สา จากนักเรียนไทยธรรมดา/พนักงานร้านซูซิ สู่ “นักการตลาดแบบเต็มตัว” ในออสเตรเลีย

0
787
สา จากนักเรียนไทยธรรมดา/พนักงานร้านซูซิ สู่ “นักการตลาดแบบเต็มตัว” ในออสเตรเลีย

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

สวัสดีค่ะ สาค่ะ เป็นนักเรียนทุนจาก Wollongong University จบปริญญาตรีภาษาอังกฤษธุรกิจ ปริญญาโทธุรกิจระหว่างประเทศค่ะ ตอนนี้เรียนจบแล้ว ทำงานเป็น Marketing Coordinator ให้กับบริษัทชื่อ Better Caring ในซิดนีย์ค่ะ

แล้วก็เพจ EngSie ซึ่งเป็นการแชร์มุมขำและเรื่องน่ารู้เกียวกับวัฒนธรรมและภาษาอังกฤษสไตล์ออสซี่ค่ะ

Q: ทำไมถึงมาอยู่ออสเตรเลียคะ

เริ่มแรกก็มาเรียนภาษาค่ะเมื่อปี 2012 พอจบแล้วก็กลับเมืองไทยไป หลังจากนั้นก็ไปสอบ IELTS ไว้ แล้วยื่น WAH รอบเสริม 50 คน ทันด้วยนะคะ แล้วก็ยื่นวีซ่า แต่ขณะที่กำลังรอวีซ่าก็ได้รับอีเมลจาก University of Wollongong ว่าเราได้รับทุนก็เลยเปลี่ยนแผนชีวิตเลยค่ะ (สมัครเรียนไปนานมากจนลืมแล้วคิดว่าเราไม่น่าได้ เพราะเกรดเราไม่ได้สูงขนาดนั้น ถ้าจะมาเรียนจ่ายเองทั้งหมดก็ไม่ไหวด้วย) แล้วก็ได้มาเรียนโทด้าน International Business จนได้มาฝึกงานและทำให้ได้งานทำจริงๆจังจนปัจจุบันนี้ค่ะ

Q: กว่าจะได้งานที่สาทำตอนนี้…ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

ต้องลองผิดลองถูก และได้ทำงานมาหลายอย่างเลยค่ะ

เริ่มต้นก็ทำงานร้านอาหารไทย ร้านซูชิ สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ ขอฝึกงาน สมัครงานไปเยอะมาก และรอ รอ รอ ก็ไม่มีคนตอบกลับจนท้อหลายรอบแล้วต้องกลับไปตั้งสติเริ่มต้นใหม่ กลับไทยไปหลายรอบเลยค่ะ เพราะคิดว่าไม่อยากสู้

แต่สุดท้ายเรื่องพวกนี้กลับทำให้เราเข้มแข็งและเรียนรู้ สร้างทัศนคติและมุมมองหลายๆอย่างในชีวิตที่เราไม่คิดว่าจะมีค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวเข้าหาคน การฝึกภาษา การที่จะกล้าออกไปหาประสบการณ์และนำตัวเองออกจากกรอบที่เราสร้างขึ้น

สิ่งที่พบว่าสำคัญที่สุดคือ “การที่เราต้องพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะให้เราเป็นมีความสามารถและรอบรู้มากขึ้น ทำยังไงให้บริษัทมองว่า ถ้าเขารับเราไปแล้วเราจะมีประโยชน์ต่อบริษัทค่ะ”

สุดท้ายมีโอกาสฝึกงานเป็น Marketing Intern ที่บริษัทการเงินแห่งหนึ่ง และย้ายไปทำงานที่บริษัทใหญ่ของคนไทยในออสเตรเลียชื่อ “ชาติไทย” ซึ่งทำให้สาได้เรียนรู้เยอะมากๆ แต่ต้องกลับไทยสักพัก

แต่เมื่อกลับมาอีกครั้ง ก็มาได้งานที่ Australian Pacific College และจนมาถึงงานปัจจุบันค่ะ

