เชอ จาก “นักเรียนภาษา สู่ “Interior Designer” ให้โรงแรมดังหลายแห่งในซิดนีย์!

0
3650

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

สวัสดีคะ ชื่อ เชอ จิตรา แพนพงศ์แสน
จบปริญญาตรี คณะสถาปัตนกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปริญญาโทใบแรก Master of Industrial Design จาก UNSW, Sydney ปริญญาโทใบที่2 Master of Accounting and Finance จาก Curtin University, Perth ปัจจุบัน ทำงานเป็น Interior Designer ออกแบบ Hotel, Hospital, Corporate office, University ให้กับบริษัทเอกชนในออสเตรเลีย อยู่ออสเตรเลียมาทั้งหมด 13 ปี ปัจจุบันเป็นซิติเซ่น

มาออสเตรเลียครั้งแรกในปี 2003 ด้วยความตั้งใจที่จะมาเรียนภาษาและต่อปริญญาโท หลังจากเรียนจบในปี 2007 ก็กลับไปอยู่เมืองไทย 3 ปี ซึ่งตอนนั้นเชอได้ apply PR แบบ Offshore โดยใช้ Accounting Skill ในการ apply

Q: ตอนที่กลับไทยไป…เห็นพี่เชอก็เก็ยเกี่ยวประสบการณ์มาเต็มที่เหมือนกัน

ช่วง 3 ปีในเมืองไทย เชอได้ทำงานในสายอาชีพที่รักและเรียนจบมาคือเป็น interior designer ที่บริษัท P49 Deesign ที่นี่ทำให้เชอมีโอกาสทำโปรเจคโรงแรมใหญ่ๆหลายแห่ง ทั้งในไทยและต่างประเทศเช่น InterContinental Hotel Bangkok, Holiday Inn Hotel Pattaya, Holiday Inn Hotel Bali, Sofitel Centara Grand Ladprao ซึ่งเชอได้ประสบการ์ณเยอะมากๆ ทั้งเรื่องของการออกแบบ การติดต่อกับคนหลากหลาย profile และ การบริหารจัดการเวลา

Q: การงานกำลังรุ่งที่ไทยเลย…ทำไมถึงกลับมาออสเตรเลียอ่ะคะ

ปี 2010 เชอตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่ออสเตรเลียอีกครั้ง เพราะอยากเพิ่มโอกาสให้กับตัวเองในการสร้างประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศ และ มีโอกาสได้ทำงานในบริษัทสถาปนิกใหญ่ๆของออสเตรเลียหลายที่ เช่น Woodhead (Perth), Hassell (Perth), A Plus Design (Sydney), และ Altis Architecture (Sydney) ซึ่ง เชอมีโอกาสได้ออกแบบ โรงพยาบาล และ โรงแรมระดับ 5 ดาวหลายแห่งในประเทศออสเตรเลีย

ผลงานการออกแบบในออสเตรเลีย ที่เชอได้มีโอกาสร่วมงานเป็นผู้ออกแบบ คือ Midland Hospital (Perth), Fiona Stanley Hospital (Perth), Bussellton Hospital (Bussellton), Sofitel Hotel Darling Harbour (Sydney), Westin Hotel (Sydney), Emu Walk Apartment (Ayers Rock), Desert Garden (Ayers Rock), Westin Hotel (Sydney), Crown Plaza Sussex St (Sydney), Amora Hotel (Sydney), Marriott Courtyard North Ryde (Sydney).

Q: ย้อนกลับไปตอนมาอยู่ออสเตรเลียใหม่ๆชีวิตเป็นยังไงบ้างคะ เจออุปสรรคอะไรบ้าง

อุปสรรคในช่วงต้น น่าจะเป็นเรื่องของ การใช้ชีวิต ภาษาอังกฤษ และ อากาศ

เชอใช้เวลาในการปรับตัวค่อนข้างมาก อยู่เมืองไทยค่อนข้างสบาย มีคนทำให้ทุกอย่าง แต่ที่ออสเตรเลียเราต้องทำอะไรเองทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องกิน เชอเป็นคนทำอาหารไม่เป็นเลย อาการหนักถึงขั้นไม่รู้จักน้ำมันหอย แต่เมื่อค่าอาหารที่นี่แพงมาก! เลยเริ่มทำอะไรง่ายๆพอได้ หลังจากนั้นก็เริ่มไปหางานทำในร้านอาหารไทยเพื่อจะได้มีอาหารไทยอร่อยๆกิน

