หมู สิ่งที่ทำให้ได้งานกับ IMF สิงค์โปร์…ทั้งๆที่ ตอบสัมภาษณ์ Economics ไม่ได้สักข้อ!

0
3588
หมู สิ่งที่ทำให้ได้งานกับ IMF สิงค์โปร์...ทั้งๆที่ ตอบสัมภาษณ์ Economics ไม่ได้สักข้อ!

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

ผมชื่อ ฐิติภัส จันสีนิยม ชื่อเล่นชื่อหมูผมเรียนที่เมืองไทยถึงป. 5 แล้วคุณพ่อคุณแม่ส่งมาเรียน summer ที่สิงคโปร์ 1 เดือนซึ่งตอนนั้นยังเด็กมาก อายุแค่ 12 ขวบ พอเจอเพื่อนคนไทยที่ไปด้วยก็ไม่อยากกลับเมืองไทยละ การตัดสินใจครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตผมไปเลยครับ จากหนึ่งเดือนเลยกลายเป็น 15 ปีแล้วยังนับต่อไปอยู่เพราะผมกำลังจะแต่งงานแล้วก็มีบ้านของตัวเองที่สิงคโปร์แล้วครับ แต่ในระหว่าง 15 ปีนี้ ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบนะครับ

ตอนนี้ผม เป็น Research Assistant ที่ the International Monetary Fund (IMF) ที่ สำนักงานสิงคโปร์ ผมดูตัวเลขเกี่ยวกับ GDP กับเงินเฟ้อแล้วก็ macroeconomics แล้วเตรียมข้อมูลพวกนี้เป็น material/spreadsheet ให้กับ Economists อบรมแล้วฝึก Central Bankers ใน Asia Pacific

ผลงานที่ประทับใจมากที่สุดจะเป็นสร้าง dashboard พร้อมกับปุ่มให้หัวหน้ากดเขาจะได้ดูข้อมูลของละประเทศซึ่งในปัจจุบันนี้ data analytics มันสำคัญมากก็อยากจะให้ทำให้เป็นกันนะครับ ซึ่งมันไม่ได้ยากอะไรเลยผมแค่ใช้ pivot table and slicers ผลงานนี้ถูกแชร์ให้กับ Head Quarter แล้วก็ได้ข่าวว่าเค้าใช้กันแล้วนะครับ

Q: ไปใหม่ๆชีวิตเป็นยังไงบ้าง เจออุปสรรคอะไรบ้าง แล้วเราข้ามอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ยังไง

ผมเรียนโรงเรียนรัฐบาลที่เมืองไทยเลยภาษาอังกฤษไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ ตอนมาแรกแรกก็ต้องมาเริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษกับ host family คนแรกเค้าจะตีเรา ถ้าเราตอบคำถามเค้าไม่ได้ตอนที่เรียนภาษาอังกฤษ ตอนนั้นผมก็ไม่ได้บอกคุณพ่อคุณแม่ว่าถูกตีไม่รู้ทำไมเหมือนกัน กลัวว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้แล้วเค้าจะต้องเอาเรื่องแล้วพาผมกลับเมืองไทยแน่ๆ

ตอนเข้าโรงเรียนรัฐบาลที่ Singapore ใหม่ใหม่ผมต้องมานั่งเรียนป. 5 ซ้ำเพราะว่าเหมือนกับไม่เก่งพอที่จะเริ่มต้นป. 6 ที่นู่น วันแรกที่โรงเรียนก็สั่งอาหารไม่เป็นแต่ก็โชคดีที่มีเพื่อนช่วยสั่งให้ ผมก็เลยพึ่งเพื่อนคนนี้ไปอีกหลายวัน

