แบม ชีวิตล่าม 4 ภาษาในโตเกียว จากเด็กที่เคยสอบได้เกรดไม่ถึง 1!

0
5186
แบม ชีวิตล่าม 4 ภาษาในโตเกียว จากเด็กที่เคยสอบได้เกรดไม่ถึง 1!

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

สวัสดีค่ะ ชื่อพิมพิศา กว้างชูชัย ชื่อเล่นชื่อแบมบี้ค่ะ เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย Ritsumeikan Asia Pacific University (APU) สาขา Hospitality and Tourism ที่จังหวัดโออิตะ เบปปุ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อมีนาคม 62 ที่ผ่านมานี้ค่า

ตอนนี้ทำงานเป็นล่าม 4 ภาษา และเป็นพนักงาน Front (Receptionist) ทำร้านอาหารที่ Sakura Hotel & Cafe ในโตเกียวและรับงานล่ามฟรีแลนซ์ทั่วไปด้วยค่ะ (4 ภาษา) แล้วก็ปีนี้ก็เข้าปีที่ 7 แล้วสำหรับอาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกันค่า

Q: ย้อนกลับไปหน่อยนึง…เห็นตอนสมัยเรียนมัธยมน้องแบมโดน bully ด้วย มันโดนอะไรมาคะ

ตอนนั้นเป็นช่วงที่มาแลกเปลื่ยนที่ประเทศญี่ปุ่นช่วงม.ปลายค่ะ ตอนนั้นแบมเป็นนักเรียนแลกเปลื่ยนต่างชาติคนเดียวในโรงเรียน แบมได้เข้าไปอยู่ชมรมบาสเก็ตบอลของโรงเรียนค่ะ

ตอนนั้นโดนคนญี่ปุ่นแกล้งหนักมากๆ ทั้งต่อหน้าแล้วก็ลับหลัง โดนนินทา โดนว่า ทั้งๆที่ไม่เคยทำอะไรให้เลยค่ะ คนที่นี่แกล้งกันแรงมาก แล้วก็เวลาไม่ชอบใครขึ้นมาจริงๆ จะเอาแต่พูดว่าขยะแขยงไม่กล้าเข้าใกล้แล้วก็แบนกันหมดเลย แบมเคยโดนเอาของไปทิ้ง เคยโดนนินทาลับหลังแต่ต่อหน้าอีกแบบ เอาเรื่องของแบมไปพูดให้คนอื่นรู้ ดูถูกเรื่องหน้าตา แล้วก็ดูถูกเหยียดแบมว่าแบมจะสอบเข้ามหาลัยที่ญี่ปุ่นไม่ได้ด้วยค่ะ

ตอนนั้นถือว่าเสียใจแล้วอยากกลับไทยมากๆ แถมเจ็บปวดในใจไปหมดเลยค่ะ แต่สุดท้ายก็ผ่านมันมาได้ค่ะ จริงๆมันมีเรื่องอีกเยอะมากที่เจอแต่บรรยายไม่หมดแน่ๆ ฮาๆ (เคยลงสัมภาษณ์ไว้ในเว็บเด็กดีนะคะ https://www.dek-d.com/studyabroad/33956/ สามารถเข้าไปอ่านเรื่องราวเป็นเต็มๆช่วงม.ปลายได้จากที่นี่เลยนะค้า)

Q: น้องแบมมีทิปอะไรอยากฝากเกี่ยวกับคนอื่นๆที่ถูก bully บ้างคะ

การที่เราจะลุกขึ้นสู้กลับไม่ใช่เรื่องยากค่ะ แบมเป็นคนนึงที่เป็นเด็กคิดมากตั้งแต่สมัยประถมพอโตขึ้นมาเรียนมหาลัยแล้วทำให้ความคิดมากเหล่านั้นหายไปทีละนิดค่ะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าหายไปทั้งหมดนะคะ เพราะมันทำยากมากๆ แต่การที่เราถูกใครก็ไม่รู้มาแกล้งมาว่ามาทำร้ายจิตใจกันแบบนี้อยากให้ทุกคนคิดว่า ยังมีคนข้างๆเราอีกหลายๆคนแคร์เรานะคะ อย่าสนใจคนที่เอาแต่ Bully คนอื่น หากเราเป็นแบบที่เค้าพูดจริงๆต้องค่อยๆคิดและมองตัวเองแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้นค่ะ

