จาวตาล อดีตเด็กนอกที่เลือก “โฮมสคูล ลูกตัวเอง” แทน การส่งเข้าเรียนระบบการศึกษาไทย

0
8810
จาวตาล อดีตเด็กนอกที่เลือก “โฮมสคูล ลูกตัวเอง” แทน การส่งเข้าเรียนระบบการศึกษาไทย

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

ชื่อพรรษพร ทานากะ ชื่อเล่นชื่อจาวตาลค่ะ ปัจจุบันเป็นคุณแม่ของลูกชายซนๆวัย 5 ขวบกว่าหนึ่งคน (น้องชิน ทานากะ) เป็นแม่บ้านและเป็นครูเต็มเวลาให้กับลูกด้วยค่ะ ในอดีตเคยศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีและโทที่ญี่ปุ่น แล้วก็ได้มีโอกาสย้ายตามสามีไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐเช็ก 1 ปี ปัจจุบันย้ายมาอยู่ที่จังหวัดชลบุรีค่ะ

Q: ไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นครั้งนั้น…มันเปลี่ยนชีวิตและความคิดของเราไปยังไงบ้าง

คำถามนี้ตอบยากมากเลย จริงๆแล้วต้องบอกว่าการไปอยู่ที่ญี่ปุ่น รวมทั้งการเรียนในมหาวิทยาลัยนานาชาติที่นั่น มันค่อยๆหล่อหลอมวิธีการมองโลกของเรามากกว่าจะเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยน ยิ่งเราได้เจอคนหลากหลาย เราก็ยิ่งได้ฟังแนวคิดหรือได้เห็นอะไรใหม่ๆมากขึ้น ถ้าพูดถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตจากการไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยคงเป็นการเจอกับสามีและแต่งงานจนเป็นแม่บ้านมาถึงปัจจุบันมั้งคะ เพราะไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าตัวเองจะเป็นแม่บ้านเต็มเวลา

Q: ทำไมจาวตาลถึงตัดสินใจ Homeschool ลูกชายเองเลยอ่ะคะ

เริ่มจากการไปอยู่ที่สาธารณะรัฐเช็กค่ะ อาจจะเพราะเมืองที่เราอยู่ไม่ใช่เมืองหลวง และก็ไม่มีร้านของเล่นอะไรมากมาย ช่วงระหว่างเก้าเดือนถึงสองขวบ ชินเลยโตมากับการเล่นสิ่งที่มีอยู่รอบตัว และเราไม่มีพี่เลี้ยงเด็กหรือแม่บ้าน ดังนั้นชินก็จะต้องอยู่ในกิจกรรมงานบ้านงานครัวทุกอย่างของแม่ไปด้วย อย่างเวลาที่แม่ตากผ้า ชินก็เล่นไม้หนีบผ้าไป หรือเวลาที่แม่ทำกับข้าว ชินก็เล่นบดมันฝรั่งบ้าง เล่นเรียงกล่องพลาสติกบ้าง พอแม่ทำกับข้าวเสร็จก็ช่วยกันเก็บเข้าลิ้นชัก ช่วงบ่ายก็ออกไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ เล่นทราย เก็บใบไม้ ก้อนหินอะไรมาเรียงไปตามประสา จากการเล่นทุกสิ่งรอบตัว โดยที่ไม่มีการ์ตูน ไม่มีสื่อหน้าจอใดๆ เพราะเราฟังภาษาเช็กไม่ออกเลยไม่ได้เปิดทีวี ทำให้เราได้เห็นว่าลูกมีการคิดประดิษฐ์ พลิกแพลง หาวิธีเล่นใหม่ๆได้ตลอดเวลา ประกอบกับสังคมที่นั่นทำให้เรารู้สึกว่าการเรียนรู้ของเด็กเป็นเรื่องธรรมชาติ

จำได้ว่าตอนลูกอายุขวบกว่า ลูกยังไม่พูดและยังไม่เดิน เราก็ไปถามคุณหมอว่าลูกจะพัฒนาการช้าไหม และเราควรจะกระตุ้นพัฒนาการลูกอย่างไร ให้ลูกหัดพูดและลุกขึ้นเดิน หมอจับดูขาลูกแล้วบอกว่ากล้ามเนื้อปกติ มีการเปล่งเสียงแสดงความรู้สึกได้ตามปกติ หมอไม่เคยเห็นคนปกติคนไหนที่เดินไม่ได้หรือพูดไม่ได้ คุณแม่ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นค่ะ พูดแค่นี้จบเลย นั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้รู้สึกกับตัวว่า เออเนอะ พัฒนาการมันเป็นธรรมชาติแบบที่เราไม่ต้องไปกระตุ้นอะไรเลย