ผมมีเวลาแค่ 2 ปีที่จะต้องสอบข้อสอบตอนป. 6 เพราะว่าหลักสูตรที่ Singapore ไม่เหมือนกับที่ผมเรียนมาที่เมืองไทยเลยพวกที่ผมเรียนใช้ลูกคิดไม่ได้ช่วยอะไรเลย ตอนนั้นผมก็เริ่มเครียดละคิดดูอายุแค่ 12-13 ขวบเริ่มเครียด แต่ก็มีเพื่อนคนไทยที่อยู่ในบ้านเดียวกันช่วยเป็นเพื่อนเล่นและให้กำลังใจ host family เค้าก็มีวิธีแปลกๆอย่างเช่น ให้เราท่องจำคำศัพท์ในคัมภีร์ bible เพื่อช่วยให้เก่งภาษาอังกฤษขึ้นและถ้าถูกจับได้ยินพูดภาษาไทยเค้าจะเก็บเงิน 2 เหรียญ ซึ่งวันสุดท้ายของทุกเดือนเค้าจะเอาเงินพวกนี้ทำ BBQ ให้ทุกคนกิน ก็เหมือนกับเอาเงินของคนที่ถูกจับพูดไทยเยอะเยอะไปเลี้ยงคนอื่น

อยู่ได้ไม่กี่เดือน host family คนนี้เค้าก็โลภมาก รับเด็กไทยมาเยอะจนต้องนอนเตียงสองชั้นแล้วก็บอกเด็กไทยให้ซื้อ mama มา Singapore เค้าจะได้ทำอาหารให้ ทั้งทั้งที่ยังจ่ายเค้าเท่าเดิมทุกเดือน 1,300 เหรียญต่อเดือน คิดดูจากอาหารธรรมดาแล้วมาบอกว่าเห็นคนไทยชอบกิน mama กันเค้าเลยจะเปลี่ยนเป็น mama ให้ ผมก็เลยเป็นคนไทยคนแรกที่ออกมาจากบ้านหลังนั้น มาอยู่กับครอบครัวของเพื่อน อยู่ไปอยู่มาก็ไม่ชอบอยู่ดีเพราะ ว่าผมอึดอัดและเชื่อว่าผมสามารถอยู่คนเดียวได้โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินให้คนอื่นมาซักผ้าหรือซื้อกับข้าวให้ สิ่งของพวกนี้ผมเชื่อว่าทำด้วยตัวเองจะได้ประหยัดเงินไป

ถึงแม้ host family คนแรกของผมเค้าจะดุและเขี้ยวแต่ผมก็ต้องขอบคุณเค้า ถ้าไม่มีเค้าภาษาอังกฤษของผมคงไม่เก่งถึงตอนนั้นแน่

Q: กว่าหมูจะได้มาทำงานกับ IMF ที่สิงค์โปร์นี่ต้องผ่านอะไรมาบ้าง หางานยากมั๊ยคะ

ผมสมัครงานไปหลายที่มากแล้วก็ไปสัมภาษณ์มามากแต่ก็ได้ตอบรับมาแค่หนึ่งที่ ซึ่งผมก็ตกลงไปเพราะว่าเพื่อนผมส่วนใหญ่เค้าก็หางานเจอกันทุกคนถึงแม้ยังเรียนไม่จบกัน งานแรกของผมอยู่ในบริษัท IT เป็น Start Up ที่มีแค่ประมาณ 10 คน ทำไป 6 เดือนก็มีโทรศัพท์เข้ามาเป็น IMF Office ที่ผมเคยไปสัมภาษณ์ถึงรอบสุดท้ายแล้วไม่ผ่านเขาบอกผมว่าคนที่เค้ารับกำลังจะออก ผมยังสนใจไหม? ผมก็บอกว่าสนใจแต่เค้านัดสัมภาษณ์ภายใน 2 วันซึ่ง 2 วันนี้ผมไม่มีเวลาทบทวนเศรษฐศาสตร์ที่ผมเรียนมาได้แน่…แต่ผมก็คิดว่าต้องไปลอง

ตอนสัมภาษณ์ก็เจอหัวหน้าคนเดิมที่ปฏิเสธผม แล้วเค้าก็ถามคำถามเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ที่ยากมาก ผมเลยลองตอบไปข้อแรกแต่ดูสีหน้าแล้วเขาดูแล้วไม่ประทับใจมากเพราะเหมือนกับผมไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับคำถามของเค้า พอมาคำถามที่ 2 ผมก็ไม่อยากลองละ ผมเลยบอกเขาไปตรงตรงว่าผมไม่สามารถให้คำตอบเหมือนกับ 6 เดือนที่แล้วหลังจากที่ผมเพิ่งเรียนจบเศรษศาสตร์มา แต่ถ้าคุณให้โอกาสผม ผมจะทบทวนอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเริ่มทำงานหลังจากนั้นหัวหน้าคนนี้เขาก็ปิดหนังสือ แล้วก็คุยเรื่องอื่นแทน

