ปิง เด็กฐานะปานกลาง ก็เข้าเรียนใน “ม.ระดับโลก” อย่าง Yale university ได้

0
6560
ปิง เด็กฐานะปานกลาง ก็เข้าเรียนใน “ม.ระดับโลก” อย่าง Yale university ได้

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ชื่อปิงครับ เรียนจบจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีภาคภาษาอังกฤษ เอกการตลาด จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ สมัยเรียนเป็นสายทำกิจกรรมและได้มีโอกาสเป็นผู้นำเชียร์งานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬา ครั้งที่ 67 ด้วยครับ หลังเรียนจบทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดอยู่ที่บริษัท Vitamins Consulting & Research ทั้งหมด 6 ปีก่อนมาเรียนต่อครับ ตอนนี้เพิ่งเรียนจบ Master of Business Administration (MBA) จาก Yale School of Management ที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาใช้เวลาเรียนทั้งหมด 2 ปี ตอนนี้กำลังจะกลับไปทำงานที่ธนาคารกสิกรไทย เพราะเป็นนักเรียนทุนของทางธนาคารครับ

Q: กว่าจะเข้ายูระดับโลกอย่าง Yale University ได้ผ่านอะไรมาบ้าง

ขอเล่าแบ่งเป็นสองช่วงใหญ่ๆครับ ช่วงเตรียมตัวสอบ GMAT และช่วงสมัครเรียน ตลอดทั้งขั้นตอนใช้เวลาเกือบสี่ปีครับ ช่วงเตรียมสอบ GMAT สำหรับผมถือว่าเป็นช่วงที่ยากที่สุดด้านการบริหารเวลา เพราะเป็นช่วงที่ที่ทำงานเริ่มต้องดูแลทีมรับผิดชอบโปรเจคเอง และด้านข้อสอบก็ต้องเรียนรู้พื้นฐานความรู้ของข้อสอบใหม่ทั้งหมด (ข้อสอบแบ่งเป็น Part Quantitative ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจคณิตศาสตร์ และ Part Verbal ซึ่งต้องใช้ทักษะการตีความและ critical reasoning) ตอนเริ่มสอบตอนแรกทำอะไรไม่ได้เลยครับ สอบครั้งแรกจำได้ว่าได้คะแนนที่ประมาณ 30 percentile หมายถึงมีคนอีก 70% ในฐานข้อสอบคะแนนดีกว่าเรา ซึ่งการจะไป MBA Top U คะแนนอย่างน้อยควรอยู่ที่ 90 percentile ครับ ตอนนั้นผมก็จะอ่านหนังสือในช่วงที่นั่งรถไฟฟ้าไปและกลับจากทำงาน ช่วงก่อนนอน และเสาร์อาทิตย์ครับ สอบไปทั้งหมด 6 รอบในช่วงเวลาสองปีนิดๆที่เตรียมตัวกว่าจะได้คะแนนที่ต้องการ

ส่วนช่วงยื่นสมัครเรียนเป็นช่วงที่หินมากสำหรับการจัดการสภาวะอารมณ์ของตัวเองครับ เพราะเราเตรียมตัวมานานก็มีความคาดหวังว่าเราจะสมัครเรียนติด ในปีแรกสมัครไป 10 ที่แล้วไม่ติดสักที่เลยครับ หมดกำลังใจไปได้สักพักก็มาคิดกับตัวเองว่าจุดอ่อนของเราคืออะไร อาจเป็นเพราะเราบอกว่าอยากทำงานในสายธนาคารแต่มาจากสายการตลาด ทำให้เป้าหมายใน application ของเราไม่น่าเชื่อถือ เลยตัดสินใจไปสมัครทุนธนาคารกสิกรไทยและสมัครเรียนอีกรอบในปีที่สอง ก็ได้การตอบรับเป็นที่น่าพอใจ ผลสุดท้ายเลยเลือกที่จะมาเรียนที่ Yale School of Management ครับ

Q: ไหนเล่าให้ฟังหน่อยว่าเรียนที่ Yale มันหินจริงมั๊ย แล้วมันต่างจากที่ไทยยังไงบ้างคะ

ก็ยากนะครับ ต้องถีบตัวเองเยอะมาก สำหรับผม Raw Case ที่ Yale ใช้ในการสอนเป็นสิ่งที่ทำให้การเรียนที่นี่หินมาก หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินว่า business school ต่างๆ ใช้กรณีศึกษาหรือ case studies ในการเรียนการสอน โดยปกติแล้ว case ทั่วๆไปจะค่อนข้างมีแนวทางชัดเจนกว่า case นั้นเกี่ยวกับปัญหาของธุรกิจในด้านใด เช่น การเงิน กลยุทธ์องค์กร ทรัพยากรณ์มนุษย์ หรือจริยธรรมองค์กร และจะมีข้อมูลให้อ่านประมาณ 20 – 30 หน้าและนำมา discuss กันในหนึ่งคาบเรียน

