กระจิบ เหตุผลที่คนเป็นแอร์มักต้อง “ดูดี” และมี Skill สูง?

0
3317

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อ ณปภัช ธรรมเบญจชัย ชื่อเล่น กระจิบค่ะ ความจริงจะบอกว่าเป็นชื่อเล่นก็ไม่เชิง เพราะว่าชื่อกระจิบเป็นชื่อแรกที่คุณพ่อแจ้งเกิดไว้ในสูติบัตรเลยค่ะ 55555 เกิดจากการสื่อสารผิดพลาดของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ หลังจากนั้นคุณพ่อคุณแม่เลยไปขอแจ้งเปลี่ยนชื่อใหม่ค่ะ

จบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เอกธุรกิจการบิน (หัวหิน) ค่ะ ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์มาเกือบ 7 ปีค่ะ แล้วก็ลาออกมาเมื่อปีที่แล้ว (2018) เพื่อมาศึกษาต่อ MBA ที่ Northumbria University ค่ะ

ปัจจุบันเรียนเทอมสุดท้ายซึ่งเป็นเทอมที่ต้องทำ Dissertation ส่งอาจารย์ ก็เป็นจังหวะประจวบเหมาะกับที่จำเป็นจะต้องย้ายมาอยู่ที่บริสเบนค่ะ พอย้ายมาอยู๋ที่บริสเบนก็โชคดีมากๆ ค่ะที่ได้มีโอกาสรู้จักคุณเจี๊ยบเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Christie & Co. Property Group คุณเจี๊ยบได้ชักชวนให้เข้ามาทำงานตำแหน่ง Customer Relation Manager ค่ะ ปัจจุบันทำงานที่บริษัทนี้ได้ 2 เดือนกว่าแล้ว ณ จุดนี้ต้องขอขอบคุณคุณเจี๊ยบมากๆ เลยค่ะ ที่มองเห็นศักยภาพของเราและเปิดโอกาสให้เราได้เข้ามาทำงานในบริษัท

งานนี้เป็นงานที่ต้องบริการลูกค้ารวมทั้งต้องคอยประสานงานกับฝ่ายอื่นๆ ในสายงานอสังหาริมทรัพย์ รวมถึง Builder และ Developer ชื่อดังของบริสเบนค่ะ จะว่าไปแล้วงานนี้ก็ถือว่าท้าทายมากสำหรับเรา แต่ก็ถือว่าเป็นงานที่ค่อนข้างสนุกด้วยเช่นกันค่ะ ได้เรียนรู้การทำงานในด้านอสังหาริมทรัพย์แบบมืออาชีพจากคุณเจี๊ยบ เจ้าแม่อสังหาริมทรัพย์ของบริสเบน

Q: ตั้งแต่แรกเริ่มอะไรจุดประกายให้พี่กระจิบอยากทำงานเป็น flight attendant คะ

หากจะให้ย้อนไปถึงการทำงานในตำแหน่ง Flight Attendant อะไรที่จุดประกายให้อยากทำอาชีพนี้นั้น เริ่มต้นจากความที่มีใจรักในการท่องเที่ยวค่ะ ทุกปิดเทอมจะได้มีโอกาสกลับบ้านคุณยายที่ต่างจังหวัด คุณแม่ก็จะพาแวะพักและท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆ เสมอ เราชอบที่จะได้ไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตา ได้เห็นสถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ซึ่งมันตื่นตาตื่นใจมากสำหรับเรา ช่วงที่เรียนหนังสือนั้นเวลาโรงเรียนหรือชุมชนมีงานอะไรมักจะถูกคุณแม่และคุณครูผลักดันให้เข้าร่วมเสมอ เลยไม่ค่อยเขินอายเวลาต้องเข้าร่วมกิจกรรมกับผู้อื่น เป็นเด็กกิจกรรมตลอด ชอบอยู่ท่ามกลางผู้คนร่วมกันทำกิจกรรมและมันสนุกไม่รู้สึกเบื่อกับตรงนั้นเลย

