อลิส เส้นทางสู้ชีวิต สู่ “นางพยาบาลไทยในนิวยอร์ค”

0
6340
อลิส เส้นทางสู้ชีวิต สู่ “นางพยาบาลไทยในนิวยอร์ค

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

พี่ชื่ออลิสคะ นิตยา ร่มโพธิ์รี ที่เมืองไทย พี่เรียนจบปริญญาตรีพยาบาลศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยสยาม จบปริญญาโท ด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยศิลปกร ตอนอยู่เมืองไทยพี่เป็นอาจารย์พยาบาล ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

ส่วนที่ นิวยอร์ค พี่เริ่มจากเรียน Coursework/Training เกี่ยวกับ Autism, Child and Maltreatment และ Prevention School จนสุดท้ายได้ทุนของรัฐบาล NYC ชื่อทุนโปรแกรมคือ National Council Licensure Examination For Registered Nurses Preparation Course For English Language Learners ศึกษาที่ LaGuardia Community College Of NYU ทุนนี้เป็นทุนให้เปล่า

สำหรับนักศึกษาต่างชาติ ที่เรียนจบพยาบาล แล้วอยากสอบผ่าน License Registered Nurses แล้วทำงานให้กับรัฐบาล NYC อย่างที่เรารู้ๆ กันคือใน นิวยอร์คนี่ มีคนต่างชาติเยอะมาก รัฐบาลจึงต้องการพยาบาลที่สามารถพูดได้ หลายภาษา ทุนนี้ถึงจะเป็นทุนให้เปล่า แต่มีข้อแม้ว่า ต้องทำงานใน NYC อย่างน้อยเป็นเวลา หนึ่งปี ห้ามย้ายรัฐไปไหน

ปัจจุบันทำงานเป็น Registered Nurse ประจำโรงเรียน school nurse ในตำแหน่ง Public Health Nurse สังกัด Department Of Health and Mental Hygiene NYC ทำงานที่นี่ได้ปีหนึ่งแล้วคะ

Q: ตั้งแต่แรกเลยพี่ Alis ไปอยู่อเมริกาได้ยังไงอ่ะคะ

พี่ทำงานเป็นอาจารย์พยาบาลที่เมืองไทยได้ 5 ปี แล้วก็เกิดเบื่อชีวิต แล้วก็รู้ใจตัวเองว่า เราเป็นคนที่ชอบอะไรที่ท้าทาย อยากใช้ชีวิตแปลกใหม่ บวกกับรู้ว่าตัวเองมีข้อด้อยคือภาษาอังกฤษแย่มากๆ เลยตัดสินใจมาเรียนภาษาต่อที่ นิวยอร์ค

Q: พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้…ไปแรกๆชีวิตเป็นยังไงบ้างคะ

ชีวิตแรกๆที่นี่ ลำบากมากเลยคะ

อย่างแรกเลยคือเรื่องภาษา เราคนไทย อ่านออก เขียนได้ แต่พูดไม่ได้ ไม่สามารถใช้คลังความรู้ภาษาอังกฤษที่มีในหัวประมวลออกมาเป็นประโยคได้ แรกๆคือ พูดได้แค่ประโยคสั้นๆ ฟังอะไรก็ไม่เข้าใจ ตอนที่มามีน้องสาวของเพื่อนสนิทชื่อน้องแนน และน้องกุ้ง ที่อยู่ที่นี่ คอยช่วยเหลือทุกอย่าง อาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็กๆ มีเงินติดตัวมาแค่พอค่าเทอม และประทังชีวิตเล็กๆน้อยๆ

