เอ่ย จาก งานเสริฟ งานคลีน สู่สายงาน “interior designer” ในออสเตรเลีย

0
4162
เอ่ย จาก งานเสริฟ งานคลีน สู่สายงาน “interior designer” ในออสเตรเลีย

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่า เอ๋ยนะคะ เรียนจบสถาปัตย์ หลักสูตรสถาปัตยกรรมค่ะ ต้องขอบอกก่อนว่าสายและภาควิชาที่เรียน มีส่วนทำให้ตัดสินใจ ขอวีซ่า Work and holiday มาออสเตรเลียค่ะ ก่อนหน้านี้ทำงานในสายอาชีพ แต่หลากหลายเส้นทางมากๆค่ะ

จบปีแรกทำเป็นสถาปนิกอยู่บริษัทออกแบบค่ะ ทำงานที่แรกเหมือนยิ่งกว่ารับน้องอีก จำคำพูดของ อ.ได้เลยว่า ถ้าคิดว่าตอนเรียนหนักแล้ว ตอนทำงานหนักกว่ามากๆ เคยเลิกงานตี 2 อยู่เกือบอาทิตย์ รู้เลยว่าสถาปนิกที่เจ๋งจริงๆต้องรู้เรื่องรายละเอียดเยอะมากๆ

ต่อมาเลยตัดสินใจทำงานเป็น นักวาดภาพประกอบค่ะ นี้คือทำงานกราฟิค ออกแบบโลโก้ งานเวปไซต์ หรือคาแรคเตอร์ดีไซน์ ได้รับโอกาสดีๆจากพี่ๆเจ้าของให้ทำงานหลากหลาย สนุกมากค่ะ แต่ก็ยังคิดถึงงานสถาปัตย์ และได้งานเป็นสถาปนิกในบริษัทวัสดุก่อสร้างค่ะ ทำทั้ง marketing/design/drawing/estimate

จนมาถึงที่สุดท้ายคิดว่าเป็นสายงานที่ไม่ใช่ตัวเองเลยแต่ชอบที่สุดค่ะ คือสายงาน interior project management ซึ่งที่เกริ่นมาข้างต้น ทุกๆงานเป็นประสบการณ์ทั้งหมดและมีผลต่อการได้โอกาสทำงาน ณ ที่ปัจจุบันนี้ค่ะ

Q: กว่าจะได้มาเป็น Interior Designer เคยทำอะไรมาบ้าง ผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้าง

ผ่านทุกร้อน (40องศา) และทุกหนาว (8องศา) เลยค่า( ฮ่าาา) มาช่วงแรกๆก็สมัครทุกงานค่ะ ยกเว้นร้านไทย เพราะสาเหตุหลักที่มาที่นี่คืออยากพัฒนาด้านภาษาค่ะ ดังนั้นขอตัดร้านไทยไปเลย ทำงานเกือบทุกประเภทค่ะ ตั้งแต่ waitress/all-rounder/cashier/cleaner และได้ทั้งงานในสายที่มีประสบการณ์คือ estimator/draftsperson, documentor และ interior designer ค่ะ

Q: เอ๋ยทำยังไงถึงได้รับการสปอนเซอร์ short-term working visa อ่ะคะ อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้สปอนเซอร์มองหาคะ

จริงๆไม่คิดว่าจะได้เลยค่ะ เพราะเตรียมตัวกลับไทยแล้ว และเสียน้ำตาหลายรอบกับการทำงานที่นี่ เหมือนโดน อ. ด่า ทำแบบไม่ผ่าน ร้องห่มร้องไห้ ระยะบางอย่าง standard บางประเภท ก็ไม่เหมือนกันกับที่ไทยค่ะ ต้องปรับพอสมควร

และเนื่องจากช่วงที่ได้วีซ่าทำงาน เป็นช่วงที่เปลี่ยนมาเป็นวีซ่านักเรียนแล้วค่ะ แล้วที่นี่มีกฏให้คนที่ถือวีซ่านักเรียน ทำงานได้แค่ 20 ชม. ต่อสัปดาห์ แต่ด้วยงานเราเป็นงานที่ต่อเนื่องเพราะเป็นงานเขียนแบบ ออกแบบ และต้องประสานงานกับหลายๆส่วนในอาคาร มันมีขั้นตอนของมันค่ะ เราก็ยินดีที่จะทำงานให้เสร็จอยู่ให้ยาว บางทีแอบเอางานกลับมาทำที่บ้าน สรุปคือการมีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ค่ะ น่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่ได้ใจผู้สปอนเซอร์ไปเลยค่ะ

Q: ขอทิปสำหรับคนกำลังหางานในต่างประเทศและอยากได้วีซ่าทำงานหน่อยคะ

เคล็ดลับนี้เราได้มาจากเพื่อนเราอีกทีค่ะ รวมถึงกำลังใจจากคนทางบ้านและคนข้างๆค่ะ คือ อย่าหยุดทำ! อย่าหยุดส่ง! เราส่งใบสมัครงาน interior/architect ไม่ต่ำกว่า 300 บริษัท มันท้อมากๆ มันคือที่สุดของห้วงอารมณ์ เราว่าการที่มีสายวิชาชีพเฉพาะทาง มีทั้งข้อดีและข้อเสียค่ะ ข้อดีมีเยอะแต่ข้อเสียคือคู่แข่งเราจะไม่ธรรมดาเหมือนกันค่ะ ทั้งภาษาการสื่อสาร การที่ภาษาแม่เค้าคือ อังกฤษ100% ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน แต่เราได้ 60% ก็เก่งแล้วค่ะ

