รวงข้าว ชีวิตจริงของเด็กนอก (ฉบับ เด็กไทยใน New York)

0
1284
รวงข้าว ชีวิตจริงของเด็กนอก (ฉบับ เด็กไทยใน New York)

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อ ภรินทร์ลดา อาภาภิรม ชื่อเล่นชื่อรวงข้าวค่ะ ตอนนี้เรียนการแสดงยู่ที่ The Lee Strasberg Theatre
and Film Institute ที่ New York ค่ะ

ก่อนหน้านี้เรียนจบปริญญาตรีสาขาภาพยนตร์จาก California State University, Fullerton ค่ะ หลังจาก
เรียนจบก็กลับไปทำงานที่เมืองไทย เป็น Digital Film Instructor ที่ SAE Institute Thailand แล้วก็ทำงาน
Production โฆษณาสื่อ Digital ด้วยค่ะ ส่วนใหญ่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ แต่บางทีก็ต้องรับหน้าที่เป็นผู้จัดการกอง
บ้าง ทำงาน Creative บ้าง เพราะว่ารับงานเป็น Freelance ค่ะ

Q: ทำยังไงถึงได้ไปเรียนถึงโรงเรียนการแสดงชื่อดังระดับโลกแห่งนี้…ต้องผ่านศึกอะไรมาบ้าง

ขอเกริ่นเรื่องนิดนึงแล้วกันว่าที่อยากมาเรียนที่นี่ส่วนนึงเพราะมีแรงบันดาลใจมาจากการได้ร่วมงานและก็ได้
มีโอกาสได้เข้าร่วม acting workshop ของ ครูร่ม (ร่มฉัตร ธนาลาภพิพัฒน์) acting coach แนวหน้าของ
เมืองไทย

แล้วรวงข้าวรู้สึกว่าครูร่มเก่งมากแล้วก็มีความเข้าใจในเรื่องของการแสดงลึงซึ้งจริงๆ ซึ่งเรื่องการ
แสดงเป็นสิ่งที่รวงข้าวเองก็สนใจอยู่ แล้วก็รู้มาว่าครูร่มจบที่นี่ด้วย เราก็เลยไปหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียน ซึง
Lee Strasberg ผู้ก่อตั้งโรงเรียนมีลูกศิษย์เป็นนักแสดงแนวหน้าของโลกหลายๆคน อย่าง Robert De Niro,
Al Pacino หรือ Marilyn Monroe และอีกหลายๆคน

เราก็เลยคิดว่า เอาวะ ไหนๆจะไปแล้วก็ไปที่ๆดีที่สุดเลยแล้วกัน ตอนที่สมัครเข้าไปก็ต้องเขียน Essay ต้อง
ผ่านรอบ สัมภาษณ์ ซึ่งก็ลุ้นอยู่สุดๆเหมือนกัน ก็ผ่านมาได้ทั้งสองรอบ

แต่ว่าศึกหนักจริงๆเลยคิดว่า คือตอนเข้าไปเรียนแล้วมากกว่า เพราะทุกอย่างคือสิ่งใหม่ทั้งหมด
มันคือการเริ่มเรียนจากศูนย์จริงๆ

Q: ชีวิตนักเรียนนอกในโรงเรียนชื่อดังใน New York จากมุมมองคนภายนอก มันต่างกับความจริงยังไงบ้าง

ในมุมมองคนภายนอกส่วนใหญ่จะมองว่า “เฮ้ย! มาเรียนนิวยอร์ค…อิจฉาเนอะ! ชีวิตดีจังเลย! น่าสนุก!” อะไร
แบบนี้ แต่เอาจริงๆ มันก็สนุกแหละนะคะ แต่มันเหนื่อยมากๆจริงๆ ทั้งการใช้ชีวิต แต่อุปสรรคที่ค่อนข้างใหญ่
เลยคือ

เรื่องการเรียนค่ะ เพราะประสบการณ์การเรียนที่ผ่านมาทั้งชีวิตช่วยอะไรไม่ได้เลย การเรียนการแสดงคือ เรา
ต้องขึ้นไปแสดงบนเวทีต่อหน้าเพื่อน ต่อหน้าคุณครูเกือบทุกวัน ต้องเรียนอะไรที่ไม่เคยเรียนมาก่อน เช่น
Voice Projection, เรียนร้องเพลง, เรียน Ballet, เรียน Audition, เรียนการแสดงแบบ stage แล้วก็แบบ TV
และภาพยนตร์ ซึ่งเราก็ต้องทำ

