เจิน สาวไทยวัย 33 ปีในตำแหน่ง Senior Manager บริษัท Honeywell Aerospace ในอเมริกา

0
11308
เจิน สาวไทยวัย 33 ปีในตำแหน่ง Senior Manager บริษัท Honeywell Aerospace ในอเมริกา

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

สวัสดีค่ะชื่อศุภรดา ชื่อเล่น ชื่อเจินค่ะ อายุ 33 ปี มาอยู่อเมริกาเป็นเวลา 9 ปี ตอนนี้ตำแหน่งปัจจุบันคือ Senior Materials Manager (สายงานเจินจัดว่าอยู่ใต้ร่ม supply chain) อยู่ Honeywell Aerospace เป็นบริษัทที่คนส่วนใหญ่คิดว่าทำเครื่องใช้ไฟฟ้าและพัดลม ฮ่าๆ แต่จริงๆ main ธุรกิจของบริษัทคือประดิษฐ์เครื่องยนต์เครื่องบิน, ชิ้นส่วนเครื่องบิน และจรวดอวกาศ ทุกสิ่งอย่างที่บินได้ มี HQ อยู่ที่ Phoenix, Arizona เจินทำบริษัทนี้มาได้ 7 ปีแล้วค่ะ

เจินแอบรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่สามารถมาอยู่ ณ จุดนี้ได้ อยู่เบื้องหลังการสร้างเครื่องบิน เพราะผู้หญิงที่ทำงานในสาขาทำเครื่องบินนั้นน้อยมาก ratio ที่ 2 ต่อ 10 เลยก็ว่าได้ แต่เราสามารถเป็นหนึ่งในหัวหน้าที่เป็นผู้หญิงที่อายุน้อยและมีลูกทีมหลายคน และเป็นคนเอเชียที่ไม่ได้โตที่นี่ เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับโอกาสที่ให้เรามาถึงตรงนี้

เจินจบ Bachelor Degree ที่ BUIC ในช่วงที่เรียนอยู่ปี 2 นั้นได้มา Work and Travel เป็นที่อเมริกา และในช่วงปี 2-4 ทำงาน Part-time เป็นล่ามให้ที่ Central Chidlom พอช่วงปลายปี 4 ได้งานเต็มเวลาที่ IBM ทำอยู่ 2 ปีจึงตัดสินใจมาเรียนปริญญาโท International Business ที่สหรัฐอเมริกาค่ะ

Q: เจินเล่าให้ฟังหน่อยว่า การหางานที่อเมริกามันโหดหินแค่ไหน เราผ่านอะไรมาบ้าง

เจินเรียนจบปี 2010 ซึ่งเป็นช่วง Great Recession เศรษฐกิจตกต่ำ คนตกงานและปัญหาการว่างงานสูงมาก ในอเมริกา งานแรกที่เจินได้คือ Personal Banker III (ตอนนั้นคิดว่าได้อะไรก็ทำไปก่อน เพื่อที่จะฝึก culture ของการทำงานในรูปแบบของบริษัทที่นี่) แต่เจินไม่มีความสุขกับงานนั้น ค่อนข้าง depress เลยก็ว่าได้ แต่ก็อดทนทำไปเป็นเวลา 8 เดือนและลาออกเพื่อหางานที่คิดว่าตัวเองสามารถก้าวหน้าได้อย่างจริงจัง

ในช่วงเวลานั้นเราว่างงานมาประมาณ 5 เดือน สมัครงานทุกวัน my full-time job was to look for a job เดินเข้าไปถึงบริษัทก็เคยทำมาแล้ว โทรไปตามบริษัทเพื่อขอไปสัมภาษณ์ รอสายเป็นชั่วโมง บางครั้งเราไปถึง Final บางที่มีผู้สัมภาษณ์เราถึง 5 คน แต่ก็จบลงที่ไม่ได้งาน ในตอนนั้นเครียดมากๆ และ ร้องไห้บ่อยมากๆ

นอกจากนี้ก็ยังได้มุมมองในอีกด้านหนึ่งจากคนไทยคนอื่นๆ ซึ่งเจินอยากพวกเรามีทัศนคติในแง่บวกมากขึ้นและ encourage ซึ่งกันและกันกับพี่น้องคนไทยที่กำลังหางานที่อเมริกา

