นุ้ย จาก “เด็กเสิร์ฟร้านอาหาร” สู่ “หัวหน้าทีม American Express” ในออสเตรเลีย

0
3494
นุ้ย จาก “เด็กเสิร์ฟร้านอาหาร” สู่ “หัวหน้าทีม American Express” ในออสเตรเลีย

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

สวัสดีค่ะทุกคน ชื่อนุ้ยนะคะ มาอยู่ซิดนีย์ตั้งแต่ปี 2009 ตอนอยู่ที่ไทยเรียนจบจากธรรมศาสตร์ด้าน International Business, Logistics and Transport/Supply Chain Managment จบปุ๊บก็เข้าทำงานด้วยตำแหน่ง Logistics Analyst กับบริษัทน้องใหม่ในตลาดตอนนั้น เนื่องจากเป็นคนมีความคิดที่ไม่ค่อยเหมือนคนอื่นสักเท่าไหร่ ไม่อยากทำงานกับบริษัทระดับใหญ่เหมือนที่เพื่อน ๆเค้าสมัครกัน เป็นคนมีค่านิยมที่ไม่ตามตลาดเอาซะเลยจริงๆ

ณ ปัจจุบันนุ้ยทำงานอยู่ที่ American Express ด้วยตำแหน่ง Premium Travel Operations Team Lead ค่ะ ถ้าใครเคยได้ยินบัตร AMEX Platinum และ AMEX Centurion นี่คือทีมที่นุ้ยดูแลอยู่ที่ Australia และ New Zealand ค่ะ

ก่อนหน้าที่จะย้ายมาที่ AMEX นุ้ยทำงานให้กับบริษัทชื่อ John Paul ซึ่งเป็น บริษัทที่ดูแล Lifestlye and Travel Concierge Service ใหับัตรเครดิตที่ไม่ใกล้ไปไกล AMEX เท่าไหร่ นั่นคือ บัตร Visa นั่นเอง ถ้าใครคุ้นเคยกับบัตร Visa Platinum/Signature/Infinite นุ้ยดูแลทีมอยู่ที่ซิดนีย์ด้วยตำแหน่ง Service Delivery and Program Manager ซึ่งเราดูแลผู้ถือบัตรทั้ง Australia, New Zeadland, Asia และ Middle East ซึ่งรวมไปถึงผู้ถือบัตรที่เมืองไทยด้วยค่ะ

Q: อยู่ไทยดีๆ ทำไมเกิดอยากมาอยู่ที่ออสเตรเลียอ่ะคะ

ทำงานที่ไทยไปได้สักปีนึง รู้สึกว่าชีวิตน่าจะมีอะไรที่มันมากกว่าที่ได้รู้ ได้เห็น ได้สัมผัสอยู่ เลยมีความคิดอยากรู้อยากลอง อยากใช้ชีวิตในสังคมที่มันแปลกใหม่ อยากรู้ว่านอกโลกที่เรารู้จักตอนนี้มันเป็นยังไง เลยตัดสินใจลงเรียนคอร์สสั้นๆที่ออสเตรเลีย ซึ่งคิดว่าไม่ไกลบ้านมากนัก ถ้า homesick แบบหนักหน่วงจริงๆ ยังไงน่าจะได้กลับบ้านได้ง่าย

ชีวิตที่ออสเตรเลียเลยเริ่มขึ้นด้วยฐานะนักเรียนไทยในซิดนีย์ มาจนถึงวันนี้ฐานะและ status เปลี่ยนไปหลายครั้ง ในหลายรูปแบบ

Q: พี่นุ้ยมาอยู่ออสเตรเลียใหม่ๆชีวิตเป็นยังไงบ้าง เจออุปสรรคอะไรบ้าง

ชีวิตแรก ๆ เศร้าหมองค่ะ 55 ด้วยความที่ครอบครัวที่ไทยเป็นครอบครัวใหญ่และทุกคนใกล้ชิดกัน เลยเกิด homesick ค่อนข้างหนัก รวมถึงมาแรกๆ อยู่ในฐานะนักเรียน ทำงานได้แบบจำกัดชั่วโมงเลยเข้า loop นักเรียนไทยทำงานร้านอาหารไทย ซึ่งเกิดคำถามกับตัวเองบ่อยครั้งว่าเรียนมาก็สูง จบมาก็ดี ทำงานที่ไทยตำแหน่งก็ดี ทำไม่วันนี้ต้องมาทำงาน hospitality ที่ไม่ใช่ตัวเองเอาซะเลย เกิดความนอยด์ในอีโก้ตัวเองอยู่บ่อยครั้งค่ะ