อย่างแบมเองก็เคยโดนเพื่อนๆเตือนหลายเรื่อง ตอนแรกโกรธแล้วก็แอบน้อยใจมากๆ แต่พอมาคิดอีกทีแล้วทุกคนล้วนแต่เป็นห่วงแล้วอยากให้เราปรับปรุงให้ดีขึ้นจริงๆค่ะ นำข้อผิดพลาดจากที่คนอื่นว่าเรามาทำให้เราดูดีขึ้นกว่าเดิมดีที่สุดเลยค่ะ จนตอนนี้คนที่ดูถูกแบมกลายเป็นเพื่อนคุยกันเฉยเลยแบบงงๆ 555 เพราะฉะนั้นแล้วเปลื่ยนคำดูถูกหรือการแกล้งของคนอื่นเป็นพลังบวกแล้วเดินสู้ต่อไปแล้วจะไม่มีใครทำอะไรได้อีกเลย

Q: ชีวิตมหาลัยที่ญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้าง เห็นบอกว่าเคยเรียนได้เกรดไม่ถึง 1 ด้วย! มันเป็นไปได้ยังไง

ใช่ค่ะ… คือที่มหาลัยเวลาก่อนเปิดเทอมจะมีการทดสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักเรียนต่างชาติ เพราะว่าเราเคยเรียนที่ญี่ปุ่นมาก่อน เราเลยพอพูดได้อยู่ และสอบภาษาญี่ปุ่นได้ระดับกลางค่ะ มีบอกอาจารย์ไปตรงๆด้วยว่าอ่านคันจิบางตัวไม่ออก แต่อาจารย์กลับไม่เชื่อ! หาว่าเราโกหก เลยถูกส่งไปเรียนภาษาญี่ปุ่นระดับสูง และต้องเรียนทุกวิชาอื่นๆเป็นญี่ปุ่นล้วนๆเลย ตอนนั้นคือเรียนไม่ไหวจริงๆค่ะ ได้ F มาเกือบทั้งหมดรวมถึงภาษาญี่ปุ่นระดับนั้นเองก็ได้ F มาค่ะคือท้อมากๆ

ตอนนั้นจำได้ว่าทำยังไงก็ได้อยากจะซิ่ว อยากย้ายมหาลัย อยากกลับไทย แต่เพื่อนๆ พี่ๆและคนในครอบครัวคอยให้กำลังใจตลอดมา จนกระทั่งใช้เวลาเกือบ 3 ปีในการกู้เกรดจาก 0.78 เป็นเกรด 2.9 ค่ะ เกรดอาจจะไม่สูงมากแต่การให้คะแนนของมหาลัยนี้ยากมากนะคะ ซึ่งกว่าจะทำให้ได้เกรดขนาดนี้ต้องตั้งใจมากๆ แล้วก็เรียนอย่างหนักมากค่ะ

แต่สุดท้ายก็เรียนจบตามที่ตัวเองหวังไว้จริงๆ คือภูมิใจในจุดนี้มากๆจริงๆ ความพยายามไม่เสียเปล่าค่ะที่เราตั้งใจทำให้เห็นว่าเราเองก็ทำได้!

Q: เอาตอนหางานบ้าง ที่ญี่ปุ่นหางานยากมั๊ยคะ เค้าดูอะไรเป็นสิ่งสำคัญบ้าง

ที่ญี่ปุ่นเรื่องเกรด GPA นี่ตัดทิ้งไปได้เลยค่ะ ที่นี่จะดู 1. การเขียน Resume 2. ประสบการณ์ทั้งหมดที่เคยทำมา (ไม่ว่าจะกิจกรรมหรือทำงานพิเศษ) 3. การตอบคำถามระหว่างสัมภาษณ์งาน 4. สกิลภาษาของตัวเรา เป็นหลักค่ะ

บางบริษัทอาจจะมีการทำข้อสอบออนไลน์หรือข้อสอบเขียนก็จะดูตรงนั้นเช่นกัน ที่ญี่ปุ่นหางานยากมากๆ กว่าจะผ่านแต่ละขั้นตอน มีหลายด่านมากๆค่ะ ไม่ใช่แค่สัมภาษณ์รอบเดียวแล้วได้ แต่ที่นี่จะแบ่งไปเป็นตามลำดับ ที่เคยเจอมามีสัมภาษณ์ถึง 3-4 รอบเลยค่ะกว่าจะได้รับคำว่า ‘ผ่าน’ กลับมา ฮาๆ