ตอนนั้นผมก็รู้เลยว่าผมไม่มีโอกาสแล้วหลังจากนั้น 1 อาทิตย์เค้าก็โทรกลับมาอีกครั้งหนึ่ง บอกว่า “ผมได้งาน!” ตอนนั้นผมก็งงมากทำไมผมได้ วันแรกที่ผมเข้างานหัวหน้าใหญ่ที่ไม่ใช่คนที่ปิดหนังสือเขาบอกผมว่าเค้าชอบผมตรงที่ซื่อตรง ถ้าไม่รู้ก็ยอมรับว่าไม่รู้ เงินเดือนผมก็เพิ่มเท่าตัว วันลาก็มีเยอะขึ้น บริษัทก็ใหญ่กว่าเหมือนกับเป็นบริษัทในฝันสำหรับคนที่จบเศรษฐศาสตร์มา

Q: มีอะไรแนะนำคนไทยด้วยกันเกี่ยวกับการหางาน ชีวิตความเป็นอยู่ในต่างประเทศ

สิ่งที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยได้ทำ จึงอยากแนะนำให้ทำเพราะไม่อยากให้เห็นคนอื่นเดินตามหลังผมนะครับ ถ้าคุณก็ไม่ทำตามคราวหน้าคุณอาจจะพูดเหมือนผมได้นะครับ

  1. กล้าพูดกล้าทำตอนอยู่ในห้องเรียน กล้าถามคำถามเวลาอยู่ในกลุ่ม กล้าอาสาสมัครที่จะพรีเซนต์งาน ถึงแม้ว่าจะพูดไม่เก่ง เพราะว่าอะไรตอนที่เรายังเป็นเด็กนักเรียนเราสามารถดูเป็นตัวตลกได้ พูดผิดได้พูดไม่เก่งได้เป็นโอกาสที่เราทำพลาดได้ แต่พอเราเริ่มทำงานแล้ว เราจะเห็นว่าคนที่พูดเก่งในบริษัทจะเป็นคนที่ยศสูงทั้งนั้น
  2. ตอนที่อยู่ในโรงเรียน เวลาไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง ต้องถามอาจารย์หลังจากเรียนเสร็จ ซึ่งอาจารย์ส่วนใหญ่เค้าก็ใจดีจะอยู่ต่อสอนเราหรือไม่ก็นัดเวลาให้มาเป็นวันอื่น เปรียบเทียบกับเด็กอีกคนหนึ่งที่ไม่เข้าใจแต่ไม่กล้าถามอาจารย์แล้วกลับไปบอกคุณแม่ว่าอยากเรียนพิเศษเพิ่มตอนวันเสาร์อาทิตย์จ่ายเงินให้คนอื่นมาสอนทั้งทั้งที่เราก็จ่ายค่าเทอมจ่ายค่าเงินเดือนของอาจารย์ทำไมไม่ถามอาจารย์ให้ช่วยครับ

Q: หากนำวัฒนธรรม/ค่านิยมที่สิงค์โปร์กลับไปพัฒนาสังคมไทยได้ 1 อย่าง สิ่งนั้นจะคืออะไร

จะดีถ้าประเทศไทยมีอะไรบางอย่างเหมือนกับ Certificate of Entitlement (COE) ที่ Singapore COE นั้นให้สิทธิ์ในการขับรถ ทุกๆปีรัฐบาลจะจำกัดจำนวนรถบนถนน และถ้าคุณอยากขับรถคุณต้องประมูลราคา ถ้าทุกคนต้องการขับรถ ราคาของ COE จะแพงขึ้น แต่ประเด็นคือจำนวนรถบนท้องถนนถูกคุม ทำให้รถไม่ติด ที่ประเทศไทยรถราคาถูก ผ่อนดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ บางคนมีรถมากกว่า 1 คัน คนไทยทุกวันนั่งอยู่ในรถเป็นเวลาหลายชั่วโมง พอกลับบ้านก็ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้ว ทำให้คนไทยไม่ productive โดยทั่วไป ปัญหารถติดเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาก แก้ไขไม่ตก มันมีผลต่อสุขภาพด้วย การที่นั่งนานเกินไป และไม่มีเวลาพอให้กับครอบครัว