Q: คนไทยเหล่านั้นมีมุมมองยังไงเกี่ยวกับการหางานในต่างประเทศอ่ะคะ

  • คนอเมริกาก็ตกงาน ทำไมเค้าต้องมาจ้างคนเอเชียอย่างเรา
  • ชื่อเรา! ฟังดูก็รู้ว่าเป็นคน ต่างชาติ แค่เห็นชื่อก็ไม่อ่าน resume ของเราแล้ว ต่อให้ Resume จะดีแค่ไหนก็ตาม เค้าเห็นก็โยนทิ้ง มีคนแนะนำให้เราไปเปลี่ยนชื่อ เราดีใจที่ไม่ทำตาม เพราะมีแต่คนชอบชื่อเราที่ทำงาน หรือบางทีก็เรียกว่า super girl แทน ฮ่าๆ
  • คนไทยเก่งสู้ชาติอื่นไม่ได้
  • ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษา พูดไม่เก่ง (ลูกทีมที่เก่งที่สุดและขยันที่สุดของเจินคือคนเวียดนามอายุ 50 กว่าปี ถึงแม้ภาษาอังกฤษเขาไม่แข็งแรงก็ตาม แต่เป็นมือขวาของเจินเลย)
  • สายงานเราตอนแรกก็มีคนถามเยอะว่า สมัครทำไม? ทำไม่ได้หรอก ไม่มีความรู้ ทางด้านนี้ ทำไปก็อายเขาเปล่าๆ
  • เรียนไปทำไม จบมาก็มาทำงานร้านอาหารอยู่ดี (เราไม่ได้หมายความว่าทำงานร้านอาหารไม่ smart นะคะ อย่าเข้าใจผิด แต่คิดถึงว่า เป้าหมายที่เรามาเรียนคืออะไร)
  • เกรดไม่ดีไม่กล้าสมัครงาน ( บอกไว้ก่อนเลยว่าเจินก็ไม่ใช่คนเรียนเก่ง จบได้นี่ต้องติวเลขกับพี่ชายข้ามประเทศเลยทีเดียว)
  • คนเอเชียได้เงินน้อยกว่าคนท้องถิ่นที่นี่ ทำไปก็เสียเวลาเปล่าๆ

ซึ่งอาจจะเป็นจริงในบางสถานการณ์ แต่ในมุมมองเรา เราไม่เคยคิดว่า เราไม่ได้งานหรือได้งาน เพราะเราเป็นคนไทย หรือเราเก่งไม่พอ แต่เราอาจจะไม่เหมาะกับตำแหน่งนั้น ณ เวลานั้น It’s not meant to be and there will be something greater and better!

ในขณะเดียวกันเราจะต้องพัฒนาตัวเราให้ดีขึ้น เช่น ในช่วงระหว่างหางาน เราไปร่วมกลุ่ม toast master กับ Intel เพื่อที่จะฝึกทักษะในการพูดใน public ให้ดีขึ้น และเราไปลงเรียน Project Management Professional course เพื่อที่จะเป็น certification มาสนับสนุนสายงานที่เราสนใจ

Q: อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการได้งานในต่างประเทศสำหรับเจิน

เรามีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์คนอื่นมาพอสมควรจริงๆแล้วเราอ่านแค่resume เราก็สามารถบอกได้เลยว่าคนนี้สามารถทำงานที่เราต้องการได้หรือไม่จากประสบการณ์ของเขา แต่เรานัดสัมภาษณ์เพื่อที่เราจะดู personality และ attitude ของเขา

เราจึงคิดว่า Attitude สำคัญมากกว่าประสบการณ์ ถ้าประสบการณ์ดีมาก แต่ attitude ไม่ดี เราก็ไม่เลือก candidate คนนั้น (แต่เราก็จะ balance เพราะบางคนพูดเก่งแต่อาจจะทำไม่เก่ง) ฉะนั้นอย่ากลัวว่าไม่มีประสบการณ์แล้วจะไม่ได้งาน

งานสอนกันได้ และทุกคน replaceable แต่ attitude นั้นเปลี่ยนยาก ฉะนั้นเมื่อสมัครงาน เราต้องมีความมั่นใจตอนสัมภาษณ์ ถึงแม้เราจะยังไม่รู้งาน แต่เราพร้อมที่จะเรียนรู้ และต้องเรียนรู้เร็วและรู้จักที่จะคิดนอกกรอบ

อีกอย่างเราแนะนำว่าถ้าสมัครตาม website แล้วไม่ได้ ให้ลองใช้ recruiter หรือ นายหน้าหางาน ทำ profile ขึ้นมาบน LinkedIn ปรับปรุง resume ทุกครั้งที่สมัครงาน ต้องมี keyword ที่เขาหาในงานนั้นๆ ส่วนใหญ่แล้วบริษัทใหญ่ๆจะจ้างคนในก่อน และต้องผ่านกระบวนการเยอะมากถ้าต้องการจ้างคนนอก