Q: มีเทคนิคการหางานในต่างประเทศยังไง เพื่อช่วยคนไทยที่มีความสามารถด้วยกัน

  • สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จัดเรียง resume ของเราให้อ่านง่ายที่สุด และสรุปสั้นเกี่ยวกับตัวเองว่าเรามีความสามารถอะไร และสมัครงานให้ตรงกับประสบการณ์ค่ะ แต่ถ้าเราไม่มีประสบการณ์เราจะต้องเขียน cover letter ให้คนอ่านเข้าใจว่าทำไมเราถึงอยากได้งานในสายนั้น เราเคยเรียนรู้อะไรที่นอกจากปริญญาและประสบการณ์เพิ่มเติมทำให้เราสนใจงานในสายนั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานนั้นจริงๆค่ะ แต่อย่ายาวมากนะคะ เพราะคนอ่านเขาจะขี้เกียจอ่านเลยละคะ คือเขียนให้ตรงประเด็นไม่ต้องน้ำเยอะ
  • การสร้างเครือข่ายสำคัญมาก เพราะคนไทยเก่งๆในมีอยู่ทุกที่เลย การได้เรียนรู้จากพี่ๆผู้มีประสบการณ์จะทำให้มุมมองของเราพัฒนาขึ้นไปอีกมากเลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น พี่ต้า Big Sister เลย
  • ภาษา เราต้องมีความมั่นใจในการพูด เตรียมพร้อมกับการรับโทรศัพท์สัมภาษณ์เสมอ และอย่าลืมอ่านประวัติของบริษัทที่เราจะสมัครด้วยนะคะ อย่างน้อยเราควรที่จะเข้าใจว่าตำแหน่งที่สมัครคืออะไรแล้วเขาทำอะไร เพื่อที่เวลาเขาถามอะไรมา เราจะสามารถโยงความรู้ที่มีเข้ากับตำแหน่งนั้นได้
  • Resume อย่าทำแบบ one fits all นะคะ เพราะสาทำมาละ ส่งไปร้อยงานก็ไม่มีคนติดต่อกลับ เราควรจะเจาะจงกับตำแหน่งที่เราสนใจค่ะ

Q: เห็นตั้งเพจที่ช่วยสอนภาษาออสซี่ให้คนไทยด้วย…มันคืออะไรคะ

เพจ EngSie ทีสาตั้งมาคือด้วยความตั้งใจที่จะแชร์มุมขำๆและวัฒนธรรมของคนออสซี่ค่ะ เพราะตั้งแต่ตอนย้ายมาใหม่ๆ ที่คิดว่าเราฟังภาษาอังกฤษพอรู้เรื่องนะ แต่มาเจอศัพท์ย่อๆ สำเนียงแปลกๆที่นี่ ถึงกับเอ๋อไปเลยค่ะ! 555

อย่างตอนที่ทำงานอยู่ที่ร้านซูชิ ด้วยความที่ร้านเป็นลักษณะ takeaway shop ลูกค้าจะเยอะมากตอนเที่ยง พอซื้อเสร็จลูกค้าจะพูดว่า “ta” ตลอด 5 เดือนที่ทำอยู่ก็ไม่รู้เลยค่ะว่าคืออะไร 555 จนสุดท้ายถามคนออสซี่ เขาเลยบอกว่ามันเป็นการย่อคำว่า thank you ไง ไอ้เราก็แบบ…เฮ้ย! แบบนี้ก็ได้หรอ!

ทำให้เริ่มสนใจเรียนรู้มากๆ ยิ่งพอได้มาอยู่กับสภาพแวดล้อมที่คนออสซี่มากขึ้นยิ่งรู้สึกสนุกและตื่นเต้นที่จะมาแชร์สิ่งเหล่านี้ให้กับคนไทยด้วยกันค่ะ เพราะว่าอยากให้คนไทยเราได้เข้าใจภาษาอังกฤษแบบออสซี่มากขึ้น เพราะไม่ค่อยจะมีใครพูดถึงสำเนียงนี้กันเลย แล้วหนังก็ไม่ค่อยมีสำเนียงแบบนี้ เลยรู้สึกว่าเฮ้ย! เราอยากแชร์ ให้คนไทยได้รู้วะ ลองทำเพจดีกว่า

ประจวบเหมาะกับที่อยากเริ่มต้นทำอะไรที่มากกว่างานประจำ อะไรที่เราคิดว่าเราจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้ค่ะ ขอฝากเพจไว้ในอ้อมใจพี่น้องด้วยนะคะ อิอิ

Q: ขอทิปการฝึกภาษาจาก “ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง” จนกลายเป็นโปรหน่อยค่ะ