ช่วงที่เรียนภาษา ก็พยายามหารายได้เล็กๆน้อยๆ จากงานทั่วไป พยายามหางานทำทั้งๆที่รู้ว่า ผิดกฏหมาย (อันนี้อย่าเอาอย่างนะคะ) นักเรียนไม่สามารถทำงานนอกแคมปัสได้ แต่ก็ดันทุรัน พี่ทำงานมาหมดทุกอย่างเลยคะ เริ่มจากรับจ้างทำความสะอาดบ้าน รับจ้างจูงสุนัข รับจ้างเลี้ยงเด็ก ทำงานร้านอาหารไทย ทำเล็บ ทำงานนวด งานหนักเงินน้อย คำดูถูกต่างๆไม่เคยเกี่ยงเลย

ไม่เคยคิดว่าตัวเองตกต่ำต้องมาทำงานอะไรแบบนี้ คิดแค่ว่าทุกอย่างที่เราทำ คือการหาประสบการณ์ชีวิต และพัฒนาภาษาอังกฤษ อดทนเรียนภาษาอังกฤษไปด้วย ทำงานรับจ้างต่างๆไปด้วย ใช้เวลาเรียนภาษาอังกฤษสักเกือบๆ 3 ปี ภาษาก็พัฒนาขึ้น ช่วยเวลาเดียวกัน พี่ก็พยายามสอบไลเซ่นพยาบาลของที่นี่ไปด้วย แต่ก็สอบไม่เคยผ่านเลยสักรอบ ทดลองสอบไปเรื่อยๆ จนได้มาทุนนั่นแหละคะ คือจุดเปลี่ยนของชีวิต

Q: กว่าจะได้มาเป็น school nurse สังกัด Department Of Health and Mental Hygiene ของ NY นี่ต้อง “ผ่าน” อะไรมาบ้างคะ

สิ่งที่ยากลำบากสำหรับพี่เลยคือ การสอบ license Registered Nurse ให้ได้คะ เพราะถ้ายังสอบไม่ผ่าน ก็ไม่สามารถทำงานเป็นพยาบาลที่นี่ได้ สำหรับคนอื่นอาจจะไม่ยาก แต่สำหรับพี่ พี่ใช้คำว่าเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตพี่เลย อาจจะเป็นเรื่องข้อจำกัดด้านภาษาอังกฤษของพี่ด้วยหลักๆและคิดว่าเรายังทุ่มเทไม่มากพอ เพราะต้องเรียนภาษาอังกฤษไปด้วย ทำงานไปด้วย และต้องเตรียมตัวสอบไปด้วย

พี่ทดลองสอบอยู่ 3 ครั้งก็ไม่เคยผ่านเลย ตอนเรียนทุนโปรแกรมก็ลำบากมาก เรียนหนัก ต้องมาเรียนรู้ศาสตร์ด้านการพยาบาลที่ประเทศเราไม่มี ไม่ได้สอน ช่วงที่พี่เรียนทุน พี่บอกกับตัวเองเลยว่า นี่จะเป็นการทุ่มเทพลังครั้งสุดท้ายในชีวิตพี่ เพื่อให้สอบผ่าน license Registered Nurse พี่จึงตัดสินใจหยุดทำงานทุกอย่าง บอกกับตัวเองว่าจะใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายที่มี เพื่อประทังชีวิต จนกว่าจะเรียนจบและสอบ license ให้ผ่าน เพื่ออนาคตและชีวิตที่ดีขึ้น ในเมื่อสมองเรามีน้อยกว่าคนอื่น ก็ใช้ความมุมานะพยายามเข้าทดแทน

ช่วงที่เรียน พี่ก็เป็นนักเรียนไทยคนเดียวในคลาส ต้องอดทน บางทีเราก็ไม่เข้าใจเวลาครูสอน บางครั้งเพื่อนและครูก็ขำในภาษาอังกฤษสำเนียงไทยๆของพี่ แต่พวกเค้าไม่ได้จริงจังแบบหัวเราะเยาะหรืออะไร พี่ไม่ได้สนใจเก็บเอามาคิดมากเพื่อนๆกันทั้งนั้น มันก็แค่ขำ เพราะบางทีเรายังแอบขำเพื่อนคนอื่นๆเลย พี่ใช้เวลาอ่านหนังสือวันละไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมงทุกวัน

Q: มีทิปอะไรอยากบอกคนที่อยากเจริญรอยตามพี่ Alis ในการหางานบ้าง

อย่างเดียวเลยคะคือ “อดทน” ไม่ต้องไปสนใจคนอื่นที่มองเราด้อยกว่า พี่จะบอกตัวเองเสมอว่า ฉันพูดภาษาอังกฤษกับคุณ ถ้าคุณไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันพูด ถือว่าภาษาอังกฤษคุณก็ดีไม่พอเหมือนๆกันกับฉัน

พี่เคยไปสมัครงานโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ตอนสัมภาษณ์ เจอฝรั่งคนสัมภาษณ์พูดว่า “ฉันไม่รู้ว่าคุณสามารถสอบผ่านไลเซ่นพยาบาลของอเมริกาได้อย่างไร ทั้งๆที่ภาษาอังกฤษคุณก็ไม่ได้ดี” โห้! พี่นี่…น้ำตาซึมเลยคะ แต่ก็ถอนหายใจลึกๆ แล้วตอบเค้าไปว่า “I might have problam with English but i don’t have any problem with nursing knowledge”

สุดท้ายพี่ก็ได้งานที่ Department Of Health and Mental Hygiene จะว่าเป็นโชคดีก็ได้นะคะ เพราะจริงๆแล้ว พยาบาลต่างชาติไม่สามารถทำงานของรัฐบาลได้ถ้าไม่มีประสบการณ์การทำงานในอเมริกา ต้องมีประสบการณ์การทำงานอย่างน้อยๆสองปี แต่ที่พี่ได้งานนี้ อาจเป็นเพราะ ตอนนั้นพี่ทำงานเป็น school nurse แต่ทำงานกับ agency เอกชน ถูกส่งไปทำงานในโรงเรียนที่เป็นถิ่นแย่ๆหน่อย พูดง่ายๆก็คือ ไม่อยากมีพยาบาลคนไหนอยากไปทำงานที่นั่น ตอนนั้นพี่คิดอย่างเดียวว่า ทำๆไปเถอะ เราทำงานในหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

ตอนนั้นก็พึ่งเริ่มทำงานเป็นพยาบาลใหม่ๆด้วยคะ ประสบการณ์ก็ไม่มีเลย ทำงานคนเดียว ถูกเด็กนักเรียนแกล้ง ล้อเลียนสำเนียง งานหนักจนไม่มีเวลาพักกินข้าว หรือเข้าห้องน้ำเลย แต่พี่อดทนคะ

จนวันหนึ่งโชคเข้าข้าง supervisor ของ Department Of Health and Mental Hygiene มาเจอพี่ตอนทำงาน เค้าเห็นเวลาที่เราทำงาน เค้าเลยถามพี่ว่าสนใจอยากทำงานสังกัดรัฐบาลไหม เค้าจะช่วย ถึงแม้ว่าพี่จะไม่มีประสบการณ์เลยก็ตาม พี่เลยตอบตกลงคะ ถึงแม้ว่าทำงานกับรัฐบาลจะไม่ได้เงินเดือนเยอะ แต่สวัสดิการอื่นๆ ดีมากๆ
สุดท้ายพี่รู้มาว่า supervisor เค้าชอบคนเอเชีย เค้าบอกว่าทำงานขยัน สะอาดและอดทน นี่แหละคะคือข้อดีของพยาบาลไทย พี่ว่านะ

Q: แล้วพี่ Alis เองมีการพัฒนาภาษาตนเองยังไงอ่ะคะ

ลองผิดลองถูกคะ และไม่อาย อย่างแรกเลยคือต้องไม่อาย ต้องกล้าที่จะพูดออกไป ถ้าไม่กล้านี่จบเลย แรกๆที่ยังพูดไม่ได้ พี่ก็มีน้องแนนกับน้องกุ้ง น้องคนไทยที่อยู่ด้วยกันคอยช่วย เช่น ติดต่อธนาคาร ติดต่อโรงเรียน และอื่นๆ แต่พอวันหนึ่งเราก็บอกตัวเองว่า เฮ้ย! เราจะมาคอยให้คนอื่นช่วยแบบนี้มันไม่ได้ ต้องกล้าที่จะก้าวออกไปลองด้วยตัวเอง พูดๆไปก่อน ผิดถูกเดี๋ยวค่อยว่า แต่พี่เชื่อว่าฝรั่งส่วนใหญ่ เค้าพร้อมที่จะฟัง พร้อมที่จะเข้าใจสิ่งที่เราพูดนะคะ

จากนั้นเราก็ใช้วิธีการจดจำ เค้าพูดอะไร ออกเสียงยังไง เราก็จำ และเลียนแบบคะ ทุกวันนี้ภาษาอังกฤษพี่ก็ยังไม่ดีพอ ยังต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ พี่อาจจะโชคดีตรงที่ทำงานกับเด็กๆ เด็กๆนี่แหละคะ เป็นครูที่ดีเลย เค้าจะไม่คิดเยอะ ไม่มีอคติ เค้าจะพูดง่ายๆให้เราเข้าใจได้

ส่วนอีกข้อหนึ่งสำหรับพี่คือ พอมีแฟน ก็ช่วยได้เยอะ ได้มีโอกาสพูดบ่อยๆ อันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพี่นะคะ 555 อีกสิ่งหนึ่งคือ พี่ว่าถ้ามีคนรอบข้างที่ดี มีเพื่อนดี ก็จะคอยช่วยเหลือ อันนี้ก็สำคัญมากสำหรับพี่นะ

Q: คิดว่าการมีโอกาสได้ใช้ชีวิตในต่างแดนมันสอนและให้อะไรกับชีวิตเราบ้างคะ

สอนความอดทนคะ อันนี้สำคัญเลย มันทำให้เรารู้เลยว่าเรามีศักยภาพมากพอที่จะพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด ให้โอกาสดีๆ ได้เรียนรู้ ได้รู้จักคนอื่นๆที่เก่งๆกว่าเรา และทำให้เรารู้ว่าคนไทยเรานี่ เก่งและอดทน ได้ดีไม่แพ้ชาติใดในโลกเลยคะ

Q: ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่อเมริกามากที่สุด

ชอบ
1.ความอิสระเสรีคะ ทุกคนมีอิสระในทุกสิ่งทุกอย่าง ตราบใดที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน
2.การอยู่ภายใต้กฏหมาย จะเห็นได้ว่ากฏหมายของที่นี่ ทุกคนเคารพและปฏิบัติตาม
3.การทำงานที่ชัดเจน พี่ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ที่เมืองไทย พยาบาลไทยทำทุกอย่างเลยคะ งานหนัก เงินน้อย ต้องรับแรงเสียดทานจากทุกๆอย่าง แต่ที่นี่ พยาบาล ทำหน้าที่เฉพาะของตัวเอง อะไรที่ไม่ใช่ ไม่ทำ เรามีขอบเขตการทำงานภายใต้จรรยาบรรณวิชาชีพที่ชัดเจน

Q: หากเลือกนำวัฒนธรรมของที่นั่นกลับมาพัฒนาบ้านเรา หรือคนบ้านเราได้ 1 อย่าง…สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

พี่ไม่รู้ว่าบอกไปแล้วจะดูตลกหรือเปล่านะคะ แต่พี่ที่นี่ เวลาที่มีรถฉุกเฉิน รถทุกคนจะรีบและพยายามหลบ อันนี้เป็นวัฒนธรรมที่พี่ชอบและประทับใจที่สุด

Q: มี quote อะไรที่สอนชีวิตได้ดีที่สุด

No one above the law of karma พี่เชื่ออันหลักการนี้คะ เราทำอะไรเราก็ได้อย่างนั้น ไม่มีใครหนีพ้น ทำดีย่อมได้ดี

Facebook Comments