Raw Case เป็นสื่อการสอนที่ Yale คิดค้นขึ้น แนวคิดคือในชีวิตจริงเวลาเราเจอปัญหาธุรกิจ จะไม่มีใครมาบอกเราว่าปัญหานี้เป็นปัญหาด้านใด ปัญหาของบริษัทอาจไม่ได้มีปัญหาเดียว และปัญหาทั้งหมดอาจมีความสัมพันธ์กัน Raw Case คือการโยนข้อมูลทุกด้านขององค์กรมาให้เรา รวมแล้ว case ละร้อยกว่าหน้าต่อหนึ่งคลาสเรียน ดังนั้นเราไม่สามารถอ่านทุกๆหน้าได้ หน้าที่ของเราก็คือการสร้างสมมติฐานหลายๆด้านขององค์กรและหาข้อมูลที่เราคิดว่าเกี่ยวข้องเพื่อมาเตรียมตัว discuss ในชั้นเรียน จากที่เราเคยเป็นคนที่ต้องอ่านทุกอย่างและพยายามซึมซับทุกอย่างในหนังสือตอนเรียนที่ไทย กลายเป็นคนที่หาข้อมูลอย่างมีจุดประสงค์มากขึ้นครับ

Q: ไปใหม่ๆชีวิตเป็นยังไงบ้าง เจออุปสรรคอะไรบ้าง แล้วเราข้ามอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ยังไง

จริงๆพอมานั่งคิดว่าปัญหาที่เจอตอนที่ย้ายมาใหม่ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะวิธีคิดของเราทั้งนั้นเลยครับ อย่างเช่น ผมติดเป็นคนขี้เกรงใจครับไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เวลาเรามีปัญหาเรื่องเรียนหรือเรื่องอะไรก็ได้ ก็จะพยายามทำด้วยตัวเอง ไม่กล้ารบกวนคนอื่นเลย ซึ่งในหลายๆทีมันไม่ค่อยมีประสิทธิภาพหรือใช้เวลานานเกินไป อย่างเวลาผมเรียนแล้วติดไม่เข้าใจบางเรื่องที่ technical มากๆ พยายามอ่านเองใช้เวลานานมากกว่าจะพอเข้าใจจนทำให้ไม่มีเวลาไปทำงานอย่างอื่นมากเพียงพอ หรือเวลามีปัญหาเรื่องกฏหมายเพราะถูก landlord เอาเปรียบ ผมก็นั่งเครียดอยู่คนเดียว แต่อยู่ไปสักพักนึงก็ทำให้เข้าใจว่า

ข้อดีข้อหนึ่งที่ชาวอเมริกันมีคือการกล้าขอความช่วยเหลือ และไม่ได้มองว่ามันเป็นจุดอ่อน พอผมกล้าที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ (แต่ก็ต้องพยายามแก้ไขด้วยตัวเองก่อนนะครับ) ชีวิตก็ดีขึ้นเยอะ เรียนดีขึ้น เวลาชีวิตที่เครียดก็ลดลงครับ