อุปสรรคตอนมาแรกๆ คงเป็นการหางานค่ะ ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ก่อนมาออสเตรเลียว่าจะไม่รบกวนเงินทางบ้านอย่างแน่นอน ในเมื่อเลือกทางเดินนี้แล้วต้องดูแลตัวเองให้ได้ มาถึงซิดนีย์ปุ้บเลยหางานปั๊บ ความท้าทายในระหว่างการหางานคือ คำถามเรกที่คุณจะถูกถามเมื่อสัมภาษณ์งานในทุกที่คือ “Do you have an experience in the role?” (หรือมีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งนี้รึเปล่า?) ซึ่งเราพึ่งมาได้ไม่กี่วัน จะเอาประสบการณ์าจากไหน การหางานในระยะแรกจึงยากมากๆๆๆ ค่ะ

ขอเพิ่มเติดนิดนึงว่าการหางานที่นี่ นายจ้างไม่ค่อยให้ความสำคัญว่าคุณเรียนจบอะไรมาจากที่ไหน หรือตอนคุณอยู่ประเทศของคุณคุณทำอะไรมา เมื่อเท้าเหยียบดินของออสซี่ทุกอย่างเริ่มจากศูนย์จริงๆ ค่ะ ยกเว้นในกรณีพิเศษ เช่น บริษัทที่ไทยส่งคุณมาที่นี่อันนี้อีกเรื่องนึง หรือว่าคุณทำงานตรงสายมาเป็นเวลานานๆ จากต่างประเทศอันนี้อาจจะเอามาช่วยในการสัมภาษณ์ได้ แต่ไม่ได้มีน้ำหนักเยอะเท่ากับการมีประสบการณ์ทำงานที่นี่ค่ะ

สุดท้ายแล้วนุ้ยได้เข้าทำงานในร้านอาหารไทยก่อน ซึ่งขอบคุณในความทะเยอทะยายของตัวเอง ค่อยๆ เก็บประสบการณ์และขยับขยายจากร้ายไทยไปร้านฝรั่ง แล้วมาสมัครงานในบริษัทตำแหน่งเล็กๆหน้างาน พิสูจน์ความสามารถของตัวเองมาเรื่อยๆ แล้วก็เลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ จนอยู่ในตำแหน่ง Managment อย่างทุกวันนี้ค่ะ

นอกจากหางานยากแล้ว ในประสบการณ์ที่นุ้ยประสบมากับตัวคือการหาเพื่อนแท้ที่นี่ก็ยากพอสมควรค่ะ เราโชคดีที่ตอนมาแรกๆ ได้เจอพี่ๆ ไม่กี่คนที่มีความหวังดีและจริงใจกับเราจริงๆ นอกจากนั้น สังคมคนทำงานด้วยกันมีการแข่งขันและหาผลประโยชน์กันค่อนข้างชัด อันนี้พูดในส่วนประสบการณ์ตรงที่ทำงานร้านอาหารไทยในแวดวงคนไทยล้วนๆเลยนะคะ ซึ่งแปลกใจมากพอสมควร เพราะตอนแรกคิดเอาเองว่าคนไทยอยู่ไกลบ้านน่าจะช่วยเหลือกันและกัน เราอาจจะโชคไม่ค่อยดีที่มีประสบการณ์แย่ๆ แต่นุ้ยเชื่อเสมอว่าคนดีๆ มีอยู่ทุกที่

ยกตัวอย่างคนไทยหลายๆ คนที่นุ้ยได้รู้จักผ่านกิจกรรมของ Big Sister อันนี้ขอการันดีว่าเป็นสังคมที่มีแต่ความหวังดี และหยิบยื่นความช่วยเหลือและแนวทางดีๆ ให้กันเสมอค่ะ

