยังน้อย ไม่สามารถเพิ่มคะแนนตรงส่วนนี้ได้ และคะแนนภาษาอังกฤษยังเพิ่มได้อีก

เราเลยใช้เวลาเพิ่มประสบการณ์อาชีพ ทำงานสายพีอาร์ไปประมาณเกือบๆ 3 ปี เพิ่มทักษะความสามารถของตัวเองให้มากที่สุด ตั้งใจเลือกทำงานกับเอเจนซี่ที่เป็น international firm เพื่อให้ตัวเองได้ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานมากขึ้น และสร้าง connection กับเพื่อนร่วมงานในสาขาประเทศอื่น ระหว่างนี้เราก็ติวเข้มภาษาอังกฤษไปด้วย สอบ IELTS ไปทั้งหมดประมาณ 4 ครั้ง เพื่อเอาคะแนนให้สูงที่สุด เพื่อจะได้เอาไปเพิ่มคะแนนใน skillselect ให้มากที่สุด

ทั้งหมดทั้งมวลที่สะสมมาเรื่อยๆ เรารอจนคะแนนในระบบเราผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่จะยื่นวีซ่าได้และมั่นใจว่าน่าจะมีสิทธิ์ได้รับพิจารณา แล้วเราถึงค่อยตัดสินใจยื่นขอวีซ่าไป ขั้นตอนทั้งหมดรวมถึงระยะเวลาในการรอก็ประมาณ 1 ปีกว่าๆ ค่ะ สรุปแล้วใช้ระยะเวลาในการเตรียมตัว บวกระยะเวลาในการยื่น รวมๆแล้วประมาณ 5 ปีค่ะ นานมากจริงๆ แต่ภูมิใจมากที่เราทำทุกอย่างเอง ไม่ได้ผ่าน agent ที่ไหนเลย และไม่ได้ตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ก่อนแล้วค่อยยื่นขอวีซ่า เพราะเราไม่มีทุนทรัพย์มากขนาดนั้น แต่บอกได้เลยว่าถ้ามีการเตรียมตัวและวางแผนที่ดี เราว่าใครก็สามารถขอได้ค่ะ

Q: แล้วกว่าจะได้งานสาย Public Relations ที่ภัคถนัด…มันยากเลยมั๊ยคะ

จริงๆ ไม่ได้มองว่ามันต้องผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรขนาดนั้น แต่มันเริ่มมาจากความบังเอิญมากกว่าค่ะ คือตอนเรียนจบปริญญาตรีก็รู้สึกเคว้งเหมือนกัน เพราะตอนนั้นเรารู้แค่ว่าสิ่งที่เราเรียนจบมามันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ ตอนแรกเราเลยหางานโดยคิดแค่ว่าอะไรก็ได้ที่รับ เราคงจะทำไปก่อน เพราะเราจำเป็นต้องใช้เงินในการดำรงชีวิต

แล้วพอได้มาทำงานเอเจนซี่ อย่างที่บอกไปค่ะ เราเริ่มจากการที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย ตอนแรกอ่าน job description แล้วรู้สึกว่ามันดูเป็นงานกลางๆ จบอะไรมาก็น่าจะ adapt กันได้ แต่พอได้ทำจริงๆ ทำให้เราค้นพบว่ามันเป็นงานที่ท้าทายมาก หลายคนอาจจะมองว่างาน Public Relations คือแต่งตัวสวยไปวันๆ เจอลูกค้า ออกงานอีเว้นท์ อะไรแบบนี้ แต่พอมาทำจริงๆแล้วมันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะมาก ถึงแม้งานจะไม่ได้ซับซ้อน หรือ require ความสามารถขั้นสูงเฉพาะทาง แต่มันคืองานที่ตีกรอบให้เรามีระบบกับทุกอย่างในชีวิต สอนให้เราต้องมีการวางแผน มีการเตรียมตัวที่ดี มีสติและคิดถึง next step อยู่ตลอดเวลา

และสิ่งที่สำคัญ การทำงานนี้สอนให้เรารู้จักการสื่อสารกับคนในทุกรูปแบบ สอนให้เรามีความอดทนอดกลั้นแบบที่เราไม่เคยทำได้ คือมันรอบด้านจริงๆ และเอาไปปรับใช้กับชีวิตส่วนตัวของเราได้ด้วย เลยกลายเป็นว่าชอบงานนี้ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าตั้งแต่ทำงานมาก็เป็นอาชีพนี้มาตลอด ยังไม่เคยคิดจะเปลี่ยนสายไปทำอย่างอื่นค่ะ