Q: ขอทิปสำหรับคนที่อยากได้ทุนเรียนต่อ Top U ให้น้องกันหน่อยเร็วค่ะ

  1. วางแผนล่วงหน้า – ความพร้อมในการสมัครทุนไม่ได้สามารถสร้างได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนครับ มันอาศัยประสบการณ์ทำงานที่เราสั่งสมมา ทักษะความเป็นผู้นำ วิธีการวางตัวให้เหมาะสม ความสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงานก็สำคัญครับ เพราะเราต้องมี Recommendation Letter สำหรับการสมัครด้วย ส่วนสำหรับน้องๆที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ความสมดุลย์ระหว่างเกรดและกิจกรรมก็เป็นเรื่องสำคัญมากครับ
  2. เข้าใจเป้าหมายของตัวเอง และจุดแข็งจุดอ่อนของเราต่อเป้าหมายนั้นๆ – พอจะมีภาพว่าเราอยากจะทำอะไรในอนาคต ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และทำไมเป้าหมายนั้นถึงสำคัญกับเรา การที่เรามีเป้าหมายจะช่วยเราตัดสินใจว่าทุนนั้นเหมาะสมกับเราหรือเปล่า หลังจากนั้นก็มองว่า ดูประสบการณ์ของเรา ว่าสิ่งที่เราทำมา หรือสิ่งที่เราทำได้ดีนั้นมีอะไรบ้าง เข้ากับเป้าหมายของเราหรือเปล่า และอะไรคือจุดอ่อนของเราที่ควรแก้ไข หรือทักษะที่เราต้องสร้างเพิ่ม
  3. เข้าใจว่าเป้าหมายและจุดแข็งของเรานั้นจะสร้างคุณค่าให้กับองกรณ์ที่เราสมัครทุนได้อย่างไร – สำคัญมากครับ เพราะการที่เราเข้าใจว่าองกรณ์ที่เราสมัครทุนต้องการอะไร สอดคล้องกับตัวเราอย่างไร จะทำให้เราโดดเด่นในการสัมภาษณ์
  4. วางตัวให้เหมาะสม และปฏิบัติกับผู้อื่นให้ดี – หลายๆคนอาจจะคิดว่าถ้าเรามีความแสดงออกมากๆ หรือแสดงความคิดเห็นมากๆในการทำกิจกรรมกลุ่มจะทำให้เราโดดเด่นและเพิ่ม candidacy ของเรา แต่จริงๆแล้วการทำตัวโดดเด่นเกินไปอาจเป็นข้อติดลบ เพราะมันอาจแสดงว่าเราทำงานร่วมกันเป็นทีมไม่ได้ ดังนั้นฝึกวางตัวให้เหมาะสม รู้ว่าเมื่อไหร่ควรพูด เมื่อไหร่ควรสนับสนุนคนอื่น เมื่อไหร่ควรลุกขึ้นมาแสดงความเป็นผู้นำ

Q: ช่วยเล่าประสบการณ์ที่พีคที่สุดที่เคยเจอตอนอยู่อเมริกา 1 เรื่อง

อยู่ที่นี่ชอบทำกิจกรรมครับ มีตอนหนึ่งไปแข็งกินเผ็ดที่เพื่อนในคณะจัด ในใจผมก็คิดว่าเป็นคนไทยยังไงก็ชนะ เรากินเผ็ดกันเก่งจะตาย วิธีแข่งคือเขาจะเตรียมไก่ทอดไว้สิบชิ้น แล้วราดด้วย hot sauce ที่ทำจาก ghost pepper พริกที่เผ็ดที่สุดในโลก ใครกินหมดก่อนชนะ กินไปแค่คำเดียวรู้เรื่องเลยครับ แสบปากแสบลิ้นเหงื่อแตก นำ้มูกน้ำตาไหลหมด ผลสุดท้ายกินหมดครับ แต่ไม่ชนะเพราะกินช้า แต่ความพีคคือคืนนั้นนอนไม่ได้เลยครับ ปวดท้องมาก มันแสบในท้องเป็นจุดๆจนรู้ว่าตอนนั้นไก่อยู่ตรงไหนในท้อง แต่ผลสุดท้ายตอนเช้าเข้าห้องน้ำก็หายครับ มองย้อนหลับไปก็ตลกดี ปีนึงหลังจากนั้นก็มาเป็นคนจัดบ้าง ได้รับความสนใจดี รู้สึกสะใจแบบแปลกๆดีครับ 555

Q: หากนำวัฒนธรรมของที่นั่นกลับมาพัฒนาประเทศไทยได้ 1 สิ่ง…สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

วัฒนธรรมการเปิดใจในการรับฟังและความกล้าพูดความคิดเห็นของตนเองครับ อย่างในคลาสเราเห็นเลยว่าเวลาอาจารย์พูดถึงประเด็นอะไรแล้วนักศึกษาไม่เห็นด้วย ก็สามารถยกมือแล้วแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ แต่ทุกอย่างถูกแลกเปลี่ยนกันอยู่บนข้อมูลที่เป็นจริงครับ ชอบที่ทุกคนให้เกียรติความคิดเห็นซึ่งกันและกันไม่มีคำว่าเด็กหรือผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง และทุกคนยอมรับว่าความคิดของตนไม่ได้ถูกที่สุด หรือคำตอบต่อปัญหาต่างๆไม่ได้มีแค่คำตอบเดียวครับ

Q: อะไรเป็น milestones ที่ปิงเองภูมิใจมากที่สุดในชีวิต

ก็น่าจะเป็นการได้มาเรียนที่ Yale นี่แหละครับผม เพราะผมพยายามมาหลายปีมากๆ มันทำให้เห็นว่าถ้าเราพยายามมากพอ แล้วรู้ว่าตัวเองบกพร่องตรงไหนแล้วพร้อมที่จะหาทางพัฒนามัน ยังไงเราก็จะไปถึงเป้าหมาย