พอกลับมาที่ไทย เราก็ยังคงยึดหลักการเลี้ยงลูกแบบเดิมคือปล่อยให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด เราได้เห็นว่าเด็กยุโรปเริ่มไปโรงเรียนกันช้ากว่าเด็กไทย และอนุบาลมีไว้เพื่อไปเล่นจริงๆ เราอยากทำแบบนั้นแต่พอกลับมาที่ไทยแล้วสภาพแวดล้อมตอนนั้นไม่อำนวย เราพักอยู่ในเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ติดถนนใหญ่ที่ไม่ใกล้สวนสาธารณะและเราไม่มีรถ เวลาจะออกไปเล่นที่ไหนทีต้องนั่งรถเมล์หรือแท๊กซี่ไปกลับ และรถติดมาก เราเลยลองส่งลูกไปโรงเรียนอนุบาลใกล้ๆแบบที่เดินไปกลับได้ และขอไปแค่วันละสองชั่วโมง ช่วงเวลาเล่นกลางแจ้ง อ่านนิทาน และกินข้าวเท่านั้น จุดประสงค์จริงๆคืออยากไปขอยืมสนามเด็กเล่นเท่านั้นแหละ

ตอนแรกๆลูกก็สนุก ขอไปโรงเรียนบ่อยๆ เวลาผ่านไปสองสามเดือน ลูกเริ่มไม่อยากไป ซึ่งเราก็ไม่ได้บังคับ ไปเฉพาะวันที่อยากก็ได้ ไปๆมาๆวันที่ไม่อยากเริ่มเยอะขึ้นๆ พอไปดูว่าในโรงเรียนลูกทำอะไรถึงได้รู้ว่าครูให้นั่งโต๊ะระบายสีและเขียนตามเส้นประ ซึ่งลูกไม่ชอบ เรารู้เลยว่านี่ไม่เหมาะกับลักษณะนิสัยการเรียนรู้ของลูกเรา เลยเลิกไปโรงเรียนแล้วลองอยู่บ้านเฉยๆกันดู ปรากฏว่าช่วงที่ลูกอยู่บ้าน ลูกได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเยอะมากรวมทั้งค้นพบสิ่งที่ชอบ เรียกว่ามีพัฒนาการแบบก้าวกระโดด เราเลยคุยกับลูกและสรุปกันว่าถ้าอย่างนั้นช่วงปฐมวัย (อนุบาล) เราก็ทำโฮมสคูลกัน

Q: ถึงตอนนี้ประสบความสำเร็จอะไรบ้างที่ผ่านมาในการเลี้ยงน้องชินแบบ Homeschool

จริงๆยังไม่กล้าบอกเลยค่ะว่าประสบความสำเร็จ ถ้าอยากรู้ว่าสำเร็จไหมนี่ต้องดูกันไปยาวๆจนชินมีครอบครัวมีลูก ถ้าครอบครัวในอนาคตของเขามีความสุข ก็คงถือได้ว่าประสบความสำเร็จนะ เพราะเป้าหมายระยะยาวของการเลี้ยงชินคือ เขาหาเลี้ยงตัวและครอบครัวได้ ไม่เป็นภาระกับผู้อื่น และมีความสุข

แต่ถ้าเป้าหมายระยะสั้นแบบที่แม่ตั้งเป้าไว้ คือ ในช่วงปฐมวัยนี้ลูกต้องดูแลตัวเองได้ ก็น่าจะถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ทุกวันนี้ชินสามารถอาบน้ำแต่งตัว จัดการธุระส่วนตัวเองได้ ทำความสะอาด ดูดฝุ่นถูห้องตัวเองได้ หุงข้าวได้ ถ้าพรุ่งนี้แม่ไม่อยู่ อย่างน้อยก็ไม่เป็นภาระของผู้ดูแล

Q: เรามี feedback จากคนไทยคนอื่นๆว่ายังไงบ้างคะ เกี่ยวกับการ Homeschool ลูกตัวเอง

