บีบี บทเรียนชีวิต Salaryman ดีๆที่ได้จากการอยู่ญี่ปุ่น 6 ปี!

0
2029
บีบี บทเรียนชีวิต Salaryman ดีๆที่ได้จากการอยู่ญี่ปุ่น 6 ปี!

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อบีบีค่ะ เรียนจบปริญญาตรีด้านการบริหารจัดการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ที่ Ritsumeikan Asia Pacific University จังหวัดโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น หลังจากเรียนจบได้มีโอกาสไปทำงานในบริษัทวิจัยการตลาดดูแลโปรเจ็คการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์เทรนด์ตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ Consumer Goods ที่เมืองโตเกียวประมาณสองปี รวมแล้วใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นทั้งหมด 6 ปี

ปัจจุบันย้ายกลับมาทำงานที่บริษัทญี่ปุ่นในเมืองไทยเป็นที่ปรึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรให้กับบริษัทเอกชน แต่ที่ดูแลโปรเจ็คหลักๆจะเป็นบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น จึงได้มีโอกาสไปทำงานญี่ปุ่นอีกเป็นครั้งคราว

Q: เข้าเรื่องกันดีกว่า…บีบีได้เข้าทำงานในบริษัทที่ญี่ปุ่นได้ยังไงคะ

ตั้งแต่ก่อนเดินทางมาเรียนที่ญี่ปุ่น เราได้ตัดสินใจอยู่แล้วว่าพอเรียนจบแล้วจะทำงานต่อที่ญี่ปุ่นสักพักเพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นจริงๆ คนญี่ปุ่นเป็นคนซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย และไม่ย่อท้อ ประเทศไทยเองก็ได้มีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนเยอะ

เราตั้งใจว่าจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่นี่ให้เต็มที่แล้วนำกลับมาพัฒนาต่อที่เมืองไทย ประจวบเหมาะกับตอนอยู่ปี 3 ได้ทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น (MEXT: Monbukagakusho ) ให้เข้าโครงการ Global Business Leader Program เป็นโอกาสที่ได้รู้จักกับวัฒนธรรมและการทำงานในบริษัทญี่ปุ่นมากขึ้น

พอได้ได้คุยกับนักธุรกิจในสายต่างๆหลายคนทั้งจากบริษัท SME ท้องถิ่นและจากบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าประเทศนี้เขาให้โอกาสกับคนที่มีความพยายามและมุ่งมั่นจริงๆ ครูที่อยู่ในโครงการก็ให้คำปรึกษา ดูแลใกล้ชิดมากๆ ยิ่งสัมผัสเยอะก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่มาเจอกับสังคมที่มีคนดีๆแบบนี้ อยากทำงานต่อที่ญี่ปุ่นเพราะวัฒนธรรมที่เขาให้โอกาสคน และสนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ให้โตขึ้น ตอนสมัครงานเราก็เลยมองที่บริษัทญี่ปุ่นเป็นหลักเลย

Q: ถ้าพูดถึงการสมัครเข้าทำงานในญี่ปุ่น…มันยากมั๊ยคะ

ยากนะ ในญี่ปุ่นเขาจะมีฤดูหางานในแต่ละปี ทุกปีเด็กมหาวิทยาลัยปีสี่ทั่วประเทศจะเริ่มหางานพร้อมกันหมดเลย เพราะฉะนั้นไม่ง่ายเลย บริษัทเขาจะคัดเลือกคนจากทั้ง Resume, Aptitude Test, สอบสัมภาษณ์ , Group Discussion รวมประมาณ 4-5 รอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเขารับคนที่เหมาะกับบริษัทเขาที่สุด

สิ่งที่เราทำได้คือการรู้จักตัวเอง วิเคราะห์ว่าตัวเองมีจุดแข็งอะไร มีค่านิยมอะไร เหมาะไม่เหมาะกับงานแบบไหน และฝึกภาษาญี่ปุ่นให้เราสามารถถ่ายทอดความคิดออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เรากับบริษัทแมทช์กันได้มากที่สุด

Q: ชีวิตในการทำงานที่ญี่ปุ่นเป็นยังไงคะ หนักมั๊ย? การจัดสรรเวลาตัวเองให้กับ work life balance ยังไงบ้าง

ทำงาน 10 โมง เลิกงานประมาณ 2 ทุ่ม บางครั้งถ้าต้องทำงานส่งลูกค้าแล้วงานไม่เสร็จก็จะเลิกประมาณ 4 ทุ่ม แต่ไม่บ่อยนะ ส่วนหนึ่งของความเหนื่อยจะเกิดจากการใช้ชีวิตมากกว่า เช่น เวลาทำงานตอนเช้าเราต้องนั่งรถไฟรอบเช้าที่คนเบียดกันมากๆ เป็นชั่วโมงเพื่อมาทำงาน และตอนเย็นก็อาจจะมีกินเลี้ยงกับที่บริษัทบ้าง หรือเวลาอากาศเปลี่ยนแปลงเราก็จะรู้สึกล้าได้ง่าย

