เต๋ งานประจำที่ไทย สู่งานที่ Facebook ประเทศไอร์แลนด์

0
5366
เต๋ งานประจำที่ไทย สู่งานที่ Facebook ประเทศไอร์แลนด์

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ชื่อ เต๋ ครับ อายุ 25 ปี จบปริญญาตรีจากมหาลัย Ritsumeikan Asia Pacific (APU) สาขา Innovation Economics ประเทศญี่ปุ่น ครับ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ Facebook International Headquarters ประเทศ Ireland ต่ำแหน่ง Global Operations Specialist ทำงานมาได้ 1 ปีแล้วครับ ก่อนหน้านั้น ทำงานมา 2 ปี เป็น Project manager ที่ บริษัท e-commerce แห่งหนึ่งที่ Jack Ma เป็นเจ้าของครับ

Q: เข้าเรื่องกันดีกว่า…เราได้เข้าทำงานกับ Facebook ที่ Ireland ได้ยังไงคะ คือต้องผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้าง

เอาง่ายๆ เลยครับ recruiter ติดต่อเข้ามาครับผ่านทาง Linkedin ตอนแรกที่เห็น คิดว่าโดนหลอกหรือเปล่า เลยลองทักกลับไปดู กลับเป็นของจริง ถามว่าผ่านร้อนผ่าน หนาวอะไรมาบ้าง ต้องบอกว่า หนาวมากกว่า Ireland หนาวจริงๆ 5555 หลักๆเลยนะครับ ก็สัมภาษณ์ครับต้องหาข้อมูลและก็เตรียมตัวเยอะมาก มีประมาณ 5-8 รอบครับ ผ่าน Call/VDO กับ Facebook

ตอนนั้นถือว่าค่อนข้างหนักครับ เพราะงานเก่าก็ยังทำอยู่แล้วต้องเตรียมตัว เพื่อสัมภาษณ์ เวลาสัมภาษณ์ส่วนใหญ่จะดึกมากเพราะเวลาต่างกันเยอะ ส่วนตอนสัมภาษณ์ เราจะเจอคำถามหลายแบบ ค่อนข้างเปิดกว้าง แล้วเจาะเนื่อหาค่อนข้างลึกในด้านต่างๆ ข้อมูลต้องแน่นมาก สิ่งที่ดูคือเพื่อวัดประสบการณ์เรา การทำงานเข้ากับคน ความรู้เกี่ยวกับงาน เราต้องแสดงการวิเคราะห์ แก้ปัญหาของเรา ส่วนความยากอีกอย่างคือคนสัมภาษณ์ก็มาจากหลายชาติ บางทีสำเนียงก็จะฟังยากหน่อย

ส่วนอีกอย่างคือ ตอนย้ายงาน ย้ายประเทศก็ต้องเตรียมตัวอะไรเยอะ ปรับตัว เรื่องการอยู่การกินครับ ตอนรู้ตัวว่าได้งาน จนถึง ย้ายมาจริง ใช้เวลา 3-4 เดือน เพื่อเตรียมตัว ด้านเอกสาร work permit, visa และเรื่องที่อยู่ แต่ Facebook ก็มีทีมช่วยดูให้หมดครับ