Q: การได้มาใช้ชีวิตห่างบ้านในต่างแดน มันให้บทเรียนอะไรกับชีวิตเราบ้าง

ได้บทเรียนเยอะมากจริงๆค่ะ แบมเป็นคนที่เรียนต่างประเทศตั้งแต่ม.2 (เรียนที่ประเทศจีน 1 ปี) ม.5 (เรียนที่ประเทศญี่ปุ่น 1 ปี) แล้วก็มหาลัย 4 ปีที่ญี่ปุ่นและทำงานที่ญี่ปุ่นอีก รวมๆแล้ว 7 ปี ประสบการณ์แต่ละช่วงแต่ละวัยค่อนข้างแตกต่างกันมาก ทำให้รู้ว่าการใช้ชีวิตด้วยตัวเองและเป็นคนที่เข้มแข็งนั้นสำคัญมากๆในการอยู่ต่างแดน

การที่เรารู้ว่าไม่สามารถมีใครยื่นมือเข้ามาช่วยได้ตลอด 24 ชม.นั้นมันอาจจะทรมาน แต่มันก็ทำให้คนๆนึงที่ไม่เคยทำอะไรเป็นมาก่อน สามารถเดินและก้าวต่อไปเพื่อมีชีวิตอยู่รอดและมีความสุขได้จนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ บทเรียนทุกๆอย่างล้วนแล้วมีค่ามาก บอกตรงๆว่าคุ้มค่ามากกับที่เจอมาจริงๆค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี แบมกล้าพูดจากใจเลยว่าหากชีวิตนี้ไม่เจอเรื่องเลวร้ายเหล่านี้ แบมอาจจะเป็นผู้หญิงที่อ่อนแอ ไม่กล้าลุกขึ้นสู้ ไม่ยอมทำอะไรด้วยตัวเอง แล้วอาจจะยังเป็นเด็กงอแงอยู่ก็ได้ค่ะ

อย่างที่แบมเจอมามันค่อนข้างหนักทำให้ตอนนี้กลายเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้น ร้องไห้น้อยลงกว่าเดิม คิดมากน้อยลง อาจจะมีหลายครั้งที่เครียดนะคะเวลากดดันหรือเจอเรื่องต่างๆ แต่พอลืมตาขึ้นมาวันถัดไปมันเหมือนผ่านไปแล้วเราทำวันนี้ให้ดีที่สุดแล้วทำให้คนอื่นเห็นให้ได้ว่า ‘เราทำได้’ เหมือนกัน

Q: ช่วยเล่าประสบการณ์พีคของการเป็นนักเรียนนอกให้ฟังหน่อย

น่าจะเป็นช่วงล่าสุดที่กลับเมืองไทยที่ผ่านมา คือเดือนกุมภาพันธ์ 2562 คือ “การได้ช่วยชีวิตคนบนเครื่องบิน”ค่ะ

ตอนนั้นเป็นวันที่กำลังจะเดินทางกลับไปเมืองไทยพอดีค่ะ เป็นไฟล์ทช่วงเช้ามากๆ ตอนนั้นง่วงมากค่ะคิดอย่างเดียวเลยคือขึ้นเครื่องแล้วจะรีบหลับยาวๆจนกว่าจะถึงกรุงเทพ แต่แล้วตอนนั้นก็มีพี่แอร์กับรุ่นน้องที่มหาลัยเดินมาหาแบมที่นั่งผู้โดยสาร ขอความช่วยเหลือจากแบมให้ไปเป็นล่ามแปลภาษาให้กับผู้โดยสารคนญี่ปุ่นให้หน่อย ซึ่งตอนนั้นแบมตกใจและงงมากว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอรู้ว่ามีผู้ป่วยฉุกเฉินบนเครื่องบิน แบมไม่ลังเลเลยค่ะคือลุกขึ้นแล้วบอกให้พาแบมไปที

พอไปถึงก็เห็นอาการของผู้โดยสารคนญี่ปุ่นท่าไม่ดีเลย แบมช่วยแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยให้พี่ๆแอร์บนเครื่องได้ทำการช่วยเหลือเค้าอย่างโดยด่วนเลยค่ะ แล้วบังเอิญมากๆคือมีหมอจากอินเดียและเป็นหมอที่ประจำตามเครื่องบินอยู่แล้วนั่งมาด้วยเลยต้องแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษอีกทีค่ะ ซึ่งตอนนั้นแบมเองค่อนข้างเป็นห่วงแล้วกังวลใจมากๆ