ช่วงวัยเด็ก เด็กๆ หลายๆคนอาจจะใฝ่ฝันว่าอยากเป็นคุณหมอ อยากเป็นคุณครู อยากเป็นพยาบาล แต่เรามุ่งมั่นไว้เลยว่าอยากเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ถึงขนาดว่าช่วงจบ ป.6 เราเขียนสมุด friendship บอกเพื่อนทุกคนว่าฉันจะเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินนะ เพราะมันคงไม่มีอาชีพไหนที่สามารถท่องเที่ยว ได้ไปหลายประเทศขนาดนี้ แถมยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมและกิจกรรมของผู้คนในแต่ละประเทศซึ่งมันเป็นเป็นอะไรที่น่าสนใจสำหรับเรามาก

อีกหนึ่งสาเหตุที่จุดประกายให้เราพุ่งเป้าไปที่งานนี้จริงๆคือเรื่องรายได้ที่ค่อนข้างสูงมากสำหรับเราในตอนนั้น เพราะเราเป็นเด็กต่างจังหวัดและไม่ได้เติบโตมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยอะไร ดังนั้นจึงคิดทบทวนว่าในอาชีพไหนตอบโจทย์เราเรื่องรายได้มากที่สุด อาชีพไหนที่เราจะสามารถดูแลครอบครัวได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นจึงมาลงเอยด้วยอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นคำตอบสุดท้ายค่ะ

หลังจากนั้นจึงมุ่งมั่นที่จะเรียนธุรกิจการบินให้ได้เพื่อจะทำฝันตัวเองให้เป็นจริง และก็คิดว่าอย่างน้อยหากคุณสมบัติไม่เพียงพอที่จะสมัครงานนี้ได้ทันทีหลังเรียนจบ คณะนี้ก็ยังสามารถต่อยอดให้เราได้ทำงานเกี่ยวกับสายการบินในด้านอื่นๆ จนกว่าเราจะเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์พอที่จะสมัครงานพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินได้

Q: กว่าจะได้มาเป็นแอร์จริงๆ…พี่กระจิบผ่านอะไรมาบ้างคะ ยากมั๊ยคะ

ถามว่ายากไหม ตอบเลยว่าไม่ยากสำหรับคนที่เตรียมตัวค่ะ ถามว่าเคยตกรอบไหม “เคยแน่นอน” เพราะอาชีพนี้เป็นอะไรที่แข่งขันกันสูงมากสำหรับผู้หญิงไทย ดูได้จากการที่เราไปสมัครในแต่ละครั้งตอนนั้น สายการบินใหญ่ๆ มีผู้สมัครพร้อมกันทีเดียว 4,000 คน เราไปยื่นเอกสารตอน 8 โมงได้สัมภาษณ์ตอน 3 ทุ่มก็มี จะไปทานข้าวที่ไหนก็ไม่กล้าเพราะกลัวเค้าเรียกสัมภาษณ์ จะเอาอาหารมากินตอนนั่งรอก็กลัวเค้าตัดคะแนน ได้แต่แอบเอาแซนวิชไปกินในห้องน้ำแล้วก็นั่งจิบน้ำรอเรียกสัมภาษณ์ทั้งวัน

ตอนนี้ทราบว่าระบบการเรียกสัมภาษณ์เปลี่ยนไปแล้วค่ะ ทางสายการบินจะให้ผู้สมัครส่งใบสมัครออนไลน์ไปก่อนแล้วก็คัดกรองผู้สมัครที่ผ่านคุณสมบัติก่อนหนึ่งรอบ ก่อนที่จะส่ง Invitation เพื่อเรียกมาสัมภาษณ์เป็นรอบๆ ซึ่งทำให้ค่อนข้างจะเร็วและเป็นระบบ

Q: แล้วภาษาอังกฤษต้องระดับไหนถึงเป็นแอร์ได้อ่ะคะ

ภาษาอังกฤษต้องระดับไหนนั้น ต้องเป็นระดับที่สามารถฟัง พูด อ่าน เขียนได้ค่ะ เพราะเป็นงานที่ต้องอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมงานหรือผู้โดยสารที่มาจากหลายชาติหลายภาษา แต่ละสายการบินจะมีวิธีทดสอบความสามารถด้านภาษาต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่มีส่วนหนึ่งที่เหมือนกันคือโดยส่วนใหญ่ผู้สมัครจะต้องสอบ IELTS ให้ผ่านในระดับที่ทางสายการบินกำหนด และต้องนำผลการสอบมาเป็นเอกสารที่ใช้ในการยื่นสมัครงานด้วยค่ะ บางสายการบินแถบตะวันออกกลางก็จะมีให้เขียน Essay ตามหัวข้อที่เค้ากำหนดเพื่อทดสอบความสามารถด้านภาษานอกเหนือจากการสอบสัมภาษณ์ตัวต่อตัวหรือทำ Group Discussion