Q: มีทิปอะไรบ้างสำหรับคนที่อยากไปทำงานที่ต่างประเทศเหมือนกัน

  1. ภาษา สำคัญอันดับ 1 ครับ และควรเป็นระดับที่ใช้ทำงานได้คล่องครับ ทั้ง ฟัง พูด อ่าน เขียน และที่สำคัญอีกอย่าง คือ Presentation กับ Public speaking ครับ เพราะต้องใช้บ่อยมาก
  2. การอ่าน หนังสือ บทความออนไลน์ การอ่านข่าว ดูข่าว เยอะๆ ครับ ทั้งด้าน เศรษฐกิจ การเมือง สังคม เทคโนโลยี ทั้งไทย เพื่อนบ้าง แล้วระดับโลกครับ พวกนี้ดูเหมือนจะไกลตัว แต่มันใกล้ตัวกว่าที่คิดครับ ความรู้บางอย่างได้ใช้ทั้งตอน สัมภาษณ์ และทำงานจริงครับ
  3. อย่าเกี่ยงงาน ประสบการณ์ ที่ได้จากการไปเรียน ได้อยู่ต่างประเทศ และประสบการณ์จากที่ทำงานมีผลหมดครับ งานหนัก งานเบาอย่าเกี่ยงเราจะได้เรียนจากมัน และเป็นประสบการณ์ที่เราเอาไปใช้ต่อได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งพึ่งเรียนจบ แล้วทำงานได้แค่ 2-3 เดือน แต่ถูกส่งไปให้ไปคุมงานที่ warehouse ต้องไปดูคนงานหลายสิบคน เดินทางไปกลับหลายชม ทั้งที่เป็นงานที่เราไม่เคยทำมาก่อน แต่งานนี้ก็สอนในหลายๆเรื่อง ซึ่งก็สามารถเอามาใช้ได้จนทุกวันนี้
  4. กล้าคิด กล้าลองสิ่งใหม่ มีงานเข้ามาบ่อยครับเกือบทุกครั้งจะลองไปสัมภาษณ์ครับ เพราะว่าเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เรา และยังเป็นการได้เจอผู้บริหารของ บริษัทต่างๆ ทุกครั้ง ที่สัมภาษณ์ จะขอ feedback ครับ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ ทั้งข้อดี ข้อเสีย ปรับปรุง และพัฒนาตัวเราเองครับ
  5. อย่าเปลี่ยนงานบ่อยเกินครับ ได้คำแนะนำจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ว่าให้ทำงานอย่างน้อย 2 ปี เพราะปี แรกคือ ปีที่เราพึ่งจะเริ่ม และเริ่มเรียนรู้ ปีที่ 2 คือปีที่เราจะ เอาสื่งที่เราได้จากปีแรกมาปรับใช้ แล้วทำให้ดีขึ้นอีก
  6. อย่าหยุดพัฒนาตัวเราเองครับ เพราะโลกเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แค่เราหยุดอยู่กับที่ไม่กี่วัน บางทีเราก็ไม่รู้เรื่องแล้ว แม้กระทั้งพักผ่อน ส่วนตัวเป็นคนชอบดูหนัง ครับ จะดูเกือบทุกแนว บางครั้งบางเรื่องก็ให้แนวคิด หรือสอนอะไรหลายๆ อย่าง เหมือนหนังสือดีๆ เล่มหนึ่งที่เรา ดูจบ ใน 2-3 ช.ม.

Q: การทำงานที่ Facebook สนุกมั๊ย ดีมั๊ย เจอพี่ Mark บ่อยป่าว

สนุก แล้วก็ท้าทายมากด้วยครับๆ โดนเฉพาะเรื่องของคน และการดูแลพนักงานที่ดีมาก
คนที่นี้เก่งมากมาจากหลากหลาย background และหลายเชื้อชาติ มีคน 80 กว่าชาติ มาจากสาย Tech, Bank, Consulting, UN, NGO, Embassy, interpol, FBI, etc. การที่ได้ทำงานกับคนเหล่านี้ได้ ฟังประสบการณ์ ก็ทำให้เราได้อะไรเยอะแล้ว

สวัสดิการที่นี้ดี มีอาหารให้กินทุกมื้อ มีค่าเดินทาง ค่าดูแลสุขภาพ ที่เราจะเอาไปใช้จ่าย ออกกำลังกาย นวด เล่นสกี ดำน้ำ แล้วแต่เรา วันหยุดเยอะ ทำงานที่บ้านก็ได้ กิจกรรมจัดบ่อย แล้วจัดทีจัดใหญ่มาก มีที่ผ่านมา เช่าประสาทเก่าทำเป็น ธีม Harry Potter มีจัดปาร์ตีก็ปิดสนามบินเลย อีกทั้งที่นี้ค่อนข้างสนับสนุนให้ทุกคนเปิดเผย เป็นตัวของตัวเอง มีการสนับสนุนกลุ่ม LGBT, Women@, Black@, Latin@, etc.