Q: กว่าพี่นุ้ยจะได้มาทำงานกับ Amex ที่ออสเตรเลียต้องผ่านอะไรมาบ้าง หางานยากมั๊ยคะ

ยากมากๆๆๆ ค่ะตามที่อธิบายด้านบนเลย ใช้เวลาประมาณ 3-4 ปีถึงจะอยู่จุดที่รู้สึกว่าตั้งตัวได้ มีความมั่นคง และมีความสุขกับสิ่งที่ทำซึ่งมันตอบโจทย์ความต้องการของเราที่เราตั้งใจก่อนมาว่าต้องประสบความสำเร็จ

ความยากง่ายไม่ใช่ปัญหาค่ะ ถ้ามีความเชื่อมั่น ศรัทธาในความสามารถของตัวเราเอง และไม่ยอมแพ้ซะอย่าง ยังไงก็ทำได้

ยกตัวอย่างว่าตอนที่สมัครงานใหม่ๆ สมัครไปมากกว่า 20 ที่ก็ไม่ถูกเรียกไปสัมภาษณ์สักที เลยตัดสินใจสมัครซ้ำที่เดิมที่ตั้งเป้าไว้ว่าอยากทำ สมัครซ้ำครั้งที่สองก็ยังไม่ได้ กลับมาดูก็ยังเห็นว่าตำแหน่งเค้ายังว่า ควาวนี้ปรับกลยุทธ์ใหม่ สมัครเข้าไปอีกเป็นครั้งที่สาม แล้วโทรเข้าไปที่บริษัทโอนสายไปมาจนในที่สุดได้คุยกับ Recruiter เลยได้เข้ามาสัมภาษณ์และได้งานในที่สุดค่ะ

Q: มีอะไรแนะนำคนไทยด้วยกันเกี่ยวกับการหางาน ชีวิตความเป็นอยู่ในต่างประเทศ

อย่างแรกเราต้องเข้าใจความต้องการของเราก่อนค่ะ ว่าเรามาใช้ชีวิตที่ต่างประเทศเพราะอะไร เราอยากได้อะไรกลับไปบ้าน ทุกคนมีจุดมุ่งหมายต่างกัน ซึ่งแน่นอนวิถีการดำเนินชีวิตของเราก็จะต่างกันไปด้วย
นุ้ยเคยได้ยินพี่ๆ น้องๆ คนไทยหลายคนบอกว่ามาออสเตรเลียเพราะ “อยากได้ภาษา” แต่กลับทำงานกับคนไทย ตอนไปเรียนก็นั่งข้างเพื่อนคนไทย อยู่บ้านแชร์กับเพื่อนคนไทย เลิกงานไปกินข้าวกันเพื่อนคนไทย ซึ่งแทบไม่ได้มีโอกาสได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย อั้นนี้ก็ควรต้องใช้เวลาทบทวนตัวเองสักนิดว่าการดำเนินชีวิตของเรามันสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่เรามีไว้ตอนแรกรึเปล่า

นุ้ยเข้าใจว่า “ความกล้า” น่าจะเป็นชนวนสำคัญที่เรายังยึดติดกับการใช้ชีวิตแบบที่เราคุ้นชิน เพราะฉะนั้นอยากฝากไว้ให้คิดว่า ในเมื่อคุณกล้าที่จะตัดสินใจทิ้งหลายๆ อย่างที่ไทย แล้วมาเริ่มใหม่ในต่างประเทศ คุณก็ควรที่จะกล้าก้าวข้ามความกลัวและความคุ้นชินที่เคยมีที่ไทยไปซะด้วย ไม่อย่างนั้นแล้วจะเสี่ยงมาอยู่ต่างประเทศเพื่ออะไรถ้าใจอยากทำสิ่งเดิมๆ
ขอให้กล้าเข้าไว้ค่ะ กล้าที่จะเปลี่ยน กล้าที่จะคิดต่าง กล้าที่จะหลุดออกจากวงโคจรที่คุณอาศัยอยู่เพื่อที่จะได้รู้สิ่งใหม่ๆ กล้าที่จะทำวันนี้ให้ดีจากวันก่อน แล้วชีวิตจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เอง ถ้าวันนี้ทำสิ่งเดิมๆ ที่เคยทำเมื่อวาน ชีวิตคุณวันนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากที่มันเคยเป็น สุดท้ายแล้วเราไม่ได้อะไรจากการได้มาอยู่ต่างประเทศเลย แล้วเราก็จะกลับไปตั้งคำถามกับตัวเองว่า…แล้วเราจะมาทำไม

