มิเชล วิธีรับมือ “การเหยียดเชื้อชาติ” เพราะเป็น “ชาวเอเซีย”

0
790
มิเชล วิธีรับมือ “การเหยียดเชื้อชาติ” เพราะเป็น “ชาวเอเซีย”

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อมิเชล ดิงส์ เรียนจบจากคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่บริษัท Exxonmobil ในตำแหน่ง Retail Operation Accounting ภูมิใจมากๆที่สามารถเข้าบริษัทใหญ่ๆแบบ Exxonmobil ได้

หลังเรียนจบมิยื่นใบสมัครงานไปหลายที่มากๆ แล้วไม่มีที่ใดรับแม้กระทั้งสัมภาษณ์เลย กลัวว่าจะไม่ได้งานดีๆ แต่สุดท้ายได้พิสูจน์ตัวเองกับที่บริษัท Exxonmobil ตอนนี้ทำงานภายใต้บริษัทนี้ที่ประเทศไทยแต่ report ตรงให้กับประเทศเยอรมนี

Q: ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่ามิเชลไปทำอะไรที่ออสเตรียมาคะ

ตอนปี 3 ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศออสเตรีย เป็นระยะเวลาประมาณ 10 เดือน

Q: ทำไมถึงต้องเป็นที่ออสเตรีย

อยากไปประเทศที่เศรษฐกิจดี ร่ำรวย ปลอดภัย ออสเตรียก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะเป็นประเทศที่อยู่กลางยุโรป สามารถเดินทางไปไหนได้ค่อนข้างง่าย มีสถาปัตยกรรมและธรรมชาติที่สวยมากๆ ไม่ต้องเดินทางไกล ประทับใจมากๆค่ะ

Q: การไปอยู่ที่ออสเตรีย ซึ่งวัฒนธรรมและภาษาต่างจากบ้านเรามาก..มีอุปสรรคการใช้ชีวิตบ้างมั๊ยคะ

อุปสรรคและปัญหาที่เราคิดว่ามีความสำคัญและได้เรียนรู้มากที่สุดคือ “การปรับตัวเข้าหาคนท้องถิ่น” รวมถึงเพื่อนๆหลากหลายชาติ เพราะเรามีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน อะไรที่เราคิดว่าถูก อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องสำหรับชาติเขาเสมอไปหรือในทางกลับกัน

Q: เคยเจออะไรพีคๆมาบ้าง

มิเองเคยเจอการเหยียดเชื้อชาติมาก่อน จริงๆเหมือนโดน sterotype มากกว่าอ่ะค่ะ เวลาเดินผ่านกลุ่มฝรั่งชอบมีคนตะโกนว่า “Made in China” แล้วก็ล้อเลียนภาษาอะไรแบบนี้

หรือเวลาทำงานกลุ่ม พวกฝรั่งก็จะไม่ค่อยสนใจเอเชียเท่าไร เหมือนเขาคิดว่าเราด้อยกว่า หรือมองว่าเราเป็นเด็กเนิร์ด

บางทีการที่เราผมดำ เค้าก็มองว่าเราแตกต่างจากประเทศเค้าแล้ว แล้วยิ่งออสเตรียหรือเยอรมันเอง มีความเป็นชาตินิยมสูง การที่เราเปนคนนอก ก็จะถูกปฎิบัติแบบคนนอก

Q: โดนเหยียดเชื่อชาติแล้วทำไงอ่ะ

ตอนแรกรู้สึกอึดอัดใจ เหมือนเราทำอะไรผิดมา ทำไมเราถึงแตกต่าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรายอมรับมันได้และพร้อมที่เผชิญกับมัน โดยการที่เราต้องเชื่อมั่นในตนเองและภูมิใจในเชื้อชาติของตน และบางทีต้องยอมรับว่า คนเราไม่เหมือนกัน คิดไม่เหมือนกัน มีคนที่ดี มีคนที่ไม่ดี อย่าไปใส่ใจกับคำพูดของคนอื่นที่มาทำร้ายจิตใจเรา

มันสอนให้เรามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น หัดยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์และทำให้เรามองโลกได้กว้างขึ้น

Q: การอาศัยอยู่ในต่างแดนตอนนั้น…มันให้บทเรียนชีวิตอะไรกับเราบ้าง

การที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในต่างแดน ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญในชีวิตเราเลย หากไม่ได้ไปก็คงไม่ใช่เราอย่างที่เป็นในวันนี้ เพราะมันทำให้เราสามารถได้เรียนรู้การใช้ชีวิตจริงๆ สอนให้เรารู้จักแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

มันมีหลายครั้งที่เราต้องเจอปัญหาไม่ว่าจะ ตกรถไฟ ตกเครื่องบิน หลงทาง หรือแม้แต่ของหาไม่เจอในร้านค้าก็ตาม ต้องมีการตัดสินใจด้วยตนเอง เสริมสร้างความมั่นใจในการดำรงชีวิต และที่สำคัญคือการสอนให้เราคิดนอกกรอบ เพราะบางครั้งทุกอย่างอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราวางแผนไว้

Q: มิเชลก่อนไปออสเตรีย VS มิเชลหลังไปออสเตรีย ต่างกันยังไงบ้าง

มิกล้าตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนเวลาจะทำอะไร หรือตัดสินใจอะไรมักปรึกษาเพื่อนๆอยู่เสมอ สาเหตุหลักๆคงเป็นเพราะ นิสัยของชาวต่างชาติที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ทำอะไรด้วยตัวเอง เราก็ค่อยๆซึมซับมา จากการทำงานกลุ่มด้วยกัน หรือการใช้ชีวิตอยู่ในหอพักเดียวกัน

อีกอย่างเลยก็คือเราเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าเข้าหาเพื่อนต่างชาติ แต่แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การได้ออกไปที่ใหม่ๆ พบปปะผู้คนใหม่ๆ ก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจตรงนี้ สุดท้ายเราก็มีเพื่อนใหม่หลากหลายชาติที่คอยพึ่งพากันและกัน

Q: quoteที่สอนชีวิตได้ดีที่สุดคือ

“The world is a book, and those who do not travel read only one page.” – Saint Augustine.

Q: ช่วยแนะนำหนังสือที่ทุกคนควรอ่าน

7 Habits of Highly Effective People by Stephen Covey

Q: ทิ้งท้ายให้พี่ๆน้องๆที่อยากเจริญรอยตามมิเชล

ชีวิตคือการเรียนรู้ อยากให้ทำทุกอย่างให้เต็มที่ จะได้มาเสียดายเวลาที่ผ่านไป มีหลายๆอย่างที่บอกกับตัวเองว่า “รู้งี้” น่าจะทำ แล้วสุดท้ายเราก็มาเสียใจที่หลังที่ไม่ได้ทำ
หากใครมีโอกาสไปเมืองนอก หรือได้ทำงานที่ใหม่ หรืออะไรใหม่ๆ ก็พยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไว้ เพราะสิ่งต่างๆที่เราไปผจญเจอมา ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบของเราที่จะเป็นประโยชน์ในอนาคต
ทุกคนสามารถคิดสร้างสรรค์ได้ แต่สิ่งที่แตกต่างกับคนที่สำเร็จหรือไม่คือการลงมือทำ

Facebook Comments