พิชญ์ Transman คนเก่งจากไทย! สู่งาน designer ในออสเตรเลีย

0
2610

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผมชื่อพิชญ์ รสานนท์ เรียนจบปริญาตรีด้าน Communication Design จาก RMIT University ที่เมลเบิร์น และปริญาโทด้าน eBusiness Technology จาก Carnegie Mellon ที่อเมริกา หลังจากเรียนจบโท ผมได้งานเป็น UX/UI Designer กับบริษัท Software Consultancy ที่ San Francisco 

 

หลังจากทำงานได้สองปี ผมก็กลับไปเปิดสตูดิโอกับเพื่อนที่ไทย แล้วพอตอนปลายปี 2015 ผมตัดสินใจกลับมาออสเตรเลียอีกรอบด้วย Work and Holiday Visa แล้วก็ยื่นขอ PR ในแบบของ skilled visa รวมๆแล้วก็อยู่ออสเตรเลียรอบนี้มาได้เกือบ 4 ปีแล้วครับ 

 

โดยในส่วนของการทำงานที่นี่ ผมก็ยังคงทำในสายงาน Technology ทางด้าน UX/UI หรือ Digital Product Design ครับ โดยเริ่มต้นจากเป็น Contractor ให้กับบริษัท Start Up ก่อนจะได้งานประจำ กับบริษัท Software ที่เป็น EdTech ทำมาเกือบ 3 ปี จนล่าสุดเพิ่งได้งานกับทาง Telstra เมื่อต้นเดือนพฤษภา ที่ผ่านมาครับ

Q: กว่าจะมาได้งานกับ Telstra นี่เราต้องผ่านอะไรมาบ้างคะ

คือต้องบอกตรงๆเลยว่า ผ่านมาเยอะมากกกกกกกกกก 555 คือกว่าจะมาได้งานที่ Telstra เนี่ยผมตั้งใจสมัครงานอยู่เป็นปี คือตอนนั้นผมทำงานเป็น Senior Product Designer อยู่ที่ ClickView ซึ่งเป็นบริษัทขนาดเล็ก แล้วอันที่จริงตอนนั้นเรื่องงานก็ Happy มากนะ เราทำผลงานได้ดี เพื่อนๆที่ทำงานทุกคนยอมรับในฝีมือเรา แต่พอมาถึงจุดนึงผมก็คิดอยากลองไปทำงานในบริษัทที่มันใหญ่ขึ้น เพราะตั้งแต่ทำงานมาหลายปียังไม่เคยได้ทำงานในบริษัทใหญ่ๆเลย

ผมก็เลยไล่สมัครงานรัวๆ ไม่ว่าจะเป็นพวกแบงค์ต่างๆ, News Corp, Woolworth, Atlassian, PWC, งาน government ซึ่งเอาจริงๆก็ถูกเรียกไปสัมภาษณ์เป็น 10 ที่อยู่เหมือนกัน บางที่สัมภาษณ์ไป 3-4 รอบนึกว่าจะได้แล้วก็ไม่ได้ จนบางทีก็มีท้อเหมือนกัน แต่ระหว่างที่เราได้สัมภาษณ์ไปเรื่อยๆ เราก็พยายามหาข้อบกพร่องของเรา พยายามเรียนรู้เทคนิคการสัมภาษณ์แบบต่างๆ อย่างนึงที่เจอก็คือ บางบริษัทจะมีรอบสัมภาษณ์ที่เป็น behavioural Interview เราก็พยายามซ้อม พยายามเตรียมตัวให้มากที่สุด

จนสุดท้ายได้เรียกสัมภาษณ์กับ Telstra ซึ่งมี 3 รอบด้วยกัน มี phone screening, onsite behavioural interview แล้วก็ Whiteboard Excercise ซึ่งผมก็พยายามเตรียมตัว ซ้อมตอบคำถาม ซ้อมแก้โจทย์ Whiteboard Excercise… อ้อแล้วก็ไปไหว้พระด้วย 555 แล้วก็สรุปว่าได้งาน ในตำแหน่ง Product Designer ซึ่งส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าอาจจะจังหวะหรืออะไรมันพอดีกันด้วย เพราะอันที่จริง Requesting Salary ที่ผมใส่ไปกับ Telstra เนี่ยเยอะสุดตั้งแต่เคยสมัครงานมาเลย แล้วก็ได้ตามที่ขอไป แถมหลังจากรวม super และ bonus ที่อาจจะได้ มันมากกว่าที่ผมตั้งใจไว้ทีแรกด้วยซ้ำ

