ปิง เด็กไทยที่ใช้ความรักใน “การเที่ยว + Lifestyle” มาเป็น “อาชีพ” ให้ตัวเอง

0
5497
ปิง เด็กไทยที่ใช้ความรักใน “การเที่ยว + Lifestyle” มาเป็น “อาชีพ” ให้ตัวเอง

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อ ‘ปิงปิง’ ค่ะ ตอนนี้เรียนปริญญาโท ด้านบริหารการโรงแรม ของ Blue Mountains International Hotel Management School อยู่ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลียค่ะ จบปริญญาตรีสาขาโฆษณา จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ค่ะ

ตอนอยู่ไทยก็ทำเพจชื่อ Bliss Out There อย่างเดียวเลย เป็นเพจท่องเที่ยว + ไลฟ์สไตล์ เล่าเรื่องราวการเดินทางของตัวเองนี่แหละ จริงๆเริ่มทำตั้งแต่สมัยปิดเทอมปีสามขึ้นปีสี่ แล้วก็ทำจนกลายเป็นอาชีพไปเลย

ตอนนี้อยู่ซิดนีย์ก็ยังทำอยู่ค่ะ มีเขียน + บันทึกวิดีโอ เกี่ยวกับชีวิตที่นี่ ส่วนงานที่ไทยก็จะมีน้องๆทีมงานช่วยทำด้วย ผลงานที่ภูมิใจคงเป็นการได้ร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆนี่แหละ เช่น Traveloka, Air Asia, Canon, Gopro, Uniqlo ฯลฯ

ล่าสุดปิงเขียนไกด์บุ๊คเที่ยวเชียงใหม่ด้วย ชื่อ Bliss of Chiang Mai แบบเขียนเอง ทำเอง ขายเอง พิมพ์น้อยมาก แบบงาน heartmade สุด ฮ่าๆ <3

Q: จากเรียนนิเทศน์มา ทำไมน้องปิงถึงย้ายมาเรียนการโรงแรมอ่ะคะ และทำไมต้องเป็นที่ออสเตรเลียด้วย

ปิงว่าเพจ Bliss Out There มันเป็นจุดเชื่อมของความรู้ 2 แขนงนี้เลยนะ คือเราเรียนโฆษณามา เราก็ชอบเรื่องการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ ไรงี้ แต่เราก็ชอบเที่ยวด้วย เป็นคนรักอิสระมาก

แล้วพอได้ทำเพจเป็นอาชีพ (หรือที่คนเค้าเรียกกันว่า blogger) เราก็ได้ร่วมงานกับธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นโรงแรม รีสอร์ท ที่พัก.. พอเราเอาตัวเองเข้าไปอยู่กับสิ่งเหล่านี้มากๆ เราก็ยิ่งสงสัยและอยากรู้มากขึ้นๆ บวกกับปิงอยากทำอะไรอีกสักอย่างหนึ่ง ที่แสดงความเป็นตัวเองได้เต็มที่

นอกจากเพจ แล้วปิงคิดว่าการมีธุรกิจที่พักเป็นของตัวเองคือคำตอบ การมาเรียนด้านการโรงแรมก็เหมือนปิงมาหาความรู้ให้ตัวเองเอาไปใช้กับสิ่งที่อยากทำในอนาคตค่ะ

Q: เรียนที่ไทยกับที่ออสมันต่างกันยังไง น้องปิงชอบแบบไหนมากกว่ากัน

โอ้.. ต่างกันมากค่ะ.. ไม่รู้จะเริ่มยังไงเลย 555 อย่างที่บอกคือปริญญาตรีปิงเรียนโฆษณามา งานที่ต้องส่งอาจารย์จะเป็นผลงานด้าน creative ซะส่วนใหญ่ อย่าง story board, สคริปรายการ, magazine ad ฯลฯ ส่วนวิชาคณะและวิชาบังคับของมหาลัยฯ ก็จะวัดผลด้วยการสอบข้อเขียนเป็นหลัก ซึ่ง.. เรียนที่ออสมา 3 เทอม ยังไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นเลยค่ะ มีแต่รายงาน, presentation กับ เรียนภาคปฏิบัติ อย่าง ไปเรียนเรื่องบริการในร้านอาหาร เรียนเป็น receptionist และ housekeeper ในโรงแรม