Q: ภัคมีทิปหางานอะไรที่อยากจะบอกกับคนไทยในต่างประเทศกันบ้าง

  1. เราว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือต้องรู้ตัวเองในระดับนึงเลยว่า “จุดประสงค์ของเราคืออะไร งานอะไรที่เราอยากทำ แล้วทักษะที่เรามีมันตรงกับงานที่เราอยากทำมั้ย”
  2. “หาและขายจุดเด่นตัวเอง” คือมันโหดมากนะ สำหรับคนที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก เพราะยังไงสุดท้ายเราก็จะแพ้คนที่เป็น native อยู่ดี ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะถ้าเราทำงานสาย communication ซึ่งมันคือการสื่อสารเป็นหลักเลย มันยิ่งยาก เพราะฉะนั้น เรามองว่าการที่จะได้งานดีๆในต่างประเทศ ถ้าเรารู้ว่าภาษาเราอาจจะไม่ได้เก่งที่สุด เราต้องรู้จักหาและขายจุดเด่นอย่างอื่นที่ตัวเองมีให้เป็นด้วย
  3. “สถาบันไม่สำคัญเท่าประสบการณ์” บริษัทส่วนใหญ่ที่นี่ไม่ได้สนใจเลยว่าเราเรียนจบมาจากที่ไหน เค้าสนว่า เราเรียนจบสายไหนมา? ประสบการณ์ทำงานตรงกับสายที่เค้ามองหามั้ย? และเคยทำงานกับลูกค้าในสายธุรกิจที่ใกล้เคียงกับที่บริษัทเค้าทำมากน้อยแค่ไหน?
  4. “ต้องสื่อสารได้ และทำงานเป็น” ตั้งแต่มาที่นี่เราผ่านการสัมภาษณ์มาประมาณ 4-5 ครั้ง ทุกที่จะเหมือนกันหมดในแง่ของคำถาม แทบทุกบริษัทจะมาแนวเดียวกันหมด เพราะเค้าไม่ได้แค่ต้องการ make sure ว่าเราสื่อสารได้ หรือทำงานเป็น แต่เราต้องมีทักษะที่ตรงกับที่เค้ามองหาจริงๆ สามารถทำงานโดยมีความเข้าใจและเข้าถึงธุรกิจของเค้าได้จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราไม่ได้เป็นเด็กจบใหม่ เค้าคงไม่ต้องการเสียเวลาและทรัพยากรของบริษัทในการมาสอนงานเราใหม่ตั้งแต่ศูนย์
  5. อย่ามองข้ามความสำคัญของ resume! เพราะนั่นคือสิ่งที่จะพาเราเข้าไปถึงด่านสัมภาษณ์ได้ และขอแนะนำว่าอย่าใช้หลักการ one fits all เพราะถึงแม้ว่าเราจะหางานในตำแหน่งเดียวกัน แต่ว่าบริษัทแต่ละที่อาจจะมองหาคนไม่เหมือนกัน resume จึงไม่ควรจะ copy, paste เหมือนกันหมดสำหรับทุกงานที่เราสมัคร
  6. อ่าน job description ให้ละเอียด ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัทนั้นๆให้ดี และพยายามหาจุดเชื่อมโยงที่เราจะสามารถขายความสามารถของเราให้ตรงกับสิ่งที่บริษัทนั้นๆมองหาอยู่ให้ได้ ที่เหลือคือความพยายาม และความตั้งใจล้วนๆ…
  7. อย่าลืมว่า ภาษาอังกฤษสำคัญ! อาจจะไม่ใช่สำหรับทุกสายงานก็จริง แต่ถ้าเราตั้งใจแล้วว่าจะมาใช้ชีวิต มาหางานที่ต่างประเทศ เราต้องให้ความสำคัญกับภาษามาเป็นอันดับต้นๆเหมือนกัน มันจะพาเราไปได้ไกลจริงๆ คอนเฟิร์ม