Q: ขอทิปสำคัญๆสำหรับคนไทยที่กำลังหางานในต่างประเทศ (หลายๆคนกลัวว่าวีซ่าเราคงหางานไม่ได้ หรือ เราเป็นคนไทย…เค้าคงไม่ต้องการ หรือ พูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง เป็นต้น)

การหางานเนี่ย อย่างแรกเลยเราต้องเซ็ท Goal ก่อน ว่าเราอยากทำงานอะไร ทำบริษัทแบบไหน จากนั้น เราก็ต้องเขียน Resume ให้เหมาะกับงานที่เราต้องการ ตัวผมให้ความสำคัญกับ resume มากๆ แก้แล้วแก้อีกอยู่หลายรอบ เพราะผมคิดว่ามันเป็นตัวชี้ชะตาเลยว่าเราจะถูกเรียกสัมภาษณ์มั้ย Recruiter วันนึงๆ อ่าน resume เยอะมาก เราจะสามารถทำยังไงให้เค้าสนใจในตัวเรา หลังจากการ skim though แค่ไม่กี่วินาที หลังจากถูกเรียกสัมภาษณ์ก็ต้องซ้อม และเตรียมตัวให้มากๆ พยายามจำลองสถานการณ์ดูว่าถ้าเค้าถามอะไรมา เราจะตอบอะไร

แต่ที่สำคัญที่สุดเลยคือ เราต้องไม่ยอมแพ้ อย่ากลัวที่จะสมัครงานซ้ำๆในที่เดิมๆ อย่าง Telstra เนี่ยผมก็สมัครมา 2-3 รอบกว่าจะถูกเรียก ยิ่งบริษัทใหญ่ เค้ามี recruiter เป็นสิบเป็นร้อยคน เราไม่โดนตาคนนึง อีกคนเค้าอาจจะสนใจเราก็ได้ อีกอย่างที่ช่วยได้มากๆคือการใช้ Linkedin ให้เป็นประโยชน์ ขอเพื่อนร่วมงานให้เขียน recommendation ให้เรา ใส่ข้อมูลให้มากที่สุด คือสิ่งพวกนี้มันจะช่วยให้เราไปสะดุดตา recruiter ได้ การหางานเราห้ามกลัวครับ ลองสมัครไปเลย อย่างน้อยถ้าสมัคร มีแค่ได้ กับ ไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่สมัครเนี่ย มีแค่ไม่ได้อย่างเดียวเลย

Q: นอกเรื่องหางานนิดนึง พี่พิชญ์เป็นอีก transman ที่ได้ออกมาเปิดเผยตัวตนเมื่อปีที่แล้ว และเผือหลายๆคนจะยังไม่รู้จักคำว่า Transman

Transman หรือ Transgender หรือคำภาษาไทยคือบุคคลข้ามเพศก็คือ คนที่เพศกำเนิดไม่ตรงกับจิตใจ ถ้าอย่างในตัวผมเองก็คือ เกิดมาเป็นผู้หญิงแต่ว่ามีความรู้สึกต่อต้านในร่างกายและสรีระที่เป็นผู้หญิง และต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สอดคล้องกับจิตใจที่เป็นชายครับ

Q: การเปิดผยตัวตนว่าเป็น Transman เมื่อปีที่แล้ว…มันต้องใช้ courage มากๆเลย ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ยคะว่าทำไมถึงตัดสินใจอย่างนั้น ทางบ้าน ทางเพื่อน ทั้งออสเตรเลียทั้งที่ไทยให้การสนับสนุนมากน้อยยังไงบ้าง