ปิงขอไม่พูดถึงภาคปฏิบัติแล้วกัน เพราะแต่ละคณะน่าจะมีการเรียนการสอนไม่เหมือนกัน แต่ภาพรวมของความแตกต่างระหว่างการเรียนที่ไทยกับที่ออส คือระบบการศึกษาที่นี่สนับสนุนให้เรากล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น อย่างที่ปิงเรียนจะมีคลาสที่ครูเอาบทความวิชาการมาแจกให้นักเรียนทุกคน แต่ละคนได้บทความไม่เหมือนกัน ครูให้เวลาเราอ่าน 30 นาที แล้วหลังจากนั้นทั้งคลาสจะนั่งล้อมเป็นวงกลม แล้วผลัดกันเล่าสิ่งที่ตัวเองได้จากบทความ และถ้าใครอยากแสดงความเห็นที่ตัวเองมีต่อบทความของเพื่อนก็ยกมือ ซึ่งครูเค้าจะให้คะแนน 2 ส่วน ส่วนแรกคือความเข้าใจที่เรามีต่อบทความที่เราได้รับ ส่วนที่สองคือการมีส่วนร่วมในบทสนทนา คือเราไม่สามารถนั่งฟังเพื่อนเล่าอย่างเดียว แล้วได้คะแนนอ่ะ

วิธีวัดผลอีกอย่างหนึ่งของที่นี่ คือ รายงาน ซึ่งปิงว่าน่าสนใจมากๆ เพราะมันไม่ใช่แค่การเขียนถึงสิ่งที่เราเรียนในห้อง แต่เราต้องตอบคำถามที่ครูให้มา โดย base on ทฤษฎีต่างๆ และ หาความรู้เพิ่มเติมจากหนังสือ วารสารวิชาการ บทความออนไลน์ ฯลฯ สิ่งที่เป็นตัวดึงคะแนนของรายงานก็คือ การคิด วิเคราะห์ อย่างละเอียดค่ะ ทุกอย่างที่เราตอบ เราต้องมีเหตุผลสนับสนุน เช่น เราเห็นด้วยกับนักวิชาการ A เพราะอะไร เราไม่เห็นด้วยกับ B เพราะอะไร แล้วความคิดของทั้ง 2 คน มีข้อดี ข้อด้อย ความเหมือน ความต่างกันอย่างไร ปิงว่ามันทำให้นักเรียนคิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น มองสิ่งต่างๆในหลายแง่มุมมากขึ้น

Q: พูดถึงเพจ Bliis Out There บ้าง มันคืออะไรยังไง น้องปิงเริ่มมันมาได้ยังไงคะ

Bliss Out There เป็นเพจท่องเที่ยว + ไลฟ์สไตล์ ที่เน้นเล่าเรื่องราวการเดินทางของปิง และ ให้แรงบันดาลใจกับคนที่ติดตามค่ะ ย้อนกลับไปปี 2015 ตอนนั้นปิงอยู่ปีสาม เป็นช่วงที่เริ่มคิดแล้วว่าจบไปจะทำอะไร เพราะชอบงานครีเอทีฟ แต่ไม่อยากทำงานออฟฟิศ

เทอมสองปิงต้องเรียนวิชาบริหาร เป็นวิชาบังคับ ซึ่งมีคาบหนึ่งที่อาจารย์ให้ทุกคนยกมือยกตัวอย่างเป้าหมายของตัวเอง จะเกี่ยวกับอะไรก็ได้ ตอนนั้นปิงตอบว่า ‘เป้าหมายของปิงคือการเที่ยวในประเทศให้ได้อย่างน้อยปีละ 10 ทริป และ ต่างประเทศอย่างน้อย 2 ทริปค่ะ’ แล้วครูก็ถามว่า ‘หนูเที่ยวแล้วได้อะไร?’ ปิงตอบ ‘ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างที่หาไม่ได้ในห้องเรียน’ แล้วครูก็บอกว่า ‘หนูไม่ลองแบ่งปันสิ่งที่หนูได้ให้คนอื่นรอ มันอาจจะเป็นประโยชน์ก็ได้นะ ลองดูสิ เดี๋ยวนี้เอาเรื่องไปลงในเฟสบุ๊คได้แล้ว ไม่ยากหรอก’..