Q: การเป็นผู้หญิงเอเซียตัวเล็กๆ ที่มีลูกน้องเป็นผู้ชายเกือบหมดเลย… เจออุปสรรคอะไรบ้างมั๊ยคะ

ตอนนี้มีลูกทีม 15 คน และกำลังจะเพิ่มเป็น 25 คน มีผู้หญิงแค่ 2 คน ที่เหลือเป็นผู้ชายที่ส่วนใหญ่เป็นทหารมาก่อน การมีผู้หญิงอายุน้อยกว่า มาเป็นหัวหน้าก็คงจะแปลกสำหรับพวกเขาเหมือนกัน

เนื่องจากสายงานเราผู้ชายเยอะ sarcasm จะเยอะมาก แรกๆเราก็ตกใจเหมือนกัน แต่เราก็เรียนรู้ที่จะผ่านไปได้และ develop thick skin มีช่วงหนึ่งเพื่อนร่วมงานผู้ชาย ชอบ bully เรา (เป็นผู้ชายสูง 6 ฟุตอ่ะ 555) พูดจาเสียงดังโผงผาง เขาคงคิดว่าเราคือคู่แข่งขันของเขาเพราะเป็นแค่กับเราคนเดียว ตำแหน่งเท่ากัน และมักจะ throw เรา under the bus ในที่ประชุม จนเรารำคาญ เราเลย stood up for myself เรียกมาคุยตัวต่อตัว หลังจากนั้นเค้าก็เลิกทำ จนเราได้ตำแหน่งที่เหนือกว่าเขา เขาคงตะลึงเล็กน้อย และได้ลาออกไปในที่สุด

ฉะนั้นตอนอยู่ที่ทำงานเราก็จะห้าวๆหน่อย แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะให้เกียรติในการตัดสินใจของลูกทีม เจินจะบอกลูกทีมเจินเสมอว่าถ้าแก้อะไรไม่ได้ให้ escalate มาหาเรา help me, help you เพราะเราต้องทำงานกันเป็นทีม เราต้องลงเรือรำเดียวกัน เราต้องให้เขาเข้าใจใน big picture ของบริษัท

Q: อยากให้เจินแชร์ทิปในการหางานในต่างประเทศกับเพื่อนคนไทยด้วยกันค่ะ

  • บางทีต้องเริ่มต้นจากตำแหน่งธรรมดาก่อน เราก็ผ่าน recruiter เหมือนกัน คือ get your foot in the door ถ้าเราทำงานดี มีความตั้งใจ เขาก็จะอยากจ้างเราเอง และค่อยๆ ไต่เต้าไปเรื่อยๆ และสร้าง connection ในบริษัท
  • ถ้ายังหางานไม่ได้ให้ volunteer ทำประโยชน์ให้สังคม แล้วเอามาพูดในตอนสัมภาษณ์ เพราะอย่างน้อยเป็นการบอกว่าคุณใช้เวลาอย่างมีค่า
  • บางบริษัท offer class ต่างๆ ฟรี จัดไปเลยค่ะ ห้ามพลาด! มันจะเป็นประโยชน์ต่อเรามากๆ ไม่ใช้ตอนนี้ก็ใช้ในอนาคต
  • บางคนคิดว่า บริษัทที่ต่างประเทศ ไม่สนใจว่า เรามีปริญญาหรือไม่ ส่วนตัวเรา เราว่าเค้าดูนะคะ มี 4 เหตุผลคือ
    1. คุณอาจจะได้งานที่บริษัทนั้น แต่คุณอาจจะไม่ qualify ที่จะเป็น manager ได้ เพราะ minimum requirement สำหรับ manager ในบริษัทใหญ่ๆคือ Bachelor Degree และ Prefer Master Degree นอกเสียจากจะเก่งร้ายกาจจริงๆ บริษัทจะให้ตำแหน่งไปก่อน แต่แล้วบริษัทจะบีบคั้นให้ไปเอาปริญญาเพราะ ทุกๆปีเขาจะมี census ของแต่ละองค์กร
    2. การเรียนจบ เป็นการบอกว่า you accomplished something big in your life
    3. ทำให้บริษัทดูดีว่า พนักงานของเขา มีการศึกษาดี
    4. ถึงแม้ว่าคุณจบมหาวิทยาลัยชื่อไม่ดัง ก็ยังดีกว่าคุณไม่จบอะไรเลย