โห! ช่วงแรกนี่แรงเสียดทานเยอะมาก ทั้งจากครอบครัว คนรอบข้าง ไปจนถึงคนไม่รู้จัก บางทีมีคนถามไม่ผิดกฏหมายหรอ บางคนก็มาท้าทายชินว่าอายุตั้งเท่านี้ยังอ่านหนังสือไม่ออกอีก ไม่เห็นจะเก่งเลย แบบนี้ก็มีค่ะ ซึ่งเราก็คงไปอธิบายให้ทุกคนเข้าใจไม่ได้ เราก็ใช้วิธีตรวจสอบความรู้สึกของลูกเราแทนว่าลูกโอเคแน่นะ ตอนนี้ชินก็เป็นฝ่ายตอบคำถามให้แทนค่ะว่าเขาเรียนอะไรอยู่ และทำไมเขาถึงอยากทำโฮมสคูล แต่ผ่านมาเกือบสองปีนับตั้งแต่ตัดสินใจไม่เข้าอนุบาลจนจดทะเบียนบ้านเรียนกับสำนักงานเขตการศึกษาขั้นพื้นฐานเรียบร้อย ตอนนี้ไม่มีเสียงคัดค้านหรือความคิดเห็นด้านลบแล้วค่ะ มีแต่บอกว่าดีจังที่ชินได้มีเวลาเรียนรู้อย่างที่ชอบ

Q: จาวตาลคิดว่า “การเรียนรู้แบบ homeschool” มันต่างจาก “การเรียนรู้ในระบบที่ประเทศไทย” ยังไงบ้าง

โฮมสคูลไม่มีหลักสูตรตายตัว ไม่จำกัดเวลา และไม่จำกัดสถานที่ เราสามารถออกแบบสิ่งที่เราอยากจะเรียนได้ตามความชอบและตามความจำเป็น ในรูปแบบที่เราพอใจ ถ้าไปดูแผนการเรียนของแต่ละบ้าน จะเห็นเลยว่าไม่เหมือนกันเลยสักบ้าน แต่เแผนของทุกบ้านจะสอดคล้องกับความจำเป็นของบ้านนั้นๆและเป็นไปตามความสนใจของเด็ก

ยกตัวอย่างบ้านเรา ลูกเรียนวิชาการแบบนั่งโต๊ะทำแบบฝึกหัดจริงๆในวิชาเลขและวิชาภาษา วันละประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้ว และเราก็ไม่ต้องกำหนดว่าระดับนี้ต้องเรียนหนังสือเล่มนี้บทนี้เท่านั้น ถ้าลูกทำได้ก็เรียนต่อไปได้เรื่อยๆเลย ถ้าลูกไม่เข้าใจ เราก็ถอยกลับลงไปเรียนระดับที่ง่ายลงไปอีกได้ ที่เหลือเราให้เวลากับการเล่น เล่น และเล่น เพราะลูกบ้านเรายังอยู่ในระดับอนุบาล มีหน้าที่หลักคือการเล่น เมื่อเด็กมีเวลาอิสระมากพอ เขาจะค้นพบสิ่งที่ชอบได้เร็ว เพราะเขามีเวลาเล่นมากพอที่จะลองผิดลองถูกทำสิ่งใหม่ๆไปเรื่อยๆ อย่างชินตอนนี้เรารู้แน่ๆว่าลูกชอบเรื่องกลไกและหุ่นยนต์ เขาสามารถอยู่กับเลโก้ได้ทั้งวัน และสร้างสรรค์ผลงานการต่อเลโก้ออกมาได้เรื่อยๆ เราเลยลองให้เขาไปเรียนโรโบติกส์ ซึ่งเขาก็สนุกมากและตอนนี้ก็กลายเป็นอีกหนึ่งวิชาของบ้านเรียนของเราไปแล้ว

แน่นอนว่าในระบบคงทำแบบนี้ได้ยาก เพราะครูต้องดูแลเด็กเป็นกลุ่ม ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดระดับชั้น กำหนดบทเรียน เพื่อให้ดูแลง่าย ไม่เหมือนกับการทำโฮมสคูลที่สร้างมาเพื่อเด็กคนเดียว จริงๆการเรียนในระบบโรงเรียนก็ไม่เสียหาย แต่ละครอบครัวก็มีความจำเป็นหรือความต้องการต่างๆกันไป โรงเรียนก็มีหลายแนวทาง เพียงแต่เราก็เลือกให้เหมาะกับครอบครัวของเราและตัวเด็ก และที่สำคัญ จะดีมากๆคือต้องมีเวลาให้เด็กอนุบาลได้เล่นมากที่สุดเท่าที่จะมากได้เท่านั้นแหละ เรื่องอ่านเขียนว่ากันทีหลังได้