ปิดเทอมนั้นปิงก็เปิดเพจขึ้นมาเลย แล้วก็เขียนเรื่องที่ตัวเองไปเที่ยวตามที่ต่างๆ เอาไปลงเรื่อยๆ พอเปิดมาปีสี่ ปิงก็ต้องคิดแล้วว่าจะฝึกงานที่ไหนดี แต่ตอนนั้นอาจารย์ในคณะท่านหนึ่ง เสนอให้ปิงเอาเพจ Bliss Out There มาทำเป็นโปรเจคจบ ไม่ต้องไปฝึกงานหรอก ซึ่งช่วงเวลาประมาณ 7 เดือนที่ปิงทำโปรเจคนั่นแหละ ที่ปิงได้ศึกษาและทำความเข้าใจกับเพจอย่างจริงจัง ปิงสนุกกับมันมาก จนทำโปรเจคจบแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าการทำเพจยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ แล้วก็ทำมาจนถึงตอนนี้ค่ะ :’)

Q: ขอทิปให้กับทุกๆคนที่อยากออกจาก comfort zone มาทำในสิ่งที่พวกเค้าฝันไว้กันหน่อย

ตัดภาพไปตอนที่เพจปิงเริ่มโต เริ่มมีธุรกิจต่างๆติดต่อเข้ามาให้ไปรีวิว แต่ปิงก็ยังไม่ชัวร์ว่าเรียนจบแล้วปิงจะทำสิ่งนี้เป็นอาชีพได้ นี่คือประโยคที่ช่วยชีวิตปิงไว้ ‘ถ้ารู้แน่ๆว่าตัวเองชอบอะไร อย่าลังเลที่จะลงมือทำ’
ประโยคนี้มาจากช่างภาพอิสระ ชื่อ มานี มีใจ ที่มาเป็นแขกรับเชิญในวิชาผลิตรายการโทรทัศน์ และปิงอยากส่งต่อประโยคนี้ให้กับทุกคนที่มีความฝัน มีสิ่งที่อยากทำ ถึงมันจะสวนทางกับชาวบ้านเค้า หรือ ไม่ตรงกับสิ่งที่ตัวเองเรียนมา ก็ลองพยายามดูก่อน.. ลองดูก่อน ดีกว่าปล่อยให้เวลาผ่านไปแล้วเรามานั่งเสียใจทีหลัง

ปิงเชื่อว่าถ้าเราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ เราจะทำมันออกมาได้ดี และปิงก็อยากให้ทุกคนเชื่อแบบนี้เหมือนกัน

Q: ปิงมีอะไรเป็น milestone ที่ตัวเองภูมิใจอะไรในตัวเองมากที่สุดในชีวิต

ก็คงเป็นเพจ Bliss Out There นี่แหละ เพราะทุกวันนี้ที่ปิงได้ทำงานที่ตัวเองรัก มีเงิน ใช้ชีวิตของตัวเองได้ ก็เพราะเพจ ได้เจอผู้คนมากมาย มีหลายๆโอกาสเข้ามาก็เพราะเพจ และที่ได้มาเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ส่วนหนึ่งก็เพราะเพจ มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดของปิงแล้ว 🙂

อีก milestone หนึ่ง ขอยกให้ประสบการณ์ work & travel ที่อเมริกา ปี 2014 เพราะก่อนหน้านั้นปิงไม่ได้สนใจภาษาอังกฤษเลย ไม่ค่อยอยากยุ่งด้วยซ้ำ แต่หลังจากประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ปิงเห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ แบบ.. แค่ภาษาเดียวมันเปิดโลกให้เรามากเลย พอกลับมาจากเวิร์คก็หันมาให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษจนถึงตอนนี้ค่ะ