ถ้าพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยคุณได้ลองและได้พยายามแล้ว ดีกว่าการที่วันนึงเรามองย้อนกลับมาแล้วคิดว่า ทำไมเราไม่ลองทำซะตั้งแต่วันนั้น ไม่งั้นป่านนี้เราคงเป็นนู่น เป็นนี่ เป็นนั่น

ความผิดพลาดทุกอย่างคือบทเรียนที่ดีค่ะ เพราะฉะนั้นอย่ากลัวที่จะพลาด จงกลัวว่าที่จะไม่คิดจะทำอะไรเลยดีกว่า เพราะนั่นหมายความว่าคุณไม่ได้ก้าวไปไหนเลย

Q: “นุ้ยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว” กับ “นุ้ยในวันนี้” ต่างกันยังไงบ้าง และเราพัฒนาตัวเองมาอย่างไรบ้าง

โห ต่างกันเยอะมาก ไม่รู้จะเล่าสั้นๆ ยังไงดี
อย่างที่ฝากทุกคนไว้ว่าอยากให้ทุกคนตั้งใจทำตัวเองวันนี้ให้ดีจากวันที่ผ่านๆ มา เพราะฉะนั้นตัวนุ้ยเองเปลี่ยนทุกๆ วันค่ะ

จากเริ่มต้นด้วยการเป็นนักเรียนทำงานก้องแก๊งเลิกงานแล้วคือจบ วันนี้ความรับผิดชอบหนักอึ้งมาก เป็นหัวหน้าที่ต้องดูแลและรับผิดชอบอีกหลายๆ ชีวิต ซึ่งเราคิดถึงผลต่อตัวเราเองคนเดียวไม่ได้แล้ว ต้องคำนึงถึงลูกน้อง ถึงองค์กร ถึงผู้ถือหุ้น ถึงลูกค้า นุ้ยวันนี้โตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะค่ะ ก่อนทำอะไรต้องคิดแล้วคิดอีก คิดหลายๆ มุม คิดถึงผลดีผลเสีย การตัดสินใจทำอะไรสักอย่างส่งผลต่อคนรอบๆ อย่างหมาศาลจริงๆ
นุ้ยวันนี้เข้มแข็งและแข็งแรงขึ้นเยอะด้วยค่ะ ประสบการณ์ชีวิตสอนให้เราแข็งแกร่ง เหมือนอย่างที่บอกไปข้างต้นว่า ทุกอย่างที่ผ่านมาคือประสบการณ์ชีวิต ไม่มีใครไม่เคยพลาด และไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ตลอดเวลา ยิ่งพลาดยิ่งเรียนรู้

วิธีที่จะพัฒนาตัวเองที่ดีที่สุดของนุ้ยคือ “ละทิ้งอีโก้ของเรา” ค่ะ ทำตัวเป็นแก้วเปล่าแล้วเรียนรู้จากคนรอบๆตัวให้ได้มากที่สุด ซึ่งนำมาถึงความเชื่อที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การแวดล้อมตัวเองด้วยคนที่เราอยากจะเป็นเหมือนเค้า ทุกคนมีข้อดีที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นนุ้ยเอาจุดแข็งของแต่ละคนมาคิดต่อและทำตาม และในเมื่อเรารู้สึกได้ว่าวันนึงเราแข็งแรงในระดับนึงแล้ว เราก็เรียนรู้ที่จะให้คืนด้วยการแบ่งปันความรู้ แง่คิดและประสบการณ์ให้กับพี่ๆ หรือ น้องๆ ที่นุ้ยว่าเราพอจะช่วยเค้าได้ ซึ่งก็เป็นอีกวิธีนึงที่นุ้ยมองย้อนกลับไปว่า วันนึงเราเป็นผู้รับ ส่วนวันนี้เราได้เป็นผู้ให้ ก็เป็นความสุขใจและภูมิใจอีกระดับนึงค่ะ