Q: มีทิปอะไรที่พี่จาวอยากแชร์กับคุณแม่คนไทยอื่นๆด้านการเลี้ยงลูก และการดูแลครอบครัวของเราบ้างคะ

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการเป็นภรรยาของสามีที่งานยุ่งมาก กลับบ้านดึก และไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับลูก คือ แม่ไม่ใช่แค่คนดูแลบ้าน ทำกับข้าว เลี้ยงลูก แต่เป็นคนที่รักษาความสัมพันธ์ของทุกคนไว้ และทำให้บ้านกลายเป็นบ้าน

อย่างที่บอกว่าบ้านเราพ่อไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่กับลูกมากนัก เราเลยใช้วิธีสร้างตัวตนพ่อให้มีอยู่จริงสำหรับลูก อย่างเช่น พูดถึงพ่อในบทสนทนาระหว่างวันอยู่เสมอ เวลาไปซื้อของก็ชวนลูกคุยว่าใครในบ้านชอบกินอะไร งั้นซื้ออะไรไปทำกับข้าวดี ช่วยกันทำอะไรที่พ่อชอบด้วยดีไหม อาจจะซื้อผลไม้ให้ลูกช่วยหั่นใส่จาน หรือซื้อผลไม้ให้ลูกคั้นน้ำใส่ขวด แล้ววาดรูปติดเป็นฉลากยี่ห้อของลูกเอง แช่ตู้เย็นให้พ่อ หรืออาจจะทำกิจกรรมเขียนจดหมายหย่อนไว้ที่หมอนของพ่อเล่าเรื่องว่าวันนี้ทำอะไรบ้าง นอกจากจะได้มีกิจกรรมระหว่างแม่กับลูกในช่วงกลางวันแล้ว ลูกยังได้รู้สึกว่าพ่อมีตัวตน และที่สำคัญลูกได้สบายใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ซึ่งเป็นคนที่เขารักทั้งคู่ยังดีอยู่

เราคงคาดหวังให้สามีกลับบ้านเร็ว มีเวลาเล่นกับลูกเหมือนภาพในสื่อไม่ได้ และถ้าเราเลือกจะมองในแง่ลบว่าทำไมบ้านเราไม่เหมือนบ้านอื่นหรือไปกดดันสามีให้กลับบ้านเร็วๆ กลายเป็นเกิดความเครียดทั้งสองฝ่าย คนที่จะทุกข์ที่สุดก็คือลูก เพราะเขาจะไม่โอเคแน่ๆถ้าแม่รู้สึกไม่ดีกับพ่อ เราเชื่อว่าถ้าเลือกได้ ใครๆก็คงอยากกลับบ้านเร็วไปพักผ่อนอยู่กับครอบครัวทั้งนั้น แต่ในเมื่อในชีวิตจริงตอนนี้ยังทำไม่ได้ เราก็หาวิธีที่จะคงความสัมพันธ์ของทุกคนในครอบครัวให้ดี เพื่อที่วันหยุดที่ได้อยู่ด้วยกัน เราจะได้มีเวลาดีๆและรู้สึกดีๆต่อกัน

Q: ช่วยเล่าประสบการณ์ที่พีคที่สุดที่เคยเจอในการเลี้ยงชินแบบ homeschool ให้ฟังหน่อย