Q: มันต้องสวย สูงยาว เข่าดี เหมือนที่เค้าว่ามั๊ยคะ

หากจะถามว่าต้องสูงยาวเข่าดีไหม ตอบเลยว่าจำเป็นค่ะ อาชีพนี้เป็นอาชีพบริการที่เป็นหน้าตาให้แก่สายการบิน บุคลิกภาพจึงเป็นปัจจัยหลักอีก 1 ปัจจัยในการคัดเลือกพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

บางสายการบินเป็นสายการบินประจำชาติซึ่งแน่นอนว่าตำแหน่งนี้อาจจะต้องเป็นสื่อกลางที่แสดงให้เห็นความสวยงามของวัฒนธรรมในชาตินั้น ชุดยูนิฟอร์มก็คือชุดประจำชาติ ดังนั้นการคัดเลือกผู้ที่จะได้สวมใส่ชุดนั้นจะต้องเป็นคนที่มีบุคลิคภาพที่ดีในการ Present ชุดที่สวมใส่ ดังนั้น อายุ รูปร่าง หน้าตา บุคลิกการเดิน ความสะอาดและสวยงามของเล็บมือเล็บเท้าต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดค่ะ ตัวกระจิบเองเคยตกรอบการสมัครสายการบินใหญ่ครั้งหนึ่งเนื่องจากเป็นสิวกลางหน้าผากมาแล้วค่ะ มันคือเรื่องจริงที่แสนเจ็บปวดใจ (T_T)

Q: ขอทิปเด็ดๆสำหรับอยากเป็นแอร์หน่อยได้มั๊ยคะ

“ไม่มีอะไรที่ยากเกินความตั้งใจของเราค่ะ”

ขอท้าวความก่อนว่า ก่อนหน้านี้เคยตกรอบ 2-3 ครั้ง เพราะน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์บ้าง (สำหรับสายการบินตะวันออกกลาง) ตอนช่วงเช้าชั่งน้ำหนักต่อหน้ากรรมการแล้วเราผ่านเกณฑ์คือดีใจมาก (เป็นเพราะเราดื่มน่ำ 1 ลิตรก่อนไปยื่นใบสมัคร) พอตกบ่ายเข้าห้องน้ำ ไม่ทราบว่าจะมีการชั่งน้ำหนักอีกรอบ คราวนี้ก็ตกรอบตามระเบียบเพราะน้ำหนักขาดไป 5 ขีด ตอนนั้นได้แต่คิดบ่นในใจว่าทำไมๆๆๆๆ แค่ 5 ขีดเองทำไมไม่ปล่อยเราไป อยากได้หุ่นอวบอั๋นเป็นโอ่งขึ้นไปทำงานบนเครื่องทำไมไม่บอกกันดีๆ -*-

หลังจากนั้นก็สมัครสายการบินประจำชาติสายหนึ่งแล้วก็อย่างที่บอกค่ะ ตกรอบตรวจผิวเพราะสิวกลางหน้าผาก ตอนนั้นแอบท้อใจแหละเพราะช่วงนั้นยากมากที่จะเพิ่มน้ำหนักตัวเองเพื่อไปสมัครสายตะวันออกกลาง (ต่างจากตอนนี้แค่หายใจเข้ากระดุมเสื้อก็แทบกระเด็นแล้วค่ะ 5555555) พอจะสมัครสายเอเชียก็เป็นสิวอีก (แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม เลือกให้ไม่เป็นสิวได้หรือเปล่า T_T )