ผมเป็นคนแรกในครอบครัวที่มีโอกาสได้มาเรียนต่างประเทศ ในฐานะชนชั้นกลางมันทำให้เห็นว่าการศึกษาที่มหาลัยอันดับต้นๆไม่ได้เป็นไปไม่ได้ ตอนเด็กๆไม่ได้เป็นเด็กที่เรียนดี แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เคย give up ในการศึกษาของผม พยายามให้ผมมีโอกาสได้เรียนที่ที่ดี ยอมลงทุนในการศึกษาให้ผม การได้มาเรียนที่นี่ก็แสดงให้คุณพ่อคุณแม่ผมเห็นด้วย ว่าที่ท่านพยายามมาทั้งหมดไม่สูญเปล่า

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรมาที่สุดเกี่ยวกับชีวิตที่อเมริกา

ชอบ

  • ความเสรีทางความคิดบนกรอบของการให้เกียรติผู้อื่น การพยายามเข้าใจว่าคนที่คิดต่างทำไมถึงคิดต่างจากเรา และ emphatize มุมมองนั้นๆ
  • การมองคุณค่าความเป็นคนที่ความคิดและการกระทำ ไม่ใช่ผ่านสีผิว ฐานะ น้ำหนัก หรือ ศาสนา
  • ธรรมชาติ และกิจกรรมภายนอกต่างๆ เดินเขา ปิกนิค ปิ้ง barbeque เทศกาลดนตรี หรือ farmer market
  • Amazon Prime ซื้ออะไรมาถึงบ้านภายในสองวัน ซื้อของไม่จำเป็นมาเยอะมากครับ

ไม่ชอบ

  • ความ independent ของคนครับ เราคนเอเชียก็จะติดไปไหนเป็นกลุ่มทำอะไรเป็นกลุ่ม ซึ่งคนที่นี่ไม่คิดว่ามันจำเป็นขนาดนั้น ตอนแรกก็จะไม่ค่อยชิน
  • อาหารที่มีคุณภาพและไม่เสียสุขภาพราคาแพงมากๆ อาหารที่นี่ชีสเยอะ แป้งเยอะ และส่วนใหญ่เป็น processed food ครับ
  • หาอาหารไทยที่ authentic ยากมากๆครับ อยากกินกะเพราก็เจอแต่โหระพาตลอด หาซื้อวัตถุดิบบางอย่างก็ยากครับ จะทำเองก็เลยไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่

Q: Quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

“Twenty years from now you will be more disappointed by the things that you didn’t do than by the ones you did do. So throw off the bowlines. Sail away from the safe harbor. Catch the trade winds in your sails. Explore. Dream. Discover.” – Mark Twain

ผมยึดถือ quote นี้ในการใช้ชีวิตมาตลอดครับ เวลาเราอยากทำอะไรก็จะให้ตัวเวลาตัวเองนั่งคิดว่าอยากจริงสิ่งนี้ๆหรือเปล่า ถ้ามองกลับมาในอนาคตแล้วไม่ได้ทำจะผิดหวังกับตัวเองไหม ถ้าคำตอบคือใช่กับใช่ผมก็จะลงมือทำครับ เพราะส่วนตัวเป็นคนขี้กลัวและขี้เกียจ ชอบอยู่ใน comfort zone ของตัวเอง quote นี้ทำให้ผมอดทนเตรียมตัวสอบและมาเรียนที่นี่ได้ครับ

Q: อื่นๆที่อยากแชร์ให้เป็นประโยชน์กับคนไทยด้วยกัน

ให้เชื่อมั่นในตัวเองครับ อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ หรือไม่มีหนทาง ถ้าสิ่งที่เราอยากทำมันดูยาก ก็แยกโจทย์นั้นออกมาแล้วทำทีละนิด อย่างตอนผมสอบ GMAT รอบแรกแล้วได้คะแนนน้อยมากก็มานั่งดูทีละส่วนว่าเราต้องพัฒนาตัวเองตรงไหน แล้วก็ค่อยๆทำไปเรื่อยๆ ผมคนอื่นเสมอว่าผมไม่ใช่คนเก่งแต่ผมแค่ดื้อและถึก ส่วนถ้าคิดว่าไม่มีหนทาง ก็ถามคนรอบข้าง คุยกับคนอื่นเยอะๆครับ หนทางมีแต่รอให้เราค้นพบมัน อย่างผมรู้ว่าตัวเองคงไม่มีทุนมาเรียน MBA ที่ต่างประเทศ ก็ค่อยๆหาทางมาจนพบว่ามีทุนปริญญาโทที่ทางกสิกรให้ครับ เมื่อเราประสบความสำเร็จกับเป้าหมายของแล้วก็อย่าลืมขอบคุณคนรอบข้างที่ช่วยเรามาตลอดทางครับ

Facebook Comments