เพื่อให้กระปรี้กระเปร่าตลอดเวลาเรามักจะใช้เวลาในวันทุกวินาทีให้มีความสุขที่สุด อย่างเวลาไปกินเลี้ยงก็ไม่คิดว่าจะต้องไปเพราะเป็นหน้าที่ แต่คิดว่าเราอยากจะไปสนุกกับเพื่อนๆ เวลาขึ้นรถไฟคนเยอะๆเจอเรื่องตลกๆก็ไปเล่าให้เพื่อนฟัง อีกอย่างคือใช้วันหยุดให้คุ้มค่า

ฤดูแต่ละฤดูมีสเน่ห์ไม่เหมือนกัน ฤดูใบไม้ผลิเราจะออกไปดูซากุระในที่ต่างๆ ฤดูร้อนก็ไปเที่ยวทะเล ฤดูใบไม้ร่วงก็ไปหาที่ดูใบไม้ร่วงสวยๆนอกโตเกียว ฤดูหนาวไปเล่นสกี สโนว์บอร์ด หรืออาจจะไปชาร์จพลังงานที่ Art Gallery ไปช้อปปิ้ง เที่ยว Disney Land นอกจากนี้ที่โตเกียวมีอีเว้นท์เยอะมากทุกสัปดาห์ ไม่เคยเบื่อเลย การจัดสรรชีวิตเป็นแบบ work hard, play harder มากกว่า work life balance

Q: ช่วยเล่าเรื่องที่พีคที่สุดที่เจอมาในการทำงานที่ญี่ปุ่น

มีครั้งหนึ่งที่ต้องบินพาลูกค้าไปทำงานดูตลาดที่ฮ่องกง ตอนนั้นเป็นช่วงฤดูหนาวพอดีปรากฏว่า สองวันก่อนหน้ามีข่าวว่าพายุหิมะเข้ากะทันหัน เราต้องแบกกระเป๋าเดินทางเดินฝ่าหิมะไปขึ้นรถไฟ ไปถึงสนามบินปั๊บปรากฏว่าเครื่องบินหลายไฟลต์เริ่มเลื่อนไฟลต์

เรานั่งอยู่ที่สนามบินนั่งใจเต้นลุ้นว่าจะไปได้มั้ย รอที่สนามบินอยู่ประมาณ 8 ชั่วโมง ตอนนั้นคิดแต่ว่าจะต้องไปถึงฮ่องกงก่อนกำหนดเวลางานให้ได้ เพราะว่าถ้าไปไม่ได้ลูกค้าจะต้องไปดูงานเองก่อนหน้าเรา 1 วัน ซึ่งที่ญี่ปุ่นการที่เราไปไม่ทันลูกค้าเป็นเรื่องใหญ่มากๆ ประกอบกับที่เราเลือกไปไฟลต์ก่อนหน้าลูกค้าเพื่อไปเที่ยวก่อนด้วยยิ่งไม่ได้ใหญ่

ตอนนั้นก็ตกลงกับรุ่นพี่คนญี่ปุ่นว่าไฟลต์เราไปไม่ได้จะทำยังไง ใครจะไปก่อนรับหน้ายังไง แต่สุดท้ายก็โชคดีที่ไฟลต์ไม่ถูกยกเลิกและเราไปถึงฮ่องกงทันก่อนเวลาเริ่มงานเล็กน้อย เป็นประสบการณ์ทื่ตื่นเต้นมากและเหมือนฝังชิปเรื่องการวางแผนที่ดี การให้ความสำคัญกับลูกค้าและหน้าที่เข้าไปใน DNA เลยทีเดียว

เรารู้สึกว่าคนไทยมีความหยวนๆเวลาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันมันมากกว่าที่คนญี่ปุ่นมี อย่างเช่น รถติดน้ำท่วมทำให้ไปสายหรือไปไม่ได้ เป็นต้น แต่สำหรับที่ญี่ปุ่นเขามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นบ่อยมาก ไม่ว่าจะเกิดพายุหิมะ ไต้ฝุ่น ฯลฯ บางครั้งมาปุบปับรู้ก่อนแค่ 3-4 วันล่วงหน้า แต่ถึงจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นยังไง ก็เห็นได้เลยว่าเมื่อให้คำมั่นว่าอะไรไว้ก็ต้องพยายามทำมันให้สำเร็จจนถึงที่สุด

Q: บีบีคิดว่าอะไรเป็น milestone ที่ตัวเองภูมิใจอะไรในตัวเองมากที่สุดในชีวิต

น่าจะเป็นประสบการณ์หางานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นสมัครงานที่ญี่ปุ่นทั้งหมด 25 บริษัท โดนปฏิเสธก็หลายครั้ง บางครั้งไปสัมภาษณ์ที่โอซาก้าทั้งหมดสามสี่รอบ สรุปโดนปฏิเสธ แต่สิ่งที่ทำให้เราภูมิใจในตัวเองที่สุดคือแนวคิดบวกที่เรามีตลอด ดีใจทุกครั้งที่ได้รู้จักกับคนที่เราได้เจอระหว่างทางของการหางาน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ เพื่อนที่หางานด้วยกัน คนที่เจอระหว่างไปพักโรงแรมที่โตเกียว คนที่มาสัมภาษณ์