สุดท้ายผู้โดยสารอาการดีขึ้นเมื่อได้นอนพักผ่อนและทานยา ตอนนั้นเองเลยคิดว่าถ้าหากไม่ได้ภาษาและการสื่อสารที่ดี อาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นก็ได้ค่ะ แต่ในตอนนั้นแบมคิดแต่ว่า จะทำทุกวิถีทางและคอยดูแลอย่างใกล้ชิดให้ผู้โดยสารคนนี้หายดีเท่านั้นเองค่ะ แบมเลยคอยคุยภาษาญี่ปุ่นกับคนที่มาด้วยกันกับเค้าตลอดทาง ทำให้เค้าสบายใจขึ้น ซึ่งมันเป็นเหตุการณ์ที่แบมรู้สึกว่า ขอบคุณที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้และได้ช่วยเหลือคนในครั้งนั้นด้วยค่ะ ภูมิใจในจุดนี้มากเลยค่ะ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่ญี่ปุ่นบ้าง

แบมขอตอบสิ่งที่ไม่ชอบก่อนแล้วกันนะคะ ฮาๆๆ
สิ่งที่ไม่ชอบ
ไม่ชอบคนญี่ปุ่นที่ตามถนนทั่วไปจู่ๆเข้ามาทักแล้วเหมือนจะดึงตัวเราไปอ่ะค่ะ ซึ่งอันนี้น่ากลัวมากๆๆ รถไฟที่ญี่ปุ่นตอนเช้ายิ่งเวลาไปทำงานคนเยอะมากกกกกกกค่ะ ทุกคนอาจจะเคยเห็นคลิปกันตามเว็บบ้างแล้ว แต่ของจริงทรมานมากค่ะ ซึ่งนี่เคยเกือบขาดอากาศหายใจจริงๆค่ะ ฮือ น่ากลัวค่ะ คนญี่ปุ่นมีอะไรไม่เคยพูดกันตรงๆเลยค่ะ ชอบเก็บแล้วก็ไม่เข้าใจว่าเค้าคิดอะไรอยู่ อันนี้อยากให้คนญี่ปุ่นเปิดใจมากกว่านี้มากๆเลยค่ะ ฮาๆๆ

สิ่งที่ชอบ
แน่นอนว่าการเดินทางสะดวกสบายมากๆค่ะ เข้าถึงทุกที่ทุกเมืองจริงๆ อำนวยความสะดวกมากๆค่ะ บ้านเมืองสวยงาม สะอาดทุกอย่าง เอาใจใส่ประชาชนมากๆค่ะ อันนี้ปลื้มมากๆๆๆ ความตรงต่อเวลาในการทำงานจริง อันนี้ยอมรับว่าชอบมากๆค่ะ (ถึงแม้ว่าสมัยเรียนจะเจอคนญี่ปุ่นโดดประชุมงานกลุ่มหรือว่ามาสายแต่ในการทำงานจริงๆคือตรงมากค่ะ อันนี้ยอมรับเลยว่าดีมากๆๆ)

Q: หากนำวัฒนธรรม/ค่านิยมดีๆจากที่ญี่ปุ่นกลับไปพัฒนาประเทศไทยได้หนึ่งอย่าง…สิ่งนั้นจะคืออะไร

การตรงต่อเวลาและการจัดการบริหารต่างๆไม่ว่าจะงานบริการหรือสถานที่และการใช้ชีวิตต่างๆจากที่ญี่ปุ่นก็อยากที่จะนำกลับไปพัฒนาต่อที่ประเทศไทยให้ได้ค่ะ

Q: มี Quote ไหนที่ชอบเป็นพิเศษ

อันนี้ชอบ Quote ภาษาอังกฤษประโยคที่ว่า ‘I’m a slow walker, but I never walk back’ ฉันอาจจะเป็นคนที่เดินอย่างเชื่องช้า แต่ฉันก็ไม่เคยเดินถอยหลัง จากคำพูดของอับราฮัม ลินคอล์น