Q: ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่พีคที่สุดในการไปอยู่ออสเตรเลียให้ฟังกันหน่อย

พีคสุดคงเป็นช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม ปี 2018 ค่ะ ตอนนั้นมีหลายอย่างต้องทำ แล้วรู้สึกจัดการชีวิตตัวเองได้ไม่ค่อยดี อย่างที่บอกคือปิงมีเพจเป็นงานหลักอยู่แล้ว และอยู่ที่นี่ปิงก็ทำอีก 2 งาน คือ ร้าน take away ของไทย และ ร้าน fine dining ของฝรั่ง

ช่วงนั้นเพิ่งเริ่มงานที่ร้านฝรั่งก็มีอะไรต้องเรียนรู้เยอะมาก ทั้ง wine list, การทำเครื่องดื่ม, ระบบหลังบ้าน ฯลฯ บวกกับเทอมนั้นมีเรียนภาคปฏิบัติถึง 2 ตัว คือ receptionist กับ housekeeping ไหนจะต้องทำเรื่องย้ายบ้านอีก เพราะตอนแรกปิงเช่าอยู่กับคนไทย แต่ตอนนั้นจะย้ายไปอยู่กับเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ก็ต้องหาบ้าน ไปดูบ้าน ขนของ ซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน คือทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเทอมเดียวกัน

แล้วผลที่ออกมาคือ การเรียนปิงดรอปลงจากเทอมก่อนหน้า ปิงไม่มีเวลาไปเที่ยวแล้วเอามาเขียนลงเพจเลย พอกลับมาเขียน คนก็ไลค์ / แชร์ น้อยลง ลูกค้าเพจก็น้อยลงไปด้วย สุขภาพจิตก็แย่ สุขภาพกายก็แย่เพราะนอนน้อย ทำงานหนัก

ช่วงปลายมกราคม ปี 2019 เลยตัดสินใจลาออกจากงานร้านฝรั่ง และ เอาเวลามาให้เพจมากขึ้น ตอนนี้ก็แฮปปี้ดีค่ะ เพจกลับมา active เกรดดลับมาดีเหมือนเดิม

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่ออสเตรเลีย

ชอบ
ที่ได้ท้าทาย + พัฒนาตัวเอง ด้วยระบบการศึกษาของที่นี่ และ งาน part-time
ที่ได้ใช้ชีวิตแบบอิสระมากขึ้น แต่ก็ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้นด้วย
ออสเตรเลีย ตรงที่เป็นประเทศที่เปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษา คือเป็นประเทศที่ครึ่งหนึ่งของประชากร เป็นคนที่อพยพมาจากประเทศอื่น และเป็นประเทศที่มีนักเรียนต่างชาติเยอะมาก ทำให้เราได้เรียนรู้จากความหลากหลาย

ไม่ชอบ
ที่ห้าง ร้านอาหาร ร้านค้า ปิดเร็วมาก 5555
Wifi + สัญญาณอินเตอร์เน็ต ช้า และ ไม่เสถียรเท่าบ้านเรา บางทีทำเพจก็ลำบาก กว่าจะอัพรูป อัพวิดีโอได้แต่ละที เพลียค่ะ T_T

Q: หากนำวัฒนธรรมหรือค่านิยมดีๆของออสเตรเลียกลับไปพัฒนาประเทศไทยได้ 1 อย่าง สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