ความท้อแท้สิ้นหวังทำให้ปิดโอกาสตัวเองในการสมัครแอร์ไปเกือบ 2 ปีค่ะ ระหว่างนั้นก็ทำงานอื่นไปพลางแต่ยังอยู่ในสายงานการบินคือทำตำแหน่ง Ticketing and researvation ประจำสายการบิน Jet Airways ประมาณ 1 ปีค่ะ แต่จู่ๆ โชคชะตาก็พัดพาให้ได้รู้จักเพื่อนใหม่ 2 คน ทั้งคู่อยากจะบินไปสมัครแอร์ที่สิงคโปร์และหาคนช่วยหารค่าห้องพักค่ะ เค้าเลยมาชักชวนเราให้ไปสิงคโปร์ด้วยกัน

ตัวเราเองคิดอยู่แล้วว่าถึงไปสมัครก็คงไม่ได้รับคัดเลือก แต่อยากมาเที่ยวสิงคโปร์เพื่อเปิดหูเปิดตามากกว่า เลยติดสอยห้อยตามเพื่อนไป แต่พอไปถึงแล้วไหนๆ ก็ไหนๆ ไปสมัครงานเป็นเพื่อนกันดีกว่า เพราะอยากรู้ว่าสายการบินนี้มีเกณฑ์อะไรในการรับสมัคร บรรยากาศเป็นยังไง คิดซะว่าไปดูงาน 5555 แต่ดันไปจับพลัดจับถูได้เข้าไปถึงรอบสุดท้ายคือทำ Group Discussion และกรรมการชี้มาที่เราให้เราเริ่มพูดคนแรก ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออก พูดตะกุกตะกัก ไม่มีความรู้ในหัวข้อที่กรรมการตั้งมาเลย (ทั้งหมดทั้งมวลพูดตามตรงว่าโทษใครไม่ได้เป็นเพราะว่าเราไม่ได้ทำการบ้านหรือเตรียมตัวอะไรมาเลยจริงๆ คิดแค่ว่าไปเป็นเพื่อนกันแค่นั้นและยังไงๆ ก็คงไม่ได้รับคัดเลือกอยู่แล้ว) พอออกมาจากห้องสัมภาษณ์ด้วยอาการงง กรรมการให้เจ้าหน้าที่มาบอกว่าอยากให้เรามาสมัครอีกครั้งในรอบถัดไปที่จะเปิดรับในอีกเร็วๆนี้ ตอนนั้นมีหลายความรู้สึกในใจมาก งง ดีใจ สับสน แต่ไม่เสียใจเลยนะคะที่ตกรอบเพราะเราไม่ได้เตรียมตัวมาจริงๆ ดีใจมากด้วยซ้ำว่าการที่เค้าฝากเจ้าหน้าที่มาบอกนั่นคือเค้าอยากให้โอกาสเราได้แก้ตัวแล้ว

Q: แก้ตัวครั้งนี้ พี่กระจิบเตรียมตัวอะไรบ้างคะ

ตอนนั้นเริ่มเข้าห้องสมุดทุกวันใน 2 เดือนนั้นเพื่อบังคับตัวเองให้เตรียมตัว ลิสคำถามทั้งหมดที่คิดได้แล้วค้นคว้าเพิ่มเติมว่าเค้าน่าสัมภาษณ์เกี่ยวกับอะไรจนลิสมาได้ 70 กว่าข้อ หลังจากนั้นก็นั่งคิดคำตอบทีละข้อที่เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดแล้วก็แปลเป็นภาษาอังกฤษ เสร็จเรียบร้อยก็ส่งคำถามไปให้เพื่อนที่อยู่อเมริกาช่วยดูช่วยแปลให้ด้วยตามหลักไวยกรณ์ (ต้องกราบขอบคุณอลิสมากๆ ที่สละเวลาทำให้นะจ๊ะ) หลังจากนั้นก็ทำความเข้าใจกับคำถามคำตอบเพื่อไม่ให้ตัวเองประหม่าในการตอบ มีโทรไปหาพี่คริส รุ่นพี่ที่เป็นสจ๊วตสายการบินตะวันออกกลางท่านหนึ่งให้ช่วยติช่วยแนะคำตอบให้เหมาะสมและดูดี