เป็นคำพูดที่คอยเตือนสติแบมเวลาเจอเรื่องต่างๆเลย หลายครั้งที่แบมเป็นคนที่เข้าใจอะไรยาก แล้วต้องใช้เวลาเรียนรู้สักพัก มีท้อมีเหนื่อยบ้างแต่สุดท้ายแล้วเราก็หันหลังกลับไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำก็คือเดินหน้าต่อไปอย่าหยุดพักและอย่าหันหลังกลับ ถ้าเราหันหลังกลับถือว่าเราไม่ได้มีการพัฒนาอะไรเลย เพราะฉะนั้นแล้วทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุดแล้วภูมิใจกับสิ่งที่เราได้เลือกไว้ค่า แม้ว่าเราจะเดินช้าแต่ไม่ได้หมายความว่ายอมแพ้เสมอไปค่ะ เพราะทุกอย่างย่อมใช้เวลาในการทำอะไรเสมอๆเลย นั่นคือสิ่งที่คอยเตือนแบมมาโดยตลอดเลย

Q: ฝากอะไรคนไทยด้วยกันที่อยากเจริญรอยตามน้องแบม

ตัวแบมเองก็เคยเป็นตัวแทนได้พูดถึงเรื่องแรงบันดาลใจในงานของคนไทยในญี่ปุ่นมาก่อนไม่รู้ว่าจะช่วยทุกคนได้มากน้อยแค่ไหนแต่อยากบอกกับทุกๆคนว่า ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรให้เก็บไว้เป็นประสบการณ์ ทุกคนมักจะเจอเรื่องดีและเรื่องแย่ปะปนกันไป ไม่ว่าจะผ่านไปอีกสักกี่สิบปีข้างหน้ามันก็จะติดตัวเราไปตลอดเลยค่า

นอกจากจะทำให้ตัวเองเข้มแข็งแล้ว เรายังสามารถแชร์เรื่องราวให้กับคนที่กำลังใจเจอเรื่องลำบากอยู่ได้ด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าวิธีการแก้ไขปัญหาของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะไม่มีทางออกนะคะ เพราะฉะนั้นแล้วเชื่อมั่นในตัวเอง แม้ว่าวันนี้จะผ่านไปยากและรู้สึกทรมานใจแค่ไหน อาจจะพูดง่ายแต่ถ้าใจเราตั้งใจที่จะทำมัน ไม่ยากแน่นอน เป็นกำลังใจให้กับทุกๆคนที่กำลังพบเจอกับเรื่องราวต่างๆนะคะ สู้ไปด้วยกัน!

วันนี้อาจจะยังไม่สำเร็จแต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีวันนั้นนะคะ คนเราเกิดมาเจอเรื่องแตกต่างกัน โตมาคนละแบบและที่สำคัญอย่าเอาตัวเองไปเทียบกับใคร เรามีชีวิตในแบบของตัวเองดีที่สุด สุขทุกข์เกิดขึ้นกับทุกคน แต่อย่านำมันมาเป็นพลังลบ มองลบได้แต่อย่าลืมพลังบวกจากตัวตนของตัวเองและคนรอบข้างที่คอยให้กำลังใจอยู่เสมอนะคะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจับมือแล้วเดินไปด้วยกันนะคะ

เราเองก็ไม่ใช่คนที่พร้อมไปสักทุกเรื่องแต่เพราะสู้กับปัญหาต่างๆเราถึงยังอยู่ถึงทุกวันนี้ มีความฝันที่อยากจะทำ มีสิ่งที่ต้องทำให้ได้อยู่เพราะฉะนั้นเรามาเดินทางไปด้วยกันนะคะ ลุย!!

ถ้าหากใครอยากได้คำแนะนำในการเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น การใช้ชีวิต การสร้างเพื่อน การเข้าหาสังคมที่นี่ สามารถเข้ามาคุยหรือสอบถามได้เสมอเลยนะคะที่ Facebook :: Bambie Kwangchuchai หรือ Twitter @bambieholos เลยค่ะ ^^ แล้วก็ตอนนี้แบมเองมีเพจส่วนตัวที่เพิ่งสร้างได้ไม่นานเป็นเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นชื่อเพจว่า ‘ญี่ปุ่นไกลบ้าน’ มีทั้งใน Facebook และ ทวิตเตอร์ @yeepungaiban

ตอนนี้อาจจะยังมีอัพไม่มากแต่ตอนนี้กำลังจะสร้าง Content และ Vlog ออกมาให้ทุกคนได้ติดตามกันเร็วๆนี้แน่นอนค่า ขอฝากไว้ด้วยนะคะ

Facebook Comments