Q: ช่วยเล่าประสบการณ์ที่พีคที่สุดที่เคยเจอในออสเตรเลีย

หูย!! เยอะอ่ะ 555 ขอเริ่มจากประสบการ์แย่ๆ ก่อนแล้วกันนะ เผื่อว่าชีวิตใครเจอปัญหาอยู่ อาจจะมีกำลังใจขึ้น คือชีวิตนุ้ยเจอคนใกล้ตัวมากๆ ที่เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกันก็ว่าได้ ผิดใจกันเค้าเลยสร้างเรื่องโกหกใส่คนที่นุ้ยรักมาก จนเราต้องจ้างทนายขึ้นโรงขึ้นศาลกันเลยทีเดียว ถึงกับขนาดกอดกันร้องไห้เลยนะ เสียค่าทนายไปบานเบอะ! เป็น episode ที่ชีวิตเหมือนละครน้ำเน่าก็ว่าได้ แต่เราผ่านมันมาได้นะ เดี๋ยวมาบอกว่าผ่านมาได้ยังไง

อีกเรื่องนึงน่าจะเป็นอีกคนที่เราคิดว่าเป็นเพื่อนที่นุ้ยรักแหละ และเราก็พยายามช่วยเหลือเค้าในแบบที่เราทำได้ มาวันนึงเค้าอาจไม่พอใจเรามั้ง เลยสร้างคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรงเอาเราไปพูดให้คนอื่นฟัง เราเป็นคนมีคนในชีวิตไม่เยอะ เราเลยให้ใจแต่ละคนเยอะ พอโดนแทงข้างหลังเลยทะลุถึงหัวใจ 55 ก็ผ่านมาได้อีกแหละ มันจบไปแล้ว แล้วมันก็ผ่านไป
คราวนี้ขอแชร์ว่าผ่านมาได้ยังไง จริงๆ ใช้ตัวช่วยเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ ดูคลิปยูทูปเกี่ยวกับหลักจิตวิทยา หลายสิ่งอยู่ อย่างแรกเลยวิเคราะห็ตัวเราก่อนว่าเราทำอะไรผิดพลาดไปรึป่าว ถ้าผิดที่เราต้องแก้ที่เรา ถ้าเราทำทุกอย่างดีที่สุดแล้วก็คิดต่อไปเรื่อย ๆ เลยตกผลึกได้ว่า การที่คนอืนเค้าทำร้ายเราหรือพูดร้ายใส่เรา มันอาจจะไม่เกี่ยวกับเราเลยก็ได้ มันคือปัญหาของเค้า เค้าอาจจะไม่มีความสุขในชีวิตของเค้าเอาซะเลย เค้าเลยต้องหาทางเพร่ความ “ไม่มีความสุข” ของเค้าออกมาใส่คนอื่น ซึ่งเราเป็นเหยื่อของความซวยเท่านั้นเอง

อีกอย่างคือเราอย่ายึดติดในสิ่งที่เค้าทำ อาจจะเข้าหลังพุทธศาสนาสักหน่อยว่า ถ้าเราไม่ยึดติดเราก็ไม่ทุกข์ เพราะหากเรายึดติดกับความโกรธ ความเสียใจ คนที่ทุกข์คือเราเอง เพราะฉะนั้นเราจัดการกับความรู้สึกเราเองได้ ให้อภัยเค้าซะ ใช้ความเข้าใจว่าของชีวิตว่าเราไม่อยากทุกข์ แต่ถ้าวันไหนมีทุกข์ มันก็ไม่อยู่กับเราตลอดไปอยู่ดี มันจะผ่านไปเอง ภาษาอังกฤษจะมีคำพูดที่ว่า “This too, shall pass” แล้วเราก็ผ่านมาได้จริง ๆ