พอถึงเวลาบินไปสมัครอีกครั้งที่สิงคโปร์ซึ่งได้เตรียมพร้อมมาอย่างเต็มที่ ตามคาด เราผ่านเข้ารอบสุดท้าย แต่ก่อนที่จะเดินออกจากห้องสัมภาษณ์รอบสุดท้าย กรรมการถามมาคำหนึ่งว่า เราไม่รู้หรอว่าเดือนหน้าจะเปิดรับสมัครที่ไทย ทำไมถึงต้องบินมาสมัครถึงสิงคโปร์ ในจุดนั้นเราบอกกรรมการไปว่า “ฉันได้ Invitation ให้ไปสัมภาษณ์ที่ไทยแล้ว เท่ากับว่าตอนนี้ฉันมีโอกาสในมือ 2 ครั้งคือครั้งนี้ที่สิงคโปร์และอีกครั้งที่ไทย ฉันคิดว่าฉันไม่อยากพลาดโอกาสแม้แต่ครั้งเดียวที่จะได้ร่วมงานกับคุณและไม่เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องทิ้งโอกาสใดโอกาสหนึ่งไปโดยเปล่าประโยชน์ ถ้ารอบนี้คุณรับฉันเข้าทำงานก็ถือว่าฉันโชคดีไม่เสียแรงที่บินมาถึงสิงคโปร์ แต่หากคุณไม่รับฉันเข้าร่วมงานก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงๆ คุณก็ต้องได้เจอฉันที่ไทยในเดือนหน้าอีกอยู่ดี” (พูดง่ายๆ คือจะตื้อคุณจนกว่าคุณจะรับฉันเข้าทำงานนั่นแหละ)
สุดท้ายมีเจ้าหน้าที่เดินมายื่นเอกสารให้พร้อมกับนัดตรวจร่างกายในวันถัดไป นั่นแปลว่าในที่สุดฉันก็ได้งานนี้แล้ว เย้ๆๆๆๆ (ดีใจมากกกกกประหนึ่งว่าตัวเองได้ตำแหน่งนางสาวไทย 55555) เชื่อไหมว่าทุกวันนี้ยังไม่แน่ใจว่าได้งานนี้มาด้วยความสามารถของตัวเองหรือเป็นเพราะกรรมการอยากตัดรำคาญ 5555555

Q: ช่วยเล่าเรื่องที่พีคที่สุดที่เจอมาในการทำงานเป็นแอร์

คงจะเป็นเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเราขณะทำงานค่ะ เพราะงานนี้ต้องบริการผู้โดยสารบนเครื่องบิน ต้องเข็ญรถเสิร์ฟอาหารที่หนักมากเพราะทำจากเหล็ก ขณะที่กำลังเสิร์ฟอาหารไฟลท์ซิดนี่ เราเข็ญรถเข็ญเสิร์ฟอาหารหลักในเมนู ส่วนเพื่อนร่วมงานเข็ญอีกคันเพื่อเสิร์ฟอาหารมังสวิรัต การเข็ญรถเสิร์ฟอาหารบนเครื่องนั้นต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่างมากเพราะช่องทางเดินแคบ หากเข็ญไม่ดีอาจจะชนแขนหรือขาผู้โดยสารที่นั่งริมทางเดินได้

เพื่อนร่วมงานคนนี้ยังเป็นเด็กใหม่ที่บินได้ไม่ถึงเดือนและยังประหม่าในการเสิร์ฟอาหาร จึงทำให้เค้าไม่ทันสังเกตว่าเราเข็นรถอยู่ด้านหน้าและกำลังก้มหยิบถาดอาหารเพื่อเสิร์ฟผู้โดยสารอยู่ การเข็ญรถที่มีน้ำหนักขนาดนั้นอย่างรวดเร็วของเพื่อนร่วมงานโดยที่ไม่ทันสังเกตว่าเราอยู่ข้างหน้าทำให้ชนหลังเราอย่างแรงจนเราล้มลงไปกองกับพื้น หัวหน้าและ Inflight Manager ต่างตกใจและรีบเข้ามาช่วยพยุงเรา สั่งให้หยุดทำงานพร้อมกับตรวจสภาพร่างกายและให้เราไปนั่งพักที่ที่นั่งผู้โดยสารชั้น First Class และปิดประตูที่นั่งเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจแก่ผู้โดยสารท่านอื่น