ส่วนในเรื่องของภาษา แรกๆเป็นการพูดภาษาอังกฤษแบบเอาคำศัพท์ที่ตัวเองพอรู้มาต่อๆกัน ช่วงต้นเชอพูดอะไรไป ฝรั่งฟังไม่รู้เรื่องเลย แต่สุดท้ายก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเชอพบว่าการฝึกภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดสำหรับเชอ คือ ฝึกจากการพูดคุยจริงๆกับคนในที่ทำงาน และ สุดท้ายเชอก็เข้าใจว่า ถ้าเรามีความตั้งใจเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองในด้านต่างๆก็จะทำให้เราก้าวข้ามอุปสรรค์ได้ทุกๆอย่าง

Q: แล้วพี่เชอมาเป็น Interior Designer ที่ออสเตรเลียได้ยังไงคะ หางานยากมั๊ยคะ

ถ้าถามว่ามาเป็น interior designer ที่ออสเตรเลียได้ยังไง คงต้องตอบว่า มันมาจากความมุ่งมั่นและตั้งใจของตัวเราเองล้วนๆ ในช่วงต้นเชอฝันว่าอยากเป็น interior designer ที่มีชื่อเสียงระดับโลก (คิดใหญ่มาก 555) แล้วค่อยๆเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริงในที่สุด ด้วยการพยายามให้ตัวเองได้มาทำงานในบริษัทดังๆที่ออสเตรเลีย

ถ้าถามว่าหางานยากมั๊ย? คำว่า “ยาก” ของแต่ละคนมันไม่เท่ากันนะ เชอไม่เคยคิดว่าการหางานที่ออสเตรเลียเป็นเรื่องยากเลย พอเชอคิดว่าจะกลับมาออสเตรเลีย ก็เริ่มสมัครงานทางออนไลน์ผ่านทางwebsite seek.com.au ตั้งแต่อยู่ที่ไทยเลย แต่ก็ไม่มีบริษัทไหนตอบรับ

พอมาถึงออสเตรเลีย ก็เริ่มสมัครงานใหม่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เชอส่งเรซูเม่ไปทุกที่ที่เป็นบริษัทออกแแบบในเพิร์ธ (ตอนนั้นอยู่ที่เพิร์ธ) ทั้งใหญ่และเล็ก รวมทั้งหมดมากกว่า 50 ที่ แต่มีแค่ที่เดียวที่เรียกเชอไปสัมภาษณ์แล้วเชอก็ได้งานที่นั่นเลย โดยเริ่มจากเป็น Casual ที่ไม่มี benefit อะไรเลย ได้เงินเริ่มต้นที่ $27.50/hr ซึ่งก็ไม่ต่างกับรายได้ของคนทำงานทั่วๆไปในประเทศนี้ แต่การที่เราได้มีโอกาสทำงานที่แรกในบริษัท มันจะเป็นใบเบิกทางทำให้การได้งานที่ดีขึ้นต่อจากนั้นมันง่ายมาก เพราะเรามี local experience แล้ว หลังจากนั้นเชอก็ได้งาน Full-time ในตำแหน่ง และ รายได้ที่ดีขึ้นมาโดยตลอด

หลายๆคนอาจจะมีความคิดว่า เราเป็นคนไทยเราน่าจะได้เงินน้อยกว่าฝรั่ง แต่ในความเป็นจริง เชอไม่เคยได้รับการจ้างงานแบบ underpay เลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งปัจจุบันเชอมีรายได้จากงานประจำอยู่ที่ประมาน $50/hr และยังได้ benefit ต่างๆครบถ้วนตามกฎหมายของออสเตรเลีย

Q: มีอะไรแนะนำคนไทยด้วยกันเกี่ยวกับการหางานที่ตรงกับความสามารถตัวเองบ้าง

อยากให้น้องๆและเพื่อนๆเริ่มต้นคิดก่อนว่า การหางานที่ตรงกับความสามารถตัวเอง หรือ ตรงกับสิ่งที่ตัวเองเรียนมาในประเทศออสเตรเลียไม่ใช่เรื่องยาก แต่เราต้องมีความกล้าในการที่จะเริ่มออกไปหางานเหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีที่ไหนตอบรับ ก็อยากให้ทุกคนมั่นใจในความสามารถของตัวเอง และยืนหยัดในการสมัครงานต่อไปจนกว่าจะได้

คนไทยหลายคนมักจะกังวลในเรื่องของเกรดเฉลี่ยสมัยเรียน กลัวว่าถ้าเกรดไม่ดีจะไม่สามารถหางานดีๆทำได้ ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานสายอาชีพในออสเตรเลียมาทั้งหมด 8 ปี พบว่า บริษัทที่นี่มักจะเน้นในเรื่องของประสบการณ์การทำงานในอดีต มากกว่าเกรดเฉลี่ยที่เรียนจบมา ถ้าเรายังเรียนไม่จบ ก็แนะนำว่าให้ลองไปหางานประเภท internship ทำ เพื่อให้มีประสบการณ์ และ การได้งานประจำหลังจากเรียนจบแล้วจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมากๆ

หลายๆคนอาจจะมีอุปสรรคทางด้านภาษาเหมือนเชอ คือ ไม่ได้มาเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็ก ทำให้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษเราไม่ดีเท่ากับคนที่มาตั้งแต่อายุยังน้อย และ กังวลว่าเราจะทำงานในบริษัทดีๆที่ออสเตรเลียไม่ได้ อยากให้ความมั่นใจว่า ไม่ต้องกังวลว่าภาษาเราไม่ดี ไม่ใช่ native speaker จากประสบการณ์ส่วนตัว เชอพบว่าคนที่ทำงานทุกคนเค้าให้เกียรติเราที่ความสามารถในการทำงาน เพราะเค้าเข้าใจเรา และส่วนมากก็จะชื่นชมว่าเราสามารถพูดได้มากกว่า 1 ภาษา

Q: ช่วยเล่าประสบการณ์ที่พีคที่สุดที่เคยเจอในออสเตรเลีย

พีคที่สุดก็มีอยู่ 2 เรื่อง…

เรื่องแรก เกิดขึ้นตอนทำงานในบริษัทแรก (2010) มันเป็นวันธรรมดาวันนึง ซึ่งที่ทำงานก็จะมีจัด morning tea เพื่ออัพเดทเรื่องราวต่างๆในบริษัทเป็นประจำทุกเดือน แต่วันนี้มันพิเศษตรงที่ว่า เค้าประกาศพนักงานดีเด่นประจำปี ซึ่ง เป็น“เชอ” มันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากๆ เพราะในตอนนั้น เชอซึ่งเป็นคนไทยคนเดียวในที่ทำงาน และเพิ่งเข้าไปทำงานได้แค่ 6 เดือน เป็นแค่ Casual ยังไม่ได้เป็น Permanent แต่ได้โปรโมทเป็นพนักงานดีเด่น ท่ามกลางคนที่เป็น local people ทั้งหมด เหตุการณ์นี้มันทำให้เชอรู้เลยว่า ถึงแม้เราจะเป็นคนเอเชี่ยน แต่เราก็สามารถเป็นที่ยอมรับนประเทศออสเตรเลียได้ เพราะเค้าเห็นความตั้งใจในการทำงานของเรามากกว่า nationality

เรื่องที่ 2 เป็นในเรื่องของการได้รับโอกาสได้ออกแบบโรงแรมดังๆในออสเตรเลีย โดยเฉพาะ Sofitel Hotel Darling Harbour Sydney ซึ่งเชอเองมีโอกาสได้ทำโปรเจคนี้ตั้งแต่เริ่ม Concept Design ตั้งแต่ต้นปี 2014 จนถึงโรงแรมเปิดในปลายปี 2017 ทุกครั้งเวลาเดินผ่านโรงแรมนี้ มันทำให้เชอรู้สึกเหมือนเค้าเป็นลูก ซึ่งเราดูแลเอาใจใส่มาตั้งแต่เป็น Hand sketch ในกระดาษ จนกระทั่งถูกสร้างเสร็จ และมีคนมากมายเข้าไปใช้งาน ยิ่งไปกว่านั้น โรงแรมนี้ยังเป็น landmark สำคัญแห่งหนึ่งในเมืองซิดนี่อีกด้วย

ใครมันจะไปคิดว่าเราคนไทยอย่างเรา มาอยู่ต่างเมืองอย่างออสเตรเลีย แต่ก็มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานดังๆระดับประเทศกับเค้าด้วย

Q: หากนำวัฒนธรรม/ค่านิยมที่ออสกลับไปพัฒนาสังคมไทยได้ 1 อย่าง สิ่งนั้นจะคืออะไร

มี 2 อย่างที่เชอชอบมากๆคือ “ความมีระเบียบวินัย” และ “ความตรงต่อเวลา”

คนที่นี่เค้ามีความเป็นระเบียบวินัยมากๆ เห็นได้จากการต่อคิวเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การซื้อของ การเข้าห้องน้ำ หรือ แม้แต่การขับรถ คนที่นี่ก็จะเคารพกฎจราจรมากๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ค่อนข้างหาได้ยากมากในประเทศไทย ซึ่งเชอเองพบว่า การมีระเบียบวินัยนี้ทำให้เราสามารถทำทุกอย่างได้ง่าย และ เร็วขึ้นมากๆด้วย

อีกเรื่องคือ การตรงต่อเวลา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากๆของคนที่นี่ ทุกคนเคารพในเรื่องเวลาซึ่งกันและกันมากๆ แม้กระทั่งรถไฟยังมาตรงเวลา ทำให้เวลาเรามีนัด เราสามารถบริหารจัดการงานเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรมาที่สุดเกี่ยวกับชีวิตที่ออสเตรเลีย