Q: เจอเรื่องอะไรพีคๆกับชีวิตที่ออสเตรเลีย

ยังไม่เจออะไรที่พีคมากๆ แต่ยอมใจใน drinking culture ของคนที่นี่ สามารถหาเวลาดื่มได้ในทุกจังหวะชีวิต ส่วนใหญ่จะเห็นเวลาพักเที่ยงก็ออกไปนั่งดื่มเบียร์แล้วกลับมานั่งทำงานต่อได้แบบชิลๆ ชอบมาก

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับออสเตรเลีย

ชอบ

  • อากาศดี มลพิษน้อย รถไม่ค่อยติด
  • เมืองกับทะเลอยู่ห่างกันแบบนั่งรถบัสไม่ถึงชั่วโมง
  • การให้ความสำคัญกับการทำงานแบบ work life balance ที่เป็นรูปธรรม มีอยู่จริง

ไม่ชอบ

  • ห้างปิดตั้งแต่ 6 โมงเย็น หลังสองทุ่มเหมือนอยู่เมืองร้าง
  • คนที่นี่ส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ทุกคนนะ คนรอบตัวเราไม่เป็น) ที่เห็นคืออารมณ์ร้อนง่าย หงุดหงิดง่าย ทะเลาะกันง่าย และพูดคำหยาบใส่กันในที่สาธารณะได้เป็นปกติแบบไม่ต้องแคร์คนอื่น
  • ครอบครัวกับเพื่อนเราไม่ได้อยู่ที่นี่กับเราด้วย

Q: ถ้าสามารถนำวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่ออสเตรเลียกลับมาพัฒนาประเทศไทยได้ 1 อย่างสิ่งนั้นจะเป็นอะไร

ความซื่อสัตย์ ที่เห็นง่ายๆเลย คือการขึ้นรถบัสที่นี่ ต้องจ่ายค่าโดยสารด้ายการแตะบัตรบนเครื่องอ่านบัตรที่อยู่บนรถ ไม่ได้มีคนมาจับผิดหรือบังคับให้เราต้องแตะบัตร แต่เราแทบไม่ค่อยเห็นใครโกงค่าโดยสาร คือคงจะมีบ้างแหละแต่เราแทบไม่เคยเห็นเลย มันเป็นความรับผิดชอบและความซื่อสัตย์เล็กๆน้อยๆที่ทุกคนควรจะมีติดตัว ไม่ต้องมีใครมาบอกให้ทำ

Q: Quote ไหนสอนชีวิตได้ดีที่สุด

“Life is tough my darling, but so are you.” เราคิดมาตลอดว่าถ้าเราได้ใช้ชีวิตจริงๆ มันไม่ควรจะง่าย ความรู้สึกว่าง่ายมันทำให้เราก่อ comfort zone ให้กับตัวเอง มันทำให้เรารู้สึกสบาย เคยชิน และอาจจะส่งผลให้เราไม่อยากเปิดรับอะไรใหม่ๆ เราไม่ได้บอกว่า comfort zone ไม่ดีนะ แต่ส่วนตัวแล้ว เรามองว่าชีวิตมันสั้น ถ้าเรายังมีแรง มีฝัน และพยายามมากพอ อดทนมากพอที่จะทำให้ความฝันเป็นจริง สุดท้ายจะได้ทำตามฝันมั้ยเราอาจจะไม่รู้ แต่เราว่าระหว่างทางที่มันยาก มันน่าท้อแท้ มันเสี่ยง มันน่ากลัว อย่างน้อยมันก็ให้อะไรกับชีวิตเราเยอะมากนะ ชีวิตมันควรจะเป็นแบบนี้แหละ มันต้องมีสีสันบ้าง ต้องมีอะไรให้เราตื่นเต้นบ้าง ถ้ามันง่ายไปหมดมันก็ไม่สนุกหรอก

Q: อื่นๆที่อยากจะบอกกับคนไทยด้วยกัน

สู้ๆนะคะ มีเพื่อนเราคนนึงเคยบอกเราว่า ความฝันอะไรก็ตามที่เรามี ถ้าเราอยากได้มันมากพอ เราจะทำทุกทาง ทุกอย่างให้ความฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะยากแค่ไหน จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม เราเชื่อคำพูดนั้นฝังใจมาตลอด และเราทำความฝันเราได้เป็นจริงอย่างนึงแล้ว ทุกคนก็ทำได้ค่ะ อย่าเพิ่งท้อนะคะ

Facebook Comments