ขอปิดคำถามนี้ด้วยเรื่องดีๆ เมื่อตอนลาออกจากบริษัทเก่า ตอนนั้นเราก็เป็นหนึ่งใน Management Team แหละ เรารู้ในใจว่าการเป็นผู้นำที่ดี เราทำให้ทุกคนแฮ้ปปี้เสมอไม่ได้ ใครทำอะไรไม่ดีเราต้อง manage แต่เราก็พยายามทำให้ดีที่สุดนะ เราว่าเราพอโอเคในฐานะผู้นำ แต่เราไม่รู้หรอกว่าเราโอเคแค่ไหน จนวัน farewell เราได้การ์ดและของขวัญเยอะมากกกก ซึ่งลูกน้องแต่ละคนเอาเงินตัวเองซื้อ ไม่ได้งบมาจากบริษัทเลย ทุกคนเข้ามากอด งานปาร์ตี้ก็มีคนมาร่วมเยอะมาก หัวหน้าที่ลาออกไปแล้วก็ยังแวะมาหา มากินข้าวด้วย เพื่อนบางคนที่ลาออกไปแล้วมาร่วมวานไม่ได้ก็แวะมาหาหน้าออฟฟิศมากอดเรา พอเสร็จปาร์ตี้แล้วกลับมาบ้านก็เริ่มเปิดการ์ดมาอ่านและแกะของขวัญไปด้วย ได้ relationship และกำลังใจดีๆ จากการ์เยอะเลย จำได้เลยว่านั่งร้องไห้อยู่นาน แล้วเงยหน้าพูดกับแฟนว่า “They love me, my people love me.” จุดนี้แหละที่รู้สึกว่า I’m doing things right 🙂

Q: หากนำวัฒนธรรม/ค่านิยมที่ออสกลับไปพัฒนาสังคมไทยได้ 1 อย่าง สิ่งนั้นจะคืออะไร

ขอสองอย่างรวมกันได้มั้ย อยากได้ Individualism and Equality

ขอพูดถึง individualism ก่อน เพราะเป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุด ถ้านุ้ยแปลเป็นไทยถูกก็น่าจะหมายถึง “ความเป็นปัจเจกบุคคล” เป็นสิ่งแรกที่เห็นได้อย่างเด่นชัดเลยคือค่านิยมของสังคมที่นี่ไม่มีการตีตราว่าใครสวยไม่สวย หรือความสวยคืออะไร ทุกคนมีคุณค่าและความงามในตัวของตัวเอง ไม่มีการยึดติดว่าผอมคือดี สูงคือสวย ผิวสีอ่อนหรือเข้มดูดีกว่ากัน ทุกคนมีอิสระทางความคิดและทางเลือกที่จะเป็น ไม่มีกรอบไม่มีเส้นขีดเอาไว้

จำได้ว่ามีวันนึงเดินเข้าไปหา HR ของบริษัทเพื่อถามคำถามว่า เราอยากย้อมผมสีแดง เราทำได้มั้ย HR มองเรางงๆ แล้วตอบว่าได้สิ ทำไมยูคิดว่าทำไม่ได้หล่ะ เราเลยย้อมผมสีแดงอยู่ช่วงนึง 55 ส่วนมุมมองกลับกับ เมื่อแฟนเราไปไทย แฟนเห็นเด็กนักเรียนโรงเรียนรัฐบาล แล้วแฟนถามเราว่าทำไมทุกคนมีทรงผมทรงเดียวกัน มันฮิตเหรอ พอเราบอกว่ายูจ๋า โรงเรียนรัฐบาลของไทยเค้ามีกฎให้ตัดผมแบบนี้จ้ะ แฟนถามว่ามันถูกกฎหมายที่นี่เหรอที่บังคับให้มนุษย์ทำหรือไม่ทำอะไรบนร่างกายของเค้า ในเมื่อการทำอะไรบนร่างกายของเราเป็นสิทธิ์เบื้องต้นที่มนุษย์พึงมี เราเลยสงวนสิทธ์ I have the righ to remain silent เพราะเราก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน ไม่รู้จะอธิบายต่อยังไง