อาทิตย์แรกที่เข้าไปเรียนคือตื่นเต้น เหงื่อออกมือทุกวัน กลับบ้านมาก็คิดนะว่า “เราเอาตัวเองมาเผชิญอะไร
แบบนี้ทำไม เราจะไหวมั้ย คนอื่นๆเค้ามีประสบการณ์มาแล้ว…”
ยอมรับว่าตอนนั้นคือ กดดันพอสมควรเลยค่ะ แถมเป็นคนไทยคนเดียวในโรงเรียนด้วย

Q: แล้วรวงข้าวปรับตัวยังไงอ่ะคะ

คือคิดว่าเราจะยอมแพ้ไม่ได้ เมื่อเรามาถึงตรงนี้แล้ว ได้โอกาสที่ดีขนาดนี้แล้ว รวงข้าวก็เลยบอกตัวเองไว้
ตลอดว่า “ทุกคนอยู่ที่นี่ คือมาเรียนรู้ มันก็ต้องมีผิดพลาดบ้าง มีโดนวิจารณ์บ้าง มันคือ process ของการ
เรียนรู้”

ฉะนั้นต้องไม่ไปกลัวความล้มเหลวหรือผิดพลาด อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับกับคนอื่นๆ เพราะว่า
journey ของเราก็เป็นของเรา มันเทียบกับของคนอื่นไม่ได้ แล้วก็คอยฝึกซ้อม พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆค่ะ

Q: การใช้ชีวิตใน New York เคยเจออะไรพีคๆมาบ้าง

รู้สึกเหมือนเจออะไร พีคๆ อยู่ตลอดเกือบทุกวันในเมืองนี้ 555 New York มันเหมือนศูนย์รวมคนจากทั่วทุก
มุมโลก และคนทุกๆแบบ ก็จะได้เห็นคนแปลกๆ คนบ้าๆ อยู่ตลอดเกือบทุกวัน ตอนแรกเราก็กลัวๆนะ บางทีเ
ดินมา หยุดตะโกน ร้องเพลง เต้นอยู่คนเดียวอะไรแบบนี้ แต่ตอนนี้คือชินแล้ว เค้าไม่มีอะไร

แต่สิ่งที่ชอบมากๆเลย คือพวก Street artist หรือ Performer ที่นี่ ที่แบบมาแสดงอะไรที่มันเจ๋งๆ ให้ดูอยู่
ตลอด อย่างเช่น มีผู้ชายคนนึงขน grand piano มาที่สวนแถวบ้านรวงข้าวทุกอาทิตย์ เพื่อมาเล่นเปียโนให้
คนฟัง

New York สำหรับรวงข้าวเหมือนเป็นที่ๆให้ทุกคนได้เป็นในสิ่งที่อยากเป็นได้ทำในสิ่งที่อยากทำ

Q: รวงข้าวภูมิใจอะไรตัวเองมากที่สุด ตั้งแต่มาเป็นเด็กนอกใน New York

สิ่งที่ภูมิใจก็น่าจะเป็นที่ตัวเองได้ในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำเลยในชีวิต อย่างเช่นได้มีโอกาสแสดงละครเวทีที่นี่
ค่ะ ซึ่งเป็น Production ที่ทำของโรงเรียน แต่ว่าก็คือต้อง Audition เข้าไป แล้วก็แสดง Musical theatre ซึ่ง
ชีวิตนี้ทั้งชีวิตไม่เคยร้องเพลงให้ใครฟัง แต่ได้มาร้องเพลงได้แสดงบนเวทีต่อหน้าคนเกือบร้อยคน แล้วก็ผ่าน
มันมาได้ค่ะ

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่ New York

สิ่งที่ชอบ:

  • ความเสรีทางความคิดและการแสดงออก ซึ่งเปิดกว้างมากๆ แล้วเค้าก็สนับสนุน artist โดยมี venue หรือ outlet สำหรับ local artist อยู่เยอะมากๆ
  • ความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรม เนื่องจากมันมีความแตงต่างกันของคนในเมืองนี้ที่มาจากทุกสารทิศ มันทำให้เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้แบบไม่ต้องแคร์ใคร อีกทั้งยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของคนที่อื่นๆอีกด้วย
  • เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล จริงๆ เพราะมีอะไรให้ทำ ให้ดูอยู่ตลอดเวลา อย่างที่มีคนเคยบอกว่า “If you​ say living in New York is boring, it’s your fault.”