ก็อันที่จริงเราค่อนข้างรู้ตัวเองมานานพอสมควรแล้วว่าข้างในเราเป็นยังไง แต่แน่นอนว่าเรื่องการข้ามเพศจากหญิงเป็นชายยิ่งในไทยเนี่ยเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้มีแพร่หลายขนาดนั้น ผมก็ทำการศึกษากระบวนการอยู่นานพอดูครับ ราว 4-5 ปีได้ หลังจากมานั่งคิดไปคิดมาก็ได้คำตอบให้กับตัวเองว่า ถ้าวันนึงเราจะต้องตาย เราก็อยากตายในตัวตนที่เราพึงพอใจ

จนมาเมื่อสองปีที่แล้วพอผมได้ PR ปุ๊บก็เริ่มเข้าไปปรึกษาหมอเพื่อเข้าสู่กระบวนการ medical transition หลังจากนั้นพอเวลาผ่านมาซักพักผมก็เริ่มด้วยการ came out กับแฟน ครอบครัว เพื่อนสนิท และเพื่อนที่ทำงานตามลำดับ สำหรับทางที่บ้านโดยเฉพาะคุณแม่ตอนแรกก็เป็นกังวลมากพอสมควร เพราะคุณแม่ห่วงเรื่องสุขภาพและการใช้ชีวิต แต่คุณแม่ก็เข้าใจว่ามันคือสิ่งที่เราต้องการ ส่วนเพื่อนๆที่ไทยนี่ค่อนข้างชิลล์มาก เพราะพอจะเดาๆ ได้บ้างอยู่แล้ว

แต่ที่ค่อนข้างประทับใจมากคือเพื่อนๆที่ทำงานที่นี่ คือทีแรกเลยผมเข้าไปคุยกับปรึกษากับหัวหน้าก่อน ซึ่งหัวหน้าก็ supportive มากๆ นัดให้เราคุยกับ HR ด้วย แล้วเค้าก็ถามว่าเราต้องการจะ come out กับที่ทำงานมั้ย ซึ่งเราก็บอกแพลนไปว่า เราจะเขียน email บอกทุกคน ซึ่งในตัว email ผมก็ใส่ไปว่า ผมตัดสินใจที่จะ transition จากหญิงเป็นชาย ผมเปลี่ยนชื่อใหม่แล้ว และ pronoun ที่ผมใช้ก็คือ he/him หลังจากส่งไปปุ๊บ ผมได้ email กลับมาเป็น 10ๆ ฉบับ บางคนเขียนกลับมา congratulate บางคนเขียนกลับมาขอบคุณที่ผมเลือกที่จะแชร์เรื่องนี้ ตัวผมเองเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยจะพูดอะไรเยอะ พอได้รับกำลังใจแบบนี้ ผมรู้สึกประทับใจมากๆ แล้วมันก็ทำให้ผมคิดได้ว่าคำพูดและการกระทำของคนเรามันมีพลังมากจริงๆ

Q: หลังจากเรา coming out แล้ว มันให้อะไรกับเราบ้าง และตัวเรารู้สึกยังไงบ้าง

ผมรู้สึกว่า ผมเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มั่นใจมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น แฮปปี้มากๆเวลามีคนเรียกชื่อใหม่เรา หรือใช้ pronoun ที่ถูกต้องกับเรา

Q: อยากให้พี่พิชญ์ฝากไว้กับพี่ๆน้องๆที่อยากเปิดเผยตัวตนเหมือนกัน

ด้วยความที่ว่า ทุกๆคนมี ปัจจัยรอบตัวต่างๆกัน การ come out ของทุกคนก็แน่นอนว่าย่อมจะไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจกับตัวเองครับ ให้เวลากับตัวเอง ถามตัวเองว่าเราพร้อมจะ come out รึยัง มันก็เหมือนกับทุกๆอย่างในชีวิตนะ ช่วงที่ยากที่สุดคือช่วงแรกๆเท่านั้น พอเราก้าวข้ามความกลัว ความกังวลไปได้เมื่อไหร่ มันก็จะง่ายขึ้นเอง