ส่วนเรื่อง Equality ไม่ว่าผู้ชาย ผู้หญิง เชื้อชาติไหน สัญชาติใดก็ตาม ทุกคนทีสิทธิ์เท่าเทียมและมีโอกาสเท่าเทียมกันหมด ยกตัวอย่างตัวนุ้ยเองเป็นกรณีศึกษา เราเป็นเด็กเอเชียหัวดำ ไม่ได้พูดอังกฤษเป็นภาษาแรก ส่วนตอนเริ่มงานก็อายุน้อยกว่าคนส่วนมากในทีมอีกตั้งหาก เราประสบความสำเร็จได้ถ้าเรามีความสามารถ เชื่อสิ!

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรมาที่สุดเกี่ยวกับชีวิตที่ออสเตรเลีย

ชอบ “Quality of life” มากถึงมากที่สุด ขอเกริ่นว่าภาษีที่นี่แพงแบบมหาศาล แต่มันก็คุ้มนะ สมเหตุสมผลดี ป่วยก็หาหมอฟรี ไม่องต่อคิวเป็นวันๆ นัดหมอก่อนได้ หรือถ้าไม่นัดก็ไปรอคิวแล้วแต่ว่าหมอยุ่งขนาดไหน ส่วนมากครึ่งชั่วโมงก็ได้เจอหมอและ มีครั้งนึงปวดหัวหนัก หมอจับเข้าสแกนสมองวันนั้นซะเลยไม่เสียตังสักดอลล์

ที่เห็นชัดอีกอย่างคือ “ความสะอาด” ไม่มีขยะตามท้องถนน พื้นก็สะอาดแบบถอดร้องเท้าเดินได้ถ้าใส่ส้นสูงมาทั้งวันแล้วเราเมื่อย มีคนมาฉีดน้ำล้างถนนทุกคืนเลย ถนนก็ไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่มีปากท่อเปิดไว้ดักให้เราตก สายไฟก็ไม่พะรุพะรังตามท้องถนน

เราเป็นผู้หญิงกลับบ้านดึกๆ ก็ไม่น่ากลัว ฝากบอกไว้เล็กๆ ว่าการผิวปากล้อผู้หญิงที่นี่ก็ถือว่าผิดกฎหมายนะ เพราะฉะนั้นไม่ค่อยมีผู้ชายปากเปราะคอยแซวเราหรอก ถ้ามีเรียนตำรวจโลด พี่ตำรวจก็เข้มกับกฎหมายมากสุด ถ้าลองติดสินบนเจ้าพนักงานเจออีกกระทงแน่นอน

ไม่ชอบเหรอ อืมมม คงเป็นการใช้ชีวิตที่ห่างครอบครัวแหละ จากที่เคยอยู่บ้านมีคนคุยด้วยเยอะๆ มาอยู่แบบไม่มีครอบครัวมันก็เหงานะ ปรับตัวลำบากอยู่ ทำทุกอย่างเองก็ลำบากเหมือนกัน ตอนอยู่ที่บ้านทีแต่คนทำทุกอย่างให้ แต่ก็นั่นแหละ You win some, you lose some.

Q: Quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

เยอะแยะเต็มไปหมด เพราะเราคือแก้วเปล่า อะไรดีเอามาใส่ตัวหมด ขอลิสต์หลักๆละกันนะ
– Live life ชีวิตมั้นสั้น อยากทำอะไรให้รีบทำ ใช้ชีวิตให้คุ้ม อย่าปล่อยชีวิตผ่านไปวันๆ เสียดาย
– Positive, Persistence and Patience อันนี้ใช้กับการทำงานค่อนข้างเยอะ ซึ่งเป็นประโยชน์มากจริงๆนะ ไม่เชื่อลองท่องดู
– Be kind, work hard, stay humble, love deeply, live simply พ่อสอนมา ซึ่งเราใช้เป็นเข็มทิศนำทางเลยนะ 🙂

Facebook Comments