พีคในแง่ไหนดี เอาเป็นเรื่องติดแม่แล้วกัน จะได้แชร์เรื่องที่หลายคนอาจจะกังวลด้วย ตั้งแต่เกิดมาชินอยู่กับแม่ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ขนาดว่าตอนผ่าตัดไส้ติ่ง ยังเลี้ยงชินอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลพร้อมสายน้ำเกลือ (ไม่ได้อยู่ด้วยแค่ตอนผ่าตัดนี่แหละ) ตอนเด็กๆชินเป็นเด็กติดแม่ขั้นเทพ ชนิดที่แม่ขยับขาเปลี่ยนท่านั่งหรือพลิกตัวก็ไม่ได้ ร้องทันที เวลานอนชินจะตะกายขึ้นมาทับตัวแม่และจับหน้าแม่ไว้ให้จ้องชินคนเดียว มีครั้งหนึ่งเคยออกไปล้างจาน ปิดประตูห้องไว้ให้ชินนอนอยู่ในห้องกับพ่อ โอ้โห กลับเข้ามาอีกทีนึกว่าคิงคองบุก ชินรื้อทุกอย่างออกมากองที่พื้น ผ้าทั้งตู้ หนังสือทุกเล่ม อาละวาดไม่มีชิ้นดี ใครๆก็บอกว่าที่ชินเป็นแบบนี้เพราะแม่ไม่เคยฝึกให้ชินห่างแม่ แม่เอาแต่อุ้มและตอบสนองชินทุกครั้งที่ชินเรียกหา ชินเลยติดมือแม่ แม่เลยลำบาก แม่ควรจะฝึกชินให้อยู่คนเดียวบ้างได้แล้ว แต่แม่ก็ยืนยันว่าไม่เป็นไร ไว้รอชินพร้อมชินจะห่างแม่ไปเอง

เชื่อไหมว่าพอประมาณสามขวบ ชินค่อยๆเริ่มห่างแม่ออกไปเอง และห่างแบบที่พร้อมจะกางปีกบินออกไปเลย เริ่มขอวิ่งไปเล่นตรงนั้นตรงนี้แบบไม่ห่วงว่าแม่จะหายไปเลยสักนิด พอสี่ขวบกว่าเริ่มขอไปเล่นบ้านเพื่อน ขอไปค้างบ้านเพื่อนก็มี จนปีนี้ชินขอลองบินไปหาปู่ย่าที่ฮอกไกโดเอง เลยกลายเป็นโปรเจคใหญ่ของบ้านเรา คือส่งชินบินเดี่ยวและอยู่กับปู่ย่าโดยไม่มีพ่อแม่ประมาณหนึ่งสัปดาห์

เราคิดเอาเองว่าเหมือนชินจะอิ่มเวลาที่อยู่กับแม่ เพราะตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันเราอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ชินเลยไม่เคยมีความรู้สึกว่าแม่จะไม่อยู่หรือหายไป ไม่ว่าเดินกลับมาเมื่อไหร่ก็จะเจอแม่เสมอ ที่บอกว่าพีคคือพอถึงตอนนี้กลับเป็นแม่เองที่ตั้งตัวไม่ค่อยทัน แป๊บๆลูกขอออกจากบ้านแล้วหรอเนี่ย

Q: อื่นๆที่อยากแชร์ให้เป็นประโยชน์กับคนไทยด้วยกัน

อย่าให้สิ่งเร้าภายนอกมาทำให้เรารู้สึกกังวลกับการเลี้ยงลูกมากเกินไป
สมัยนี้ธุรกิจเกี่ยวกับเด็กเล็กเยอะมาก ทั้งสารพัดอุปกรณ์ ของเล่น สถาบันเด็กเล็กต่างๆ หรือแม้กระทั่งภาพสวยๆที่พ่อแม่ลูกเล่นด้วยกันแบบสงบสุข บ้านสะอาดสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นภาพในโซเชียลมีเดียหรือในโทรทัศน์ เด็กทำบ้านรกเป็นเรื่องปกติ เด็กไม่เล่นของเล่นแบบที่เราคาดหวังเป็นเรื่องปกติ เด็กโยนของเป็นเรื่องปกติ อย่าให้คำว่ากระตุ้นพัฒนาการหรือเรียนผ่านการเล่น มาทำให้คุณกังวลแล้วจำกัดกรอบการเล่นของเด็ก เด็กเล่นได้ทุกอย่างและตลอดเวลา เราไม่จำเป็นต้องซื้อของเล่นยอดฮิต การเลี้ยงเด็กมันไม่ได้ใช้เงินมากขนาดที่คนกลัวกัน เด็กมีหนทางเติบโตตามธรรมชาติของเขา เจ็ดปีแรกปล่อยให้เล่นแบบอิสระ แล้วเขาจะค้นพบสิ่งต่างๆมากมายยิ่งกว่าที่ผู้ใหญ่อย่างเราคิดได้อีกค่ะ นี่ผ่านมาแค่ห้าปียังรู้สึกได้เลย

Facebook Comments