ป๊อป ชีวิตจริงของเด็กนอก (ฉบับ เรียนต่อ “อังกฤษ หรือ อเมริกาดี?”)

0
1087
ป๊อป ชีวิตจริงของเด็กนอก (ฉบับ เรียนต่อ “อังกฤษ หรือ อเมริกาดี?”)

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อ วีระยุทธ บุณยบุตร ชื่อเล่นชื่อป๊อปครับ จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากนั้นก็จบเนติบัณฑิต (ลำดับที่ 3) และมีโอกาสไปศึกษาต่อระดับ ปริญญาโทด้านนิติศาสตร์ 2 ใบครับ

ใบแรกผมไปเรียนที่ University College London (UCL) ที่ London ประเทศสหราชอาณาจักร (ประเทศอังกฤษ) สาขา International Commercial Law (กฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ)

ส่วนใบที่ 2 ผมไปเรียนที่ University of Michigan ที่ Ann Arbor ประเทศสหรัฐอเมริกา สาขา Financial Law (กฎหมายการเงิน) ครับ ปัจจุบันรับราชการตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา สังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมอยู่ครับ

Q: ทำไมถึงเลือกไปเรียนทั้งใน US & UK คะ

ที่ผมเลือกเรียนทั้งสองประเทศเพราะผมคิดว่าเมื่อเราคิดจะเรียนปริญญาโทสองใบแล้ว (ส่วนสาเหตุที่เรียนสองใบ เด็กนิติศาสตร์จะทราบกันดีครับว่าการเรียนสองใบ ทำให้มีสิทธิสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ทุกสนาม) ก็ควรที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งใน เชิงประสบการณ์ชีวิต และในเชิงวิชาการ

กล่าวคือ ประสบการณ์ชีวิตในอเมริกาจะมีความท้าทาย ตื่นเต้นกว่า ผู้คนจะมีหลากหลายเชื้อชาติ มีสีสัน ส่วนในอังกฤษจะมีความเรียบหรู เรียบง่าย บ่ายจิบชา (ฮา) ชีวิตจะไม่ท้าทาย ตื่นเต้นเท่าที่อเมริกา

ส่วนในเชิงวิชาการนั้น สาขาวิชาที่ผมเรียนนั้น ผมเลือกสาขาที่มีต้นกำเนิดจากประเทศนั้นๆ ทำให้เราได้เรียนจากต้นตอแห่งความรู้อย่างแท้จริง

Q: ชีวิตการเรียนการสอนที่ US & UK เป็นยังไงบ้าง และต่างจากที่ไทยเป็นยังไงบ้าง

ในเรื่องการเรียนที่อเมริกานั้น จะมีความยากกว่าอังกฤษค่อนข้างมาก (อันนี้ผมพูดจากสิ่งที่ผมประสบ มานะครับ)

ที่อเมริกาจะเป็นระบบการเรียนแบบ Seminar ส่วนใหญ่ จะต้องมีการอ่านหนังสือและ เอกสารประกอบการเรียนมาก่อนคาบเรียนเสมอ เพราะในห้องเรียนจะมีระบบ Calling หรือเรียกให้ ตอบคำถามและบางวิชาก็จะให้คะเเนนด้วย ทำให้เราต้องเตรียมตัวมาอย่างดี

ซึ่งต่างจากประเทศอังกฤษที่ส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนแบบ Lecture ซึ่งก็คือการนั่งฟังไปเรื่อยๆ มีการจด จดไม่ทันก็ ถอดเทป เป็นต้น การเรียนที่อังกฤษจึงค่อนข้างคล้ายกับที่ประเทศไทย แต่จะเเตกต่างกันตรงที่การเรียน ที่อังกฤษจะมีการถามคำถามบ่อย แต่ก็มักจะใช้วิธีอาสาสมัครตอบ จึงไม่ค่อยเครียดมากนัก

และจุดต่าง ที่สำคัญของสามประเทศนี้ (ในสาขาวิชานิติศาสตร์นะครับ สาขาอื่นผมไม่แน่ใจ) ที่อเมริกาจะไม่ต้อง ทำวิทยานิพนธ์ทำให้เรียนจบเร็วกว่า ส่วนที่อังกฤษต้องทำแต่ก็เล่มบางๆ ไม่หนาเท่าประเทศไทยครับ

Q: ส่วนตัวชอบ US หรือ UK มากกว่ากัน

จริงๆแล้ว ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนนะครับ แต่สำหรับผมเองไม่ใช่เด็กเนิร์ดขนาดนั้น (แม้คนอื่นจะคิดว่าผมเนิร์ดก็ตาม 555+) ก็ชอบที่อังกฤษมากกว่า เพราะมีลักษณะคล้ายประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือก่อนเรียนก็ได้ (แต่จริงๆเค้าก็สั่งให้อ่านมาก่อนนะ ฮา)

และที่สำคัญที่อังกฤษ จะมีคนไทยในคลาสค่อนข้างมากอย่างที่ผมไปเรียนที่อังกฤษ มีคนไทยประมาณสิบกว่าคน ในขณะที่อเมริกามีผมกับเพื่อนอีกคนรวมเป็นสองคน ทำให้ที่อังกฤษจะมีการช่วยกันถอดเทป ช่วยกันติวมากกว่า แต่ก็จะมีข้อเสียคือจะไม่ค่อยได้พูดภาษาอังกฤษครับ 555

Q: ในฐานะเด็กนอกได้พบเจออุปสรรคอะไรมาบ้าง

อุปสรรคที่เด็กนอกทุกๆคนต้องเจอก็คือ “เรื่องภาษา” ครับ เชื่อมั้ยว่าตอนแรกที่ผมไปเรียน ผมแทบไม่ผ่านประเมินภาษาอังกฤษ ผมเครียดมากที่เรียนไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ออกว่าอาจารย์สอนอะไร ถามอะไร แล้วเพื่อนในห้องตอบอะไร

แต่อุปสรรคนี้มันก็ผ่านไปได้ครับ ผมพยายามฝึกฝนพัฒนาภาษา อังกฤษจนพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดผมสามารถทำคะเเนนได้เป็นที่หนึ่ง ในบางวิชาและยังได้ เกียรตินิยมกลับมาฝากพ่อแม่อีกด้วย ดังนั้นจึงขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆคนในการฟันฝ่าอุปสรรค เหล่านี้นะครับ

Q: การมีโอกาสไปใช้ชีวิตในต่างแดนมันให้อะไรกับชีวิตเราบ้างคะ

แน่นอนว่าพอเราได้เป็นเรียนเมืองนอก มันทำให้ความคิดเรากว้างขึ้น มีมุมมองในเรื่องต่างๆที่ลึกขึ้น กว่าเดิมซึ่งเราสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาต่อยอดในประเทศของเราได้ ฃ

นอกเหนือจากเรื่องเรียน การใช้ชีวิตในต่างแดน ทำให้เราโตขึ้น มั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น สามารถดูแลตนเองได้ ทั้งยังมีความกล้าแสดงออกมากขึ้นด้วย หากมีโอกาสอยากให้ลองไปดูนะครับ ผมเชื่อว่ามันคุ้มค่ากับ ชีวิตของคุณแน่นอน

Q: มีเรื่องอะไรพีคๆที่ UK & US มาเล่าให้ฟังกันบ้าง

จริงๆก็พีคเยอะนะครับ

อย่างที