อีกอย่างตือการสัมภาษณ์งานค่ะ ขอยกตัวอย่างที่เราได้งาน estimator คือเราค่อนข้างมั่นใจในทุกคำตอบที่เราตอบคำถามเค้าตอนสัมภาษณ์งานมากๆค่ะ เพราะว่าเรามีประสบการณ์โดยตรงและทุกคำตอบมันเป๊ะๆให้เหมือนคนที่เค้ามองหา มันคแสดงให้เห็นว่าเราทำการบ้านมา เรามีความมั่นใจ และมีประสบการณ์ตรง สิ่งเหล่านี้ประกอบกันทำให้เราประสบความสำเร็จค่ะ

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไร เกี่ยวกับชีวิตในประเทศออสเตรเลียบ้างคะ

สิ่งที่ไม่ชอบคือ

  1. ความเหงา (home sick) คงเพราะห่างกับที่บ้าน และเพื่อนๆที่ไทยคือทั้งชีวิตและจิตวิญญานเราอยู่ที่นั่น คือมันต้องเหงาแน่ๆ
  2. ค่าครองชีพสูง แต่เราว่ามันค่อนข้างสมเหตุสมผลนะ

สิ่งที่ชอบคือ

  1. อากาศที่บริสุทธิ์ค่ะ อากาศที่นี่ดีจริงๆ
  2. สวนสาธารณะใหญ่ๆ และจำนวนเยอะ ชอบต้นไม้เขียวๆและการดูแลรักษาพื้นที่ รวมมี public space ที่เรียกได้ว่าพื้นที่สำหรับคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริง เพราะมีลานกิจกรรมสำหรับครอบครัว ที่นี่เค้าให้ความสำคัญกับ universal design มาก เราว่านี่คือพื้นฐานที่การอยู่ร่วมกันที่สังคมควรมี และเราว่าอีกอย่างนึงที่ส่งเสริมกันคือจิตสำนึกของคนที่ใช้พื้นที่นั้น คือคนที่มาใช้พื้นที่ จะรู้เลยว่าคือพื้นที่สาธารณะ จะไม่ทำให้สกปรกหรือเละกว่าเดิม คนที่นี่พยายามทำหน้าที่ของตัวเอง แต่มันก็มีแหละนะ ที่เห็นขยะบ้าง ไม่ได้สะอาดหมดจดขนาดนั้น
  3. อาหารไทยหาง่าย มาอยู่ซิดนี่ย์ไม่เคยคิดว่าอยู่เมืองนอกเลยเพราะหาอาหารไทยได้สบายๆมาก
  4. อาหารตาเยอะมาก อาจจะด้วยเพราะซิดนี่ย์เป็นเมืองที่มีหาดเยอะมาก มีทั้งชาวซิดนี่ย์ไซเดอร์และต่างชาติที่ชื่นชอบการเล่น surf board

Q: ช่วยเล่าเรื่องที่พีคที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในออสเตรเลีย

ในแง่ขำขัน เคยเจอคนสติไม่ดีวิ่งไล่ค่ะ ตอนนั้นตกใจมาก เค้าตะโกนดังมากแล้ววิ่งไล่ต้อนเราไปมุมๆตึก คือความคิดตอนนั้นไม่เคยประจันหน้า ไม่เคยโดนทำร้าย ถ้าโดนครั้งนี้จะเอาตัวรอดยังไงในหัวคิดๆๆๆๆๆ สุดท้ายเอาตัวรอดมาได้เพราะพูดขอโทษๆๆๆเค้าค่ะ เค้าคิดว่าเราไปหัวเราะเค้าแต่จริงๆเราเดินหัวเราะมาก่อนอยู่แล้วค่ะ

ถ้าในเรื่องจิตใจเราว่าช่วงที่ไม่มีงานนานถึง 2 เดือนคือช่วงที่ทรมานที่สุดในชีวิตค่ะ มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คิดวนไปวนมาว่าเรามาทำอะไรที่นี่ แต่อย่างที่บอกในช่วงแรกเราไม่หยุดที่จะส่งสมัครงานค่ะ จนได้และเตรียมตัวค่ะ

Q: หากนำวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่ออสเตรเลียกลับไปพัฒนาบ้านเราได้ 1 อย่าง สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

ขอเริ่มที่เราทำได้เองก่อนคือเรื่องลดใชัถุงพลาสติกค่ะ ทุกวันนี้เราพกถุงผ้าตลอดและพยามใช้ถุงพลาสติกให้น้อยลงค่ะ และขอเสริมอีกอย่างคือเรื่องแยกขยะค่ะ กลับบ้านไปเราทำแน่นอนเราว่าเป็นการเริ่มต้นง่ายๆที่ทำได้ด้วยตัวเองเลยค่ะ

Q: ขอหนังสือที่ตัวเองแนะนำอยากให้คนอื่นอ่านมา 1 เล่ม

The alchemist by Paulo coelho ค่ะ เป็นหนังสือที่น้องสาวเราแนะนำ เราอ่านเมื่อสิบปีที่แล้วกลับมาอ่านอีกรอบก็ได้ความเข้าใจคนละความหมาย ตามช่วงวัยและประสบการณ์ของตัวเองค่ะ เราว่าทุกอย่างมันจะมีช่วงเวลาที่ของมันเอง

Q: Quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ว่าจะตัดสินใจเลือกทางไหนแล้ว ต้องคิดเสมอว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ

Facebook Comments