Q: ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่พีคที่สุดในการทำงานที่อเมริกาให้ฟังกันหน่อย

ช่วงพีคแบ่งเป็น 3 ช่วง

  1. ตอนที่เราเป็น Temp ตำแหน่ง Project Coordinator เราค้นพบตัวเลขว่า project ของเรานั้น จริงๆทำเงินให้บริษัทปีละเยอะมากถึง 80% กว่าที่ทุกคนคิดไว้ (ทั้งๆที่เขาไม่ได้ขอให้หาข้อมูล แต่เจินเป็นคนที่ขอร้อย ให้ร้อยยี่สิบ) เจินไม่สามารถบอกตัวเลขได้ในดอลลาร์ได้เพราะเป็นกฎของบริษัท แต่เจ้านายเก่าเขาประหลาดใจและบอกว่าโปรเจคมีมา 4 ปีแต่ไม่มีใครหาที่มาที่ไปได้ เราเลยแนะนำและวางแผน ROI ให้เขาเห็นว่าควรที่จะขยายให้กว้างมากกว่านี้ เจ้านายเลยอนุญาตให้เราเป็นคนตัดสินใจ ซื้อเครื่องยนต์เครื่องบินเอง ซึ่งก่อนหน้านี้เป็น mechanic เป็นคนตัดสินใจ จากปีละ 8 เครื่อง เราเพิ่มเป็น 22 เครื่อง และสามารถทำ revenue ให้กับบริษัทเพิ่มมากขึ้นถึง 60% และลดค่าใช้จ่ายไปอย่างน้อย 30% ต่อปี เจ้านายเก่าเราคนนั้นเลยดันเรามากๆ จนเราได้ตำแหน่งที่ 2 ในอีกองค์กรใน Honeywell
  2. อีกตำแหน่งคือ Senior Materials Planner จากที่เราดูแล เครื่องยนต์เครื่องบินของ Business Jet เราได้มาดูแลเครื่องบิน Commercial ทั้งลำแทน ก็คือ Boeing737, Airbus 319 และ Airbus 320 ตั้งแต่การตั้งราคา การถอด และการซ่อมแต่ละชิ้น ตอนนั้นบริษัทเราซื้อเครื่องบินมาตกปีละ 25 ลำ งานนี้สนุกมากๆ เราได้มีโอกาสเดินทางไปหลายที่ ไปตรวจเครื่องบิน ไปประชุม ไปตรวจบริษัทซ่อมเครื่องบิน รู้จักกับคนในวงการ Aviation หลายๆคน ซึ่งเป็นการเปิดโลกใหม่ของเราเลยทีเดียว เราเรียนรู้เครื่องบินทั้งลำตั้งแต่หัวจดหาง ทั้งๆที่ไม่ได้จบด้านเครื่องบิน ( เวลาขึ้นเครื่องบินก็จะเหมือนคนโรคจิตหน่อยๆชอบมองซ้ายมองขวา ว่าชิ้นส่วนของเครื่องบินทำงานแบบไหน 555)

แต่ตอนนี้คงพีคสุด เจ้านายเจินให้เวลาเจินอีก 1 ปี ที่จะมาแทนที่เขาคือ Site Leader ซึ่งจะมีลูกทีม 80 คน หรือไปเป็น Manager/Director ขององค์กรไหนก็ได้ที่ใหญ่ขึ้น เขาใช้เวลากับเจินวันละ 45 นาที เพื่อ train งานเขาให้เจินและพาเจินไปรู้จักกับ director ในองค์กรอื่นๆ ( ซึ่งก็คือหนึ่งในข้อดีของการทำงานบริษัทใหญ่เพราะมีหลายองค์กรและได้ทำงานกับคนทั่วโลก)

การ support ของเขา ทำให้เจินประทับใจในและเจินอยากที่จะ pay it forward ให้กับคนอื่น ช่วยดู resume แนะนำเรื่องการสัมภาษณ์งาน และอยากเป็นกำลังใจให้ เหมือนอย่างโปรแกรม Big sister นี้

Q: ชอบและไม่ชอบชีวิตอะไรที่อเมริกาบ้าง

ชอบ

  • การทำงานเป็นระบบของคนที่นี่ ทุกอย่างมีขั้นตอน และบรรยากาศการทำงานที่เราสามารถจะถามสิ่งต่างๆ ที่เราไม่เข้าใจ หรือข้องใจ โดยไม่ถูกมองว่าเป็นการก้าวก่าย
  • เราชอบการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายของคนที่นี่ และความ friendly ที่บางที เราสามารถคุยกับคนแปลกหน้าที่ยืนเลือกผลไม้กับเราได้ เหมือนรู้จักกันมาก่อน หรือแค่การพยักหน้าตอนเดินสวนกันใน supermarket
  • การไม่ตัดสินคนแต่ภายนอก