ตอนนั้นคิดว่าคงเป็นโอกาสเดียวในชีวิตแล้วที่จะเจอกับคนที่ทำงานในทุกสายงาน เป็นร้อยๆคนขนาดนี้ คิดแต่ว่าเราโชคดีมากที่ได้เจอและจะต้องเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ให้มากที่สุด และมีความสุขกับประสบการณ์ที่ได้รับ

Q: การได้มีโอกาสไปทำงานที่ญี่ปุ่น…มันให้บทเรียน หรือ มันทำให้เราเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง

เรื่องแรกคือเรื่องความรับผิดชอบในการทำงาน คือทำงานทุกอย่างด้วยความละเอียดและมั่นใจว่าของที่ส่งให้คนอื่นๆที่ทำต่อจากเรามีความถูกต้องที่สุด

เรื่องที่สองคือเรื่องการให้ความสำคัญในเรื่อง privacy policy เพราะว่าเรื่องนี้ญี่ปุ่นจะซีเรียสกว่าเมืองไทย เวลาเราจะทำอะไรจะมีคำถามวนเวียนในหัวตลอดว่า ข้อมูลนี้มีความสำคัญยังไง สร้างผลกระทบกับใครบ้าง ทำให้เราเป็นคนที่ทำงานรอบคอบมากขึ้น

สุดท้ายคือเรื่องการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนรุ่นถัดไป จากประสบการณ์ที่ทำงานทำให้รู้ว่าที่เราเติบโตทั้งด้านความคิด และทักษะการทำงานจริงๆมาจากการความพยายามของหัวหน้าและรุ่นพี่ที่พยายามสอน บอก โกรธ ตักเตือน ในหน้างานจริงๆ แต่พอกลับมาเมืองไทยเราได้ยินหลายครั้งว่าบทบาทการสร้างคนเป็นหน้าที่ของ HR แต่จริงๆแล้วเราคิดต่างเลย คนที่มีส่วนทำให้เราโตมากที่สุดนี้คือคนที่เป็นหัวหน้าโดยตรงและคนที่ทำงานด้วยกันทุกๆวัน

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่ญี่ปุ่น

ชอบ

  1. เที่ยวสนุก (มาก) มีหลายฤดูหลายกิจกรรม ไม่เคยว่าง
  2. อาหารและขนมอร่อยมาก
  3. อาจารย์ เพื่อนๆ ที่กลายมารู้จักและช่วยเหลือกันเพราะต่างคนก็ต่างเดินทางมาไกลบ้านตัวเอง

ไม่ชอบ

  1. อากาศแห้งมากหน้าหนาว และร้อนมากหน้าร้อน (ยิ่งกว่าไทย)
  2. รถไฟช่วงเช้า
  3. แท็กซี่แพงมาก

Q: หากนำวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่ญี่ปุ่นกลับมาพัฒนาประเทศไทยได้หนึ่งสิ่ง…สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

การคิดถึงการพัฒนาระยะยาว ตอนที่ญี่ปุ่นพัฒนาประเทศขึ้นมาจากสงครามเขาคิดในสองแง่มุม มุมแรกคือสร้างยังไงให้อยู่ไปนานๆ มุมที่สองคือสร้างยังไงให้สามารถต่อยอดได้ อย่างเช่น การสร้างอุโมงค์ลอดใต้ภูเขา นอกจากเขาจะเลือกวัสดุที่ดี และออกแบบเพื่อให้อุโมงค์นั้นอยู่ได้ไปอีก 70-80 ปีแล้ว เขายังคิดด้วยว่าถ้าจะทำให้อุโมงค์นี้ซ่อมแซมและต่อเติมได้ง่ายในอนาคต เขาต้องวางแผนเตรียมการอย่างไรบ้าง

คนไทยเราเป็นคนเริ่มเก่งอยู่แล้วและมีไอเดียเยอะด้วย ถ้าเราเอาความคิดของเขาทั้งสองแง่มุมนี้มาปรับใช้ จะทำให้เราต่อยอดการพัฒนาประเทศเราในระยะยาวได้มากขึ้น ไม่ใข่ตั้งระบบยังไงให้อยู่นานอย่างเดียว แต่ทำยังไงให้คนมาสานต่อการพัฒนาได้ง่ายด้วย นั่นจะทำให้การพัฒนาของประเทศเรายั่งยืนขึ้น

Q: มี quote อะไรที่สอนชีวิตได้ดีที่สุด

You have all the potential to be the best person you want to be.

Q: ช่วยแชร์หนังสือที่ทุกคนควรอ่าน 1 เล่ม

พลิกคำถามเปลี่ยนชีวิต Change Your Questions Change Your Life

Facebook Comments