พอเครื่องบินลงจอดก็ให้นั่งวีลแชร์มารับตรงไปหาหมอทันที โชคดีมากที่ไม่ได้โดนจุดสำคัญ หรือโดนเส้นประสาท คุณหมอสั่งให้หยุดบินและพักฟื้นทั้งหมด 4 วันค่ะ ตอนนั้นตกใจมากเหมือนกัน กลัวว่าจะมีปัญหาตรงส่วนหลังที่โดนชน เพราะถ้ามีปัญหาจุดนั้นจริงๆ ทางออกมีแค่ลาออกสถานเดียวเพราะคงไม่สามารถทำงานนี้ต่อไปได้ค่ะ

Q: พี่กระจิบประทับใจและอยากให้คนไทยไปประเทศไหนมากที่สุด เพราะอะไร

โดยส่วนตัวประทับใจกับประเทศญี่ปุ่นค่ะเพราะเป็นประเทศที่บ้านเมืองสะอาด อากาศดี ผู้คนเฟรนลี่ อาหารอร่อยมากกกก ทุกอย่างมีความมุ้งมิ้งน่ารัก และเก็บรายละเอียดในทุกสิ่งทั้งในเรื่องอาหารการกิน Lifestyle การใช้ชีวิต การบินไปทำงานงานไฟลท์ญี่ปุ่นสำหรับลูกเรือเรียกได้ว่าทุกคนเต็มใจที่จะบินฟรีกันเลยทีเดียว เพราะเงินค่าบินส่วนใหญ่ของไฟลท์นี้จะหมดไปกับเรื่องชอปปิ้งขนมนมเนย เครื่องสำอาง หรือตามกินของอร่อยขึ้นชื่อตามแหล่งต่างๆ เปรียบกันว่าที่นี่คือเมืองละลายทรัพย์ของนักกินนักชอปอย่างแท้จริง

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตแอร์

สิ่งที่ชอบในอาชีพนี้คือ ทำให้เรากลายเป็นคนมีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลามากกก (อันนี้ภูมิใจจนต้องอวดค่ะ) มีความรับผิดชอบ มีความละเอียดเห็นออกเห็นใจคนอื่น มีความสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้พูดชมตัวเองนะคะ แต่มันเป็นสิ่งที่ลูกเรือทุกคนในสายการบินนี้ต้องทำและตัวเราเองก็ทำงานนี้มาถึง 7 ปี จนซึมซับเป็นนิสัยไปในที่สุด (พูดได้เลยว่าผู้ชายไทยอยากมีระเบียบวินัยให้ไปเกณฑ์ทหาร ส่วนผู้หญิงไทยอยากมีระเบียบให้มาบินกับสายการบินนี้ค่ะ 55555)

ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบจะมีหลักๆ เลยคือ “ความเหงา” นี่เป็นสาเหตุต้นๆ ที่สาวๆ ลาออกกันเพราะคิดถึงบ้านและครอบครัว เนื่องจากเราทำงานในองค์กรที่ค่อนข้างใหญ่ ลูกเรือของสายการบินนี้มีมากถึง 8,000-9,000 คน ดังนั้นเพื่อนร่วมงานในแต่ละไฟล์จะไม่ซ้ำหน้ากันเลย กระจิบบินมาเกือบ 7 ปี แต่มีโอกาสได้บินร่วมกับเพื่อนที่เทรนห้องเดียวกันแค่ 3-4 คนจากจำนวน 20 คน บางไฟลท์ใช้เวลาค่อนข้างยาวถึง 11 วันที่เราต้องทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก พอจะเริ่มสนิทกับใครก็จะถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนไปบินไฟลท์ถัดไปแล้ว เพื่อนสนิททั้งหลายต่างคนต่างบิน เวลาแทบไม่ตรงกันเลย โอกาสเจอครอบครัวก็ไม่ได้มีบ่อยๆ เหมือนอาชีพอื่นเพราะเราเบสที่สิงคโปร์ส่วนครอบครัวอยู่ไทย