ปิงชอบอันนี้ ‘ความรู้ / ความถูกต้อง’ ไม่จำเป็นต้องมาจากคนที่มีอายุมากกว่าเสมอไป.. ที่นี่เรามีสิทธิ์จะพูดว่าเราไม่เห็นด้วยกับความคิดของครู โดยที่ครูจะไม่โกรธเลยแม้แต่นิดเดียว เค้ายิ่งชอบซะอีกที่เค้าได้เรียนรู้เรื่องเดียวกันจากมุมมองที่แตกต่าง ในที่ทำงานเราก็มีสิทธิ์ที่จะเสนอไอเดียกับเจ้านาย / คนที่มีตำแหน่งสูงกว่า เป็นเรื่องปกติ ไม่ใครว่าเราเป็น ‘เด็กดื้อ ชอบเถียง’ ถ้าเรามีเหตุผลที่ดีและถ่ายทอดมันออกมาอย่างถูกวิธี

ปิงว่าการศึกษาแบบที่ครูมาบรรยาย เด็กนั่งฟังแล้วจดลงสมุด มันไม่พอแล้ว ครูกับนักเรียนควรมี interaction มากกว่านั้น ครูอาจจะมีความรู้หรือประสบการณ์มากกว่า แต่ก็ยังสามารถเรียนรู้จากความคิด / มุมองของคนรุ่นใหม่ได้ เพราะโลกเราหมุนตลอดเวลา สิ่งที่เวิร์คในอดีต อาจจะไม่เวิร์คแล้ว ถึงจะคนละวัย แต่ก็เรียนรู้ไปพร้อมๆกันได้ หรือแม้แต่บทสนทนาในครอบครัว ผู้ใหญ่ควรรับฟังและเปิดโอกาสให้เด็กแสดงความเห็น โดยไม่สร้างกำแพงที่ว่า ‘ผู้ใหญ่ต้องถูกเสมอ’ ขึ้นมา

Q: มี quote อะไรที่สอนชีวิตได้ดีที่สุด

‘Sometimes you win. Sometimes you learn.’
Quote นี้ใช้ได้กับทุกช่วงในชีวิตเลย ไม่มีใครสมหวังตลอดเวลา
ชีวิตมีขึ้นมีลง แต่ในช่วงที่มันลง เราจะดึงมันกลับขึ้นมาได้ยังไง?
ปิงเชื่อว่าความล้มเหลว เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ไม่ใช่สิ่งที่ตรงข้ามกัน
ถ้าเราไม่เคยทำพลาดเลย เราจะรู้วิธีทำให้มันถูกได้ยังไง
อย่ามองว่าตัวเองแพ้ ให้มองว่ามันเป็นบทเรียน แล้วเราก็จะผ่านทุกๆอย่างไปได้ค่ะ

Q: ช่วยแชร์หนังสือที่ทุกคนควรอ่าน 1 เล่ม

‘น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนอายุ 20 / What I wish I knew when I was 20’
เขียนโดย Tina Seelig เป็นหนึ่งในหนังสือที่ปิงดีใจที่สุดที่ได้อ่าน ตอนปิงอ่านครั้งแรก
ปิงอายุ 20 พอดี แล้วก็รู้สึกว่าได้พลังบวกจากหนังสือเล่มนี้แบบเต็มๆ และไม่ว่าจะเปิดกลับไป
อ่านอีกกี่ครั้งก็ยังรู้สึกดี เหมือนได้เตือนสติตัวเองในหลายๆเรื่อง ลองไปอ่านกันดูนะ
อายุมากกว่า 20 ปีก็อ่านได้ : D

Q: ฝากอะไรไว้กับน้องๆคนไทยที่อยากเจริญรอยตามปิง

แงะ.. ยากเลย.. ปิงยังไม่ได้รู้สึกว่าปิงเจริญนะ ฮ่าๆ ปิงแค่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ รู้ว่าจะต่อยอดมันยังไง แล้วก็มีความสุขกับ process นี้เท่านั้นเอง แล้วปิงก็อยากให้ทุกคนที่มีความฝัน / ความชอบ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ถ้าฝากอะไรได้อย่างนึงก็คงเป็น ‘ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการตัดสินใจออกจาก comfort zone แค่ครั้งเดียว’ ปิงรู้ว่ามันยาก และต้องใช้ความกล้าเยอะพอสมควร แต่เชื่อเถอะว่ามันคุ้ม..

Facebook Comments