สิ่งที่สนุกที่สุด คือได้เดินทางไปหลายเมือง หลายประเทศ Facebook จะมีสำนักงานอยู่ในเมืองหลักๆ เกือบทุกทีในโลกครับ ซึ่งเราสามารถเข้าไปทำงานได้เลย เราจะเดินทางค่อนข้างบ่อยครับ มีช่วงหนึ่งเดินทางไป 4 ทวีป ในอาทิตย์เดียวกัน เหนื่อยมาก แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

เจอ Mark 2 รอบ แล้วครับ เคยเจอตอนไป Silicon Valley ที่สำนักงานใหญ่ (MPK) 1 รอบ แล้วอีกรอบ Mark มาที่ Dublin ครับ

Q: การได้มีโอกาสไปเรียนและทำงานที่ต่างประเทศ…มันให้บทเรียน หรือ มันทำให้เราเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง

เปิดโลกทัศน์ให้กับเราครับ ได้ทำหลายๆ ที่ไม่เคยทำ ได้ไปหลายๆที่ ที่ไม่เคยไป เจอผู้คนหลากหลาย และได้เรียนอะไรหลายอย่างที่ไม่รู้มาก่อน โดยเฉพาะ การเรียน การทำงานค่อนข้างแตกต่างจาก เมืองไทยค่อนข้างเยอะครับ
ต่างประเทศจะเน้น เรื่องการถกเถียง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ การแก้ปัญหา เพื่อไปหาทางออก และที่สำคัญคือต้อง รู้ว่าเป้าหมาย หรือจุดมุ่งหมายคืออะไรครับ ที่สังเกตุได้ชัดเลย คือเพื่อนต่างชาติ กับคนไทย หัวข้อในการคุยหรือสิ่งที่สนใจจะต่างกันครับ เนื่องจากมุมมองที่ไม่เหมือนกัน

อีกอย่างคือการได้ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศตั้งแต่เด็กทำให้ โตเป็นผู้ใหญ่เร็ว ต้องดูแลตัวเอง มีความรับผิดชอบเยอะกว่าคนรุ่นเดียวกันครับ

Q: เราภูมิใจอะไรในตัวเองมากที่สุด หรือคิดว่าอะไรเป็น milestone ที่ตัวเองภูมิใจมากที่สุด

คงเป็นเรื่อง ที่ได้ทำงาน ที่ Facebook ครับรวมถึงตัวงานที่ทำตอนนี้ด้วยครับ คนที่ Facebook จะใช้คำว่า Impact บ่อยมากๆ เพราะนั้นคือเป็น Core value หลัก ของเราครับโดยเฉพาะเราจะ โฟกัสที่ impact to our community งานบางส่วนที่ทำอยู่ ได้ทำโปรเจคที่ เกี่ยวกับ เมืองไทย และ ประเทศเพื่อนบ้านเราโดยตรงครับ ทำให้เข้าใจหลายๆ อย่างเกี่ยวกับ ประเทศเราและเพื่อนบ้าน มากขึ้นครับ งานที่ทำอยู่มีผลตั้งแต่ระดับรัฐบาล องกรณ์นานาชาติ NGO นักการเมือง ดารา นักร้อง หรือแม้แต่ ชาวบ้านทั่วๆ ไปครับ

มีอยู่โปรเจ็คนึงครับ ช่วยพัฒนาระบบเพื่อที่จะช่วยเหลือคนที่เป็น depression อยากทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตาย งานที่ทำเสร็จสามารถป้องกัน และช่วยชีวิตคนได้หลายคนเลยครับ มีข่าวด้วยครับ