Q: มี quote อะไรที่สอนชีวิตได้ดีที่สุด

ไม่มีอะไรที่ยากเกินความตั้งใจของเราค่ะ ทุกคนคงได้เห็นแล้วจากเรื่องราวที่เล่ามาข้างต้น

Q: ช่วยแชร์หนังสือที่ทุกคนควรอ่าน 1 เล่ม

ส่วนตัวมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่ชอบมาก นั่นคือ หนังสือเรื่อง Nothing Hill เป็นหนังสือที่ทำให้เราได้ฝึกภาษา ชอบมากจนอ่านจบ 3 รอบ ภูมิใจในตัวเองมากที่สามารถทำได้ ซื้อมาอ่านด้วยความเชื่อที่ว่าอะไรที่มันเริ่มต้นด้วยความชอบของเรา เรามักจะทำมันได้ดีเสมอค่ะ

บอกได้เลยว่าไม่เคยอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้นานหรืออ่านจนจบเล่มมาก่อน แต่เป็นเพราะเราอยากจะพัฒนาตัวเองในด้านภาษา เราจึงต้องพยายามซื้อหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับหนังที่เราชอบมาอ่าน และเพราะหนังสือเล่มนี้เลยจริงๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นและทำให้เราเริ่มอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ เพราะคิดมาตลอดว่ามันยาก เลยไม่ได้ลงมือทำสักที

หลังจากนั้นมาก็เริ่มซื้อหนังสือจากหนังเรื่องอื่นๆ ที่เราชอบตามอ่านมาเรื่อยๆ ได้พัฒนาภาษามากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

Q: ขอทิปสำหรับน้องๆที่อยากทำงานเป็นแอร์ฯกันหน่อยได้มั๊ยคะ

อย่างที่บอกไปตอนที่ว่าไม่มีอะไรที่ยากเกินความพยายามและความตั้งใจของเราค่ะ หากน้องๆ อยากทำงานนี้จริงๆ สิ่งที่น้องๆ ต้องเตรียมตัวคือเรื่องภาษาและบุคลิกภาพ ทุกอย่างเริ่มได้ตั้งแต่ตอนนี้ ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับงานนี้ (นอกจากเรื่องอายุนะจ๊ะ) หาจุดด้อยตัวเองให้เจอ และปรับเปลี่ยนตัวเองให้เตรียมพร้อมเสมอ รู้ว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องผิวพรรณก็เริ่มดูแลผิวพรรณจากวันนี้ แต่หากเหลือเวลาสั้นๆ แค่ 2 เดือนก็ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผิวต้องใสไร้สิว บางคนอาจจะมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง ก็ลองปรับเปลี่ยนวิธีการกินที่จะสามารถช่วยในเรื่องผิวพรรณได้

หากพบว่าตัวเองต้องพัฒนาเรื่องภาษา ก็ไปเรียนเพิ่มเติมได้จากสถาบันต่างๆ หรือฝึกจากการดูหนังหรือ Youtube ภาษาอังกฤษทุกวัน สมัยนี้เป็นอะไรที่ง่ายมาก อยากดูอะไรอยากฝึกตรงไหน ก็ดูได้ในคลิ๊กเดียว

จะสมัครสายการบินไหนควรที่จะค้นคว้าข้อมูลของสายการบินนั้นๆ สายการบินไหนสเป็คเป็นอย่างไร วิธีการสอบขั้นตอนการสมัครเป็นอย่างไร เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ คนสวยไม่น่ากลัวเท่าคนที่มีความพยายามค่ะ เชื่อเถอะว่าสิ่งที่จะได้กลับมาหลังจากที่น้องๆ ได้งานนี้ โอกาสท่องเที่ยวเห็นโลกกว้าง โอกาสที่จะได้ดูแลครอบครัวได้อย่างเต็มที่ น้องๆ จะพบว่ามันคุ้มค่ามากกว่าที่น้องๆได้ลงทุนและเตรียมตัวไปจริงๆค่ะ

“อย่าคิดว่างานนี้มันเป็นเรื่องยากหรือเกินเอื้อมนะคะ ถามใจตัวเองดูก่อนว่าตัวเองได้ลงมือทำแล้วหรือยัง”

Facebook Comments