สิ่งที่ไม่ชอบ:

  • ทุกอย่างแพงมากๆๆๆๆ ต้องประหยัดสุดตัว ที่อยู่ก็แพงมาก อย่างบ้านที่อยู่ปัจจุบันก็เล็กมากๆ แต่คือค่าเช่น 4-5 หมื่นแบบนี้
  • ความวุ่นวาย คือบางทีมันวุ่นวายมากๆจริงๆ คนเยอะจนเหนื่อยบ้าง หงุดหงิดไป personal space มีจำกัดมากๆ
  • ความเย็นชาของคนเมือง ซึ่งบางทีเห็นแล้วก็หดหู่ใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะใจร้ายหมด เพียงแต่ว่าทุกคนรีบอยู่ตลอด ต้องยุ่งทำเรื่องของตัวเองจนบางทีก็ไม่ได้สนใจหรือช่วยเหลือคนรอบข้าง เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องเสียเวลา

Q: คำสอน/quoteที่สอนชีวิตได้ดีที่สุดคืออะไร

What is essential is invisible to the eye. “สิ่งที่สำคัญและมีความหมายนั้นมองไม่เห็นด้วยตา” มา
จาก หนังสือ “เจ้าชายน้อย” ค่ะ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งของนอกกายทั้งหลายไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าเราประสบ
ความสำเร็จ หรือ บ่งบอกว่าเรา “มีความสุข”

สำหรับรวงข้าวการได้ทำสิ่งที่เรารัก ได้ทำในสิ่งที่ให้ประโยชน์ต่อโลกต่อสังคม หรือต่อผู้อื่น มันมีค่ามากกว่า
การที่เราพยายามจะ ‘มี’ มากกว่าคนอื่น

Q: ช่วยแชร์หนังสือหรือหนังที่ทุกคนควรอ่าน/ดู

หนังสือเจ้าชายน้อย – ชอบมากๆ เพราะว่าถึงจะเป็นหนังสือสำหรับเด็กแต่ผู้ใหญ่อ่านในมุมมองของผู้ใหญ่
ก็ได้ข้อคิดอะไรต่างๆที่เอามาใช้ในชีวิตได้

หนังที่ชอบและ inspirational เรื่องนึงคือเรื่อง The Secret life of Walter Mitty ค่ะ เพราะรวงข้าวรู้สึกว่าสิ่งที่
ตัวเอกประสบคือสิ่งที่คนปัจจุบันเองก็ประสบอยู่ คือติดอยู่ในวัฏจักรของชีวิตออฟฟิศ แล้วทุกอย่างมันก็สงบดี
มีความมั่นคงในชีวิต แต่เราไม่ได้ใช้ชีวิตที่แบบที่เราอยากใช้เพราะเรากลัวที่จะออกจาก comfort zone ของ
ตัวเอง

Q: อยากฝากอะไรกับพี่ๆน้องๆคนไทยด้วยกัน

รวงข้าวคิดว่าการมาเรียนเมืองนอกคือการออกนอก comfort zone ของเราอย่างแรง ต้องมาอยู่ต่างที่ ต่าง
ภาษากับใครก็ไม่รู้ เพื่อนก็ไม่มี ครอบครัวก็อยู่ไกล

แต่ขอให้ทุกคนคิดไว้เสมอว่า เมื่อเราทำสำเร็จแล้วเราลองมองย้อนกลับมาว่าเราก้าวข้ามผ่านความกลัวมา
ได้มากขนาดไหน แล้วเราจะภูมิใจมากๆ เลยค่ะ

อย่างที่บอก สิ่งที่จะทำให้เราเติบโตและทำให้ชีวิตเรามีความหมายมากขึ้นมักจะอยู่นอก comfort zone ของ
เราเสมอ

Facebook Comments