งานหลายๆ อย่างที่ทำ เลยทำให้ได้รับ Rock Star awards ของบริษัทซึ่งต้องขอบคุณหัวหน้า พี่ๆในทีม แล้วคนอื่นๆ ที่ทำงานด้วยที่มีส่วนช่วยให้ได้รับรางวัลนี้ครับ

ส่วนด้านความภูมิใจส่วนตัว คือ การมีทรัพย์สินชิ้นแรก คือคอนโดที่กรุงเทพ ตั้งแต่พึ่งจบ แล้วก็ได้มีโอกาสซื้อของให้ พ่อ แม่ พี่ แล้วก็พา ท่าน กับญาติๆ เที่ยวต่างประเทศครับ

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่ Ireland

ชอบ
1. Ireland เป็นประเทศเล็กๆ มีประวัติยาวนานครับ แต่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก (คนไทยจะสับสนว่า Ireland คือ Iceland ตลอด) Ireland เคยเป็นส่วนหนึ่งของ อังกฤษแต่แยกตัวออกมา และเป็นเป็นประเทศที่มีดารา หรือนักร้องดังหลายคน เช่น Ed Sheeran มี เพลงที่เกี่ยวกับ Ireland เช่น Galway girl/Nancy Mulligan วง Westlife ดารา Hollywood อย่าง Saoirse Ronan, Liam Neeson, Pierce Brosnan, etc.

2. Dublin มีธรรมชาติเยอะ เมืองไม่ใหญ่มาก เราสามารถนั่งรถ หรือขี่จักรยาน ได้ใน 30 นาที ค่อนข้างสะดวก
และจาก Ireland เที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป ง่ายมาก ค่าตั๋วเครื่องบินถูกมากครับ เพราะมี Ryan Air ซึ่งเป็น low cost เจ้าแรก แล้วเป็น business model ให้ Air Asia บ้านเราด้วยครับ คนที่นี้บางคน ไปเที่ยวในยุโรปแทบจะทุกอาทิตย์

ไม่ชอบ
1.อากาศ ด้วยความที่เป็น เกาะ อยู่ติดกับ อังกฤษ เลยอากาศก็จะคล้ายๆ กันครับ ฝนตกบ่อย ลมแรง แล้วก็หนาว แต่ถ้าวันไหนอากาศดี จะสวยมากครับ ที่นี้ ธรรมชาติสวยมาก เป็นที่ถ่ายทำ Game of Thrones กับ Star Wars

2. สิงที่ไม่ชอบอีกอย่างคือค่าครองชีพแพงมาก โดยเฉพาะ ค่าเช่าบ้าน และค่าอาหาร ค่าเช่าบ้านที่นี้แพงกว่า London อีก

3. หาอาหารไทยที่อยากกินไม่ได้ และอยู่ที่นี้ไม่สะดวก สบายเหมือนอยู่ที่ไทย ที่นี้ไม่มีคนบริการจะต้องทำเองทุกอย่าง

Q: หากนำวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่ Ireland กลับมาพัฒนาประเทศไทยได้หนึ่งสิ่ง…สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

Ireland มีประชากรไม่ถึง 5 ล้านคน เมื่อก่อนเป็นประเทศที่จนมาก คนอังกฤษจะดูถูกอยู่บ่อยๆ คนไอริชมีความเป็นอยู่ที่ลำบากมากจนต้องอพยพไปหางานทำที่อเมริกาจนตอนนี้มีคนเชื้อสาย ไอริช อยู่ที่อเมริกา 40 กว่าล้านคน คนที่ย้ายถิ่นฐาน ก็นำวัฒนธรรมไอริชไปเผยแพร่ให้คนรู้จัก คณะเดียวกันก็ส่งเงินกลับมาพัฒนาประเทศ ในปัจจุบันไอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงอันดับ 4 ของโลก ส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลที่มีนโยบายด้านภาษี ดึงดูดให้บริษัทระดับโลก ทั้ง Tech และ Financial เข้ามาตั้ง เป็น สำนักงานใหญ่จนได้ชื่อว่า Silicon Valley of Europe ทั้งที่ไม่ค่อยมีทรัพยากร และคนน้อย แต่ตอนนี้กลับมีคนเก่งๆ จากทั่วโลกมาทำงานที่นี้
ถึงแม้ไอร์แลนด์ จะเป็นประเทศที่เล็กมาก แต่คนไอริชเป็นคนที่ภูมิใจในวัฒนธรรมของตัวเอง และรักษามันไว้อย่างดี เช่น Irish music, Guinness beer, Guinness book, วัน St Patrick’s Day, วัน Halloween, กีฬา Rugby, ภาษา celtic และ ภาษาอังกฤษ แบบIrish accent