Q: อะไรเป็น milestone ชีวิตที่ตัวพี่พิชญ์เองภูมิใจคะ

เรื่องที่ภูมิใจก็คงเป็นเกี่ยวกับการทำงานครับ ยิ่งด้วยความที่เราเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ แต่เพื่อนที่ทำงานยอมรับในฝีมือเรา เวลาเราจะออกจากงานมีเพื่อนเขียนการ์ดให้ ว่าเราเป็นหนึ่งในคนที่ inspired เค้าทั้ง personally และ professionally ซึ่งเราก็ไม่เคยคิดมาก่อนนะว่าเราจะสามารถสร้างแรงบรรดาลใจ หรือมี positive effect กับคนอื่นได้แบบนี้

Q: ช่วยเล่าเรื่องที่พีคที่สุดตั้งแต่มาอยู่ออสเตรเลีย

พีคๆเลยมีสองเรื่อง เรื่องแรกคือรถชน เรื่องที่สองคือถูกทุบรถ 555 ตอนรถชนเนี่ยด้วยความที่ช่วงนั้นเราไม่ได้มีรถเป็นของตัวเอง จะไปเที่ยวทีก็คือเช่ารถเอา นานๆทีได้จับรถที เราก็เลยไม่เคยไปทำใบขับขี่ของที่นี่ ปรากฏว่ารถชนหนักมาก เรียกว่าต้องเรียกรถลากมาเอาไปเลย เราไม่มีใบขับขี่ก็เลยโดนปรับไป 800 กว่าเหรียญ โชคยังดีที่รอบนั้นเพื่อนที่ไปด้วยกันบอกให้ซื้อประกันแบบ full-cover ก็เลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับทางที่เช่ารถ และคู่กรณี หลังจากนั้นไม่กี่วันก็เลยรีบไปทำใบขับขี่เลยครับ

ส่วนเรื่องโดนทุบรถนี่คือตอนไปเที่ยวเพิร์ธ ลงไปถ่ายรูปแล้วกลับมาโดนทุบเฉย ดีที่ของไม่ได้อยู่ในรถเยอะ ก็เลยทุกวันนี้ไปไหนระวังในการทิ้งของไว้ในรถมาก ถึงเราจะคิดว่าที่นี่เป็นประเทศที่ปลอดภัย แต่ยังไงเราก็ต้องระวังตัวให้มากๆอยู่ดี

Q: หากนำวัฒนธรรมดีๆ/ค่านิยมดีๆที่ออสเตรเลียกลับไปพัฒนาประเทศไทยได้ 1 สิ่ง…สิ่งนั่นจะเป็นอะไร

ชอบในความเปิดกว้างและการ Respect ความคิดเห็น และตัวตนของกันและกัน รวมไปถึงการเปิดรับและให้สิทธิ์ในความเท่าเทียมของทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็นคนต่างเชื้อชาติ ต่างวัย หรือในกลุ่มของ LGBTQ ด้วย ยกตัวอย่างเช่นการ legalised same-sex marriage หรือ การยอมให้บุคคลข้ามเพศสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับออสเตรเลีย

ชอบ

  • อากาศหนาว แฮปปี้มากเวลาได้ใส่เสื้อกันหนาว
  • การ respect ในความแตกต่าง
  • โอกาสในการทำงานในสายงานที่ไม่ได้รับความนิยมในเมืองไทย และรายได้ที่สมน้ำสมเนื้อ

ไม่ชอบ

  • ต้องอยู่ไกลบ้าน ไกลครอบครัว
  • เวลาหิวดึกๆ หาของกินข้างนอกลำบาก
  • ค่าบ้าน ที่แพงลิบลิ่ว T_T

Q: อื่นๆที่อยากจะบอกกับคนไทยด้วยกัน (ถ้ามี)

อย่ายอมแพ้กับอะไรง่ายๆ บางครั้งเราอาจจะเจออุปสรรคบ้าง ล้มบ้าง แต่ก็ขอให้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดแล้วเอามาพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะคำว่าพยายามไม่เคยทำร้ายคนที่ตั้งใจ

Facebook Comments