ชอบ

1. ชีวิตที่อิสระทั้งด้านความคิด และ lifestyle การใช้ชีวิต
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ให้ความสำคัญของการเท่าเทียมกันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาชีพ เชื้อชาติ รวมถึง เรื่องเพศด้วย

คนที่ไทยหลายๆคนมักจะคิดว่า การทำงานอยู่ในออฟฟิศใหญ่ๆหรูๆคืองานที่มีเกียรติ ส่วนงานให้บริการ เช่น พนักงานร้านอาหาร พนักงานทำความสะอาด เป็นอะไรที่ไม่มีใครอยากไปทำ แต่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับเชอมากๆที่เวลาเรามาทำงานบริการพวกนี้ที่ประเทศออสเตรเลีย เราจะได้รายได้ และ มีคุณค่าทางสังคมไม่ต่างอะไรกับพนักงานที่นั่งทำงานในออฟฟิศเลย เราเลยมีโอกาสเห็นเพื่อนๆคนไทยหลายๆคนที่การศึกษาสูงๆแต่หันมาทำงานในสายที่ตัวเองไม่ได้เรียนจบมา ซึ่งเชอนับถือในความตั้งใจ และ การเรียนรู้อะไรใหม่ๆนอกกรอบ ของคนเหล่านั้นมากๆ มันทำให้เชอได้เรียนรู้ว่า การที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น มันอาจจะไม่จำเป็นต้องทำงานตามสิ่งที่ตัวเองเรียนจบและได้ใบปริญญามาก็ได้

2. รายได้

อีกสาเหตุนึงซึ่งทำให้เชอมาทำงานที่ออสเตรเลีย คือ เรื่องของรายได้ ซึ่งตอนนั้นค่าเงินมันดีมากๆ คือประมาน A$1 = 30 บาท (ปี 2010) ส่วนตัวเชอคิดว่า ไม่ว่าคนเราจะอยู่ที่ไหนในโลก ก็มีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน ถ้าเราขยันเท่าเดิม แต่เปลี่ยนประเทศ ก็ทำให้เรามีโอกาสสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

สำหรับเชอแล้ว ไม่ได้ชักชวนให้ใครมาโลภรวย ทำงานกอบโกยเงินในประเทศออสเตรเลีย เนื่องจาก “เงิน” ก็ไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต เพราะถ้าเชอบอกว่า “เงิน” ทำให้ชีวิตมีความสุข ก็คงจะต้องมีคนเถียงว่าไม่จริง เพราะคนรวยหลายคนก็ไม่เห็นมีความสุข และถ้าเชอบอกว่า “เงิน” ทำให้ชีวิตสบาย ก็คงจะมีคนเถียงว่าไม่จริง เพราะสบายของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

แต่ถ้าเชอบอกว่า“เงิน” ทำให้ชีวิตมี “ทางเลือก” เชอว่าอันนี้หลายคนน่าจะเห็นด้วยนะ และ เราก็ควรเลือกที่จะมีเงิน ฉะนั้นการมาอยู่และทำงานในประเทศออสเตรเลียของเชอ คือการเปลี่ยนเครื่องมือในการสร้างทางเลือกในชีวิตให้กับตัวเอง

ไม่ชอบ
1. เรื่องของการที่ต้องห่างครอบครัว
ถึงแม้ช่วงต้นที่มาเรียน จะมาพร้อมกับน้องชาย แต่ปัจจุบัน ทุกคนในครอบครัวเชออยู่ที่ประเทศไทย มันเลยทำให้เชอพบว่า ถึงแม้เชอจะมีความสุขและสนุกกับชีวิตที่ออสเตรเลีย แต่มันเหมือน สุขไม่สุด และทุกครั้งที่มีโอกาสลางาน ก็มักจะเลือกไปกรุงเทพก่อนเป็นอันดับแรก เพราะสำหรับเชอแล้ว ต่อให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตมากมายขนาดไหน แต่ถ้าหันหลังกลับมาแล้วไม่เจอรอยยิ้มของคนในครอบครัว ก็ไม่รู้จะทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร

Q: Quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

Live as if you were to die tomorrow.
Learn as if you were to live forever.
– Mahatma Gandhi

เชอให้ความสำคัญกับการตั้งใจทำทุกนาทีในปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราจะได้ไม่มาเสียใจในภายหลังว่า เราพลาดอะไรไปบ้าง

อีกเรื่องที่สำคัญสำหรับเชอมากๆคือการเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆตลอดเวลา เพราะถ้าเราไม่เรียนรู้ และ พัฒนาเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา ก็เหมือนตัวเองกำลังเดินถอยหลังไปเรื่อยๆ

Facebook Comments