Q: “หมูเมื่อ 10 ปีที่แล้ว” กับ “หมูในวันนี้” ต่างกันยังไงบ้าง และเราพัฒนาตัวเองมาอย่างไรบ้าง

หมู 10 ปีที่แล้วคงยังมองโลกในแง่แคบ ตอนที่เรียนจะเห็นทุกคนเป็นคู่แข่งหมด มันอาจจะเป็นเพราะชีวิตใน Singapore มีการแข่งขันสูงมาก แต่พอผมเริ่มรู้ว่าถึงแม้เราจะเก่งแค่ไหนก็ยังมีคนอื่นที่เก่งกว่าเราเยอะ

ถ้าเรามองแต่ข้างหน้า เราก็จะเห็นคนอื่นดีกว่าเรา แต่ถ้าเราหยุดและมองไปข้างหลังซักแป๊บหนึ่ง เราจะเห็นว่ายังมีคนอีกเยอะที่เราแซงมา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือถ้าเราเปิดประตู แล้วเดินข้ามไปอีกโลกหนึ่งที่ดีกว่าเราห้ามปิดประตูเพื่อที่ขีดกั้นให้คนอื่นเข้ามา เราควรจะช่วยให้คนข้างผ่านประตูนี้มาด้วยเหมือนกัน เราควรอย่าลืมช่วยเหลือคนที่ช่วยเรา

หมูปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นหมูที่ชอบการแข่งขันอยู่ และก็ยังอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยเรื่อยทุกวัน ตราบใดที่ยังอยู่ที่ Singapore แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือผมให้ความหมายกับคนเยอะขึ้น และเอาใจใส่คนรอบตัวผม เชื่อผม ผมแนะนำการงานอาสาสมัคร เพราะคุณจะมี quality of life ที่ดีขึ้น (warm-glow effects in Economics)

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรมาที่สุดเกี่ยวกับชีวิตที่สิงค์โปร์

สิ่งที่ชอบ:
1. ความปลอดภัยกับการเดินทางที่สะดวกเพราะว่ารถที่นี่แพงมาก เที่ยงคืนตีหนึ่งผมยังเดินกลับบ้านใช้มือถือได้เลยหรือจะลงไปวิ่งตอนดึกดึกคนเดียวก็ได้เมืองนี้เหมือนมีกล้องทุกที และกฎหมายเค้าก็แรง

2. ค่าเดินทางก็ไม่แพงเท่ากับที่เมืองไทย (ยกเว้นแท็กซี่ จะนั่งก็หากสายจริงๆหรือมีนัดสำคัญ เพราะไม่งั้นมันแพง) ส่วนรถไฟที่นี่เชื่อมต่อดีมาก เวลาที่เดินทางไกลเป็นชั่วโมงในรถไฟผมก็จะเอาอะไรมาอ่านระหว่างการเดินทางเพื่อให้ไม่เสียเวลา

3. เป็นเมืองที่ไม่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติ

4. ที่จริงค่าครองชีพไม่ได้แพงเกินไป ถ้าใช้ชีวิตที่เรียบง่าย (กินที่ food court หรือ hawker centre ไม่กินที่ร้านอาหารบ่อยๆ) คุณจะมีเงินเก็บอย่างแน่นอน แต่จะมีบางอย่างที่แพงมากเช่น ค่ารักษาพยาบาล และบ้าน ที่ไม่สามารถหนีพ้น

สิ่งที่ไม่ชอบ:
1. การที่มีการแข่งขันสูงตั้งแต่ตอนอยู่ในโรงเรียนก็เป็น bell curve ถึงแม้ว่าเราจะเก่งแต่ถ้าคนอื่นเก่งกว่าเราเราก็ไม่มีสิทธิ์ได้ A

2. มีเงินก็จริงแต่ซื้อรถกับซื้อบ้านไม่ได้ ซื้อบ้านต้องจับฉลากดูว่าดวงเราดีไหมซื้อรถต้องใช้เงินประมูลกันดูว่าใครมีสิทธิ์ที่จะขับรถ

Facebook Comments