1. เปิดซับแล้วพูดตามหนังค่ะ ส่วนใหญ่ปัญหาของคนที่เรียนภาษาอังกฤษคือการออกเสียง วิธีฝึกที่ง่ายที่สุดคือฟังว่าเขาออกเสียงไง โทนแบบไหนแล้วก็พูดตามเลย อีกเว็บไขต์ที่สามักจะแนะนำให้ลองคือ EnglishCentral ค่ะ เวลาเราออกเสียงตามคลิปจะมีการให้คะแนนด้วยเราจะได้รู้ว่าคำไหนที่เราออกเสียงผิดถูกค่ะ

2. อย่าอิงภาษาไทยมากเกินไป บางครั้งพอเราคิดทุกอย่างเป็นภาษาไทยแล้วแปลออกมา มันฟังดูแปลกๆ เราต้องทำความเข้าใจถึง ธรรมชาติของภาษาค่ะ ไม่ต้องลึกซึ้งมาก แต่ให้เข้าใจเบื้องต้นว่าการเรียงประโยคเขาเป็นยังไง และสำนวนที่ใช้กันบ่อยๆมีอะไรบ้าง

3. อย่ากลัวที่จะพูดค่ะ สาเริ่มเรียนภาษาตั้งแต่เด็กๆทำให้ชอบมาตลอด เมื่อตอนอายุ 13 อยากฝึกมาก เจอฝรั่งบนรถสองแถวแล้วเห็นว่าเขาน่าจะหลงทาง รีบเข้าไปคุยเลยค่ะ ปัจจุบันก็ยังทำแบบนี้อยู่เพราะนักท่องเที่ยวในซิดนีย์เยอะมากบางทีถ้าเป็นพื้นที่ที่เรารู้จักก็จะถามเขาคะว่า มีอะไรให้ช่วยไหม เราต้องวิ่งหาโอกาสค่ะ มาอยู่ต่งประเทศแล้วต้องใช้โอกาสให้คุ้ม

4. เปิดใจให้กว้าง โลกของเรามันเล็กลงมากและการที่คนอพยพไปต่างประเทศก็เป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นเราต้องทำใจค่ะว่าต้องเจอกับทุกสำเนียงทั้งฟังยาก ฟังง่าย สิ่งที่น่าสนใจคือ คำศัพท์ที่ใช้จะมีหลายแบบมาก เพราะฉะนั้นบางคนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาแต่เขามักจะมีคำศัพท์ที่น่าสนใจให้เราได้เรียนรู้เลยละคะ แค่เราเปิดใจให้กว้าง

Q: มีหนังสือเล่มไหนที่อยากแนะนำให้คนอื่นต้องอ่านให้ได้

แน่นอน! ต้องไม่พลาด “เด็กนอก” สิคะ เพราะเป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจ ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่หยุดนิ่ง ทำให้สาได้เปลี่ยนทัศนคติของตัวเองเลยค่ะ
อีกเล่มคือ Rich Dad Poor Dad ที่ทำให้เราได้เปิดใจกับมุมมองชีวิตในมุมที่เราไม่เคยมองมาก่อนเลยค่ะ

Q: quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

If you only do what you can do, you will never be better than what you are.
สาเคยติดอยู่กับตัวเองจนเวลาผ่านไปหลายปีรู้สึกว่าเฮ้ย! ชีวิตเรามันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยอะ พอได้ยินคำพูดนี้จากเรื่อง Gungfu Panda เลยทำให้ฉุกคิดว่า ถ้าเราทำแต่แบบเดิมๆแล้วจะหวังให้ผลลัพธ์เป็นอย่างได้ไง ยิ่งยุคนี้ทุกอย่างรวดเร็วเรายิ่งต้องพัฒนาตัวเองค่ะ

Q: มีข้อคิดแรงบันดาลใจอะไรฝากคนไทยด้วยกัน

อยากให้คนไทยทุกๆคนก้าวออกมาจากกรอบที่เราสร้างขึ้นและปิดตัวเอง หลายๆคนมีความสามารถมาก แต่เพราะความกลัวหรือติดอยู่กับกรอบเลยไม่ได้ทำอะไรที่เหมาะกับความสามารถ

อย่างที่กล่าวไปคือเราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างเร็วมาก ต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆค่ะ strive for progress, not perfection เราไม่ต้องสมบูรณ์แบบแต่เราต้องมีพัฒนาการค่ะ

Facebook Comments