Q: ช่วยแชร์หนังสือที่ทุกคนควรอ่าน

สำหรับการสัมภาษณ์งาน แนะนำ Case in point ครับ ช่วยฝึกในการสัมภาษณ์ได้เยอะมาก
สำหรับหนังสือที่ควรอ่านคือ Freakonomics กับ The Alchemist. Freakonomics จะช่วยให้เราเข้าใจที่มาที่ไปของหลายๆ อย่าง แม้แต่สิ่งทั่วๆไปที่ เราเห็นอยู่ทุกวัน ส่วน The Alchemist เป็นนิทาน ที่ช่วงสร้างแรงบันดาลใจ และค้นหาตัวเองครับ

Q: ฝากอะไรไว้กับน้องๆคนไทยที่อยากเจริญรอยตามเรา

การไปอยู่ต่างประเทศหลายๆ คนคิดว่าสบาย สวย หรู่ แต่เรื่องจริง คือลำบากกว่าอยู่ที่ไทย โดยเฉพาะตอนเป็นนักเรียน ต้องประหยัด ทำงานพิเศษ ไม่ได้กินอาหารดีๆ มีรถขับเหมือนที่ไทย ต้องนั่งรถเมล์ ทำอาหารเอง กินมาม่า (ช่วยไว้หลายรอบมาก) ต้องจากพ่อ แม่ เพื่อน อยู่คนเดียวในต่างถิ่น ภาษาก็ไม่ได้ แต่ความลำบากพวกนี้ คือสิ่งที่สอนให้เราเป็นผู้ใหญ่ และทำให้เราพร้อมกว่าเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน เมื่อเราต้องเข้าสู่วัยทำงาน

ภาษาอังกฤษ ตอนเรียนอยู่ประถมนี้ตกตลอดเลย เพราะเป็นคนขี้เกียจไม่ชอบท่องศัพท์ ท่อง grammar แต่เป็นคนชอบ อ่าน และดูหนัง ภาษาอังกฤษ (ตอนนั้นติด Harry Potter ครับ พอเล่มใหม่ออกนี้ ไปเข้าแถว แล้วอ่านภาษาอังกฤษ เพราะไม่อยากรอภาษาไทยแปล) การที่เราคะแนนไม่ดี ไม่ได้หมายความว่าเราอาจจะไม่ได้ไม่เก่งสิ่งนั้น แต่อาจจะเป็นเพราะ เราอาจจะไม่ใส่ใจ ไม่ชอบ หรือไม่ได้ตั้งใจมากกว่า ถ้าเราชอบ และมีความตั้งใจ เชื่อว่าถ้าพยายาม ยังไงก็สำเร็จครับ คะแนน ที่โรงเรียน หรือ มหาลัยไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จครับ มันเป็นแค่ตัววัดหนึ่งเท่านั้น อาจมีผลช่วยให้เราสอบเข้าแค่นั้น ตอนทำงานจริง แทบไม่ได้ดูด้วยซ้ำ ขอให้น้องๆ ค้นหาตัวเองให้เจอ ทำในสิ่งที่ชอบ ตั้งใจ กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ และที่สำคัญอย่าหยุดเรียนรู้ครับ

Facebook Comments