    ไม่ชอบมากๆ
  • “อาหาร” เราชอบอาหารไทย ขนมไทย ผลไม้ไทย แต่ที่อยู่ได้เพราะเป็นคนปรับตัวง่าย ถึงแม้จะทำกับข้าวไม่เป็น ก็จะทำอย่างที่ง่ายๆและมีประโยชน์ในขณะเดียกันเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอาหารที่มีประโยชน์ถึงต้องแพง เหมือนโดนเอาเปรียบ
  • คนบางคนฉวยโอกาสในเรื่องเล็กๆน้อย ฉวยโอกาสรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา หรือเรื่องเล็กๆน้อยๆแล้วเอามาเป็นเรื่องฟ้องร้องกันได้ หรือบางทีเรียกร้องความเป็น freedom ความเป็นส่วนตัวมากเกินจนล้ำเส้นความเป็นคุณธรรม

Q: หากนำวัฒนธรรม/ค่านิยมดีๆที่อเมริกากลับมาพัฒนาประเทศไทยได้หนึ่งอย่าง…สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

การให้โอกาสกับผู้ที่ด้อยโอกาส คนแก่ คนพิการ เด็กกำพร้า คนที่รับใช้ชาติ และสุนัขข้างถนน (เป็นคนรักสุนัขมากๆๆ555)

สำหรับคนพิการ เพื่อ เขาจะสามารถทำงานได้เหมือนคนอื่น มีโอกาสใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ได้มีโอกาสโชว์ความสามารถของเขาที่ซ่อนอยู่โดยที่เราไม่รู้

การให้โอกาสกับเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ เด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่เค้ามีโอกาสเรียนที่ดี มีโอกาสเหมือนเด็กคนอื่น หรือมี big brother/sister ที่จะคอย guide ชีวิตของเขา ปลูกฝังความรัก ปลูกฝังความฝันให้ไปถึง ว่าถึงแม้เขาไม่มีพ่อไม่มีแม่ เขาก็ไม่ด้อยกว่าคนอื่น และให้ชีวิตที่ดีขึ้นกับเขา เพราะเด็กเหล่านี้คืออนาคตของชาติ ใครจะไปรู้เด็กเหล่านี้โตขึ้นอาจจะเป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นครู เป็นทหารรับใช้ชาติ เป็นคนที่ลูกๆ หลานๆ ของเราอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากเขาก็ได้ในอนาคต จึงอยากให้คนไทยทุกคนปลูกฝังความเป็น community การช่วยเหลือคนแปลกหน้าและความรับผิดชอบต่อสังคม

และอยากจะบอกว่า ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน เพราะทุกคนนั้นมีค่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งการงานที่คุณทำ ถ้าคุณทำงานเก่งมาก แต่กลับบ้านมาคุณไม่น่ารักกับครอบครัวของคุณ หรือไม่สร้างประโยชน์ให้สังคม คุณก็เป็นเพียงแค่คนๆนึง

งานไหน ตำแหน่งไหน นั้นไม่สำคัญ ทุกๆงาน ทุกๆหน้าที่สำคัญหมด ถ้างานนั้นสำคัญสำหรับคุณ คุณมีความสุข ครอบครัวคุณมีความสุข คุณก็ถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิตมากๆแล้ว 🙂

Q: ชอบ Quote อะไรมากที่สุด

Never let an impossible situation intimidate you. Let it motivate you – to pray more, trust more, expect more.” Rick Warren
อย่าให้ปัญหามาทำให้เรากลัว แต่ทำให้มันเป็นตัวกระตุ้นเราที่จะอธิษฐานมากขึ้น วางใจและมีความคาดหวังที่มากขึ้น

Do not dare not to dare.
C.S. Lewis, The Horse and His Boy (Chronicles of Narnia, #5) อย่ากลัวที่จะกล้า อย่ากลัวที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทาย

ที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุดคือ “ประหยัด ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน และรักพระเจ้า” เป็นสิ่งที่คุณปู่ คุณย่าท่านสอนมาตั้งแต่เด็กๆและท่านก็ดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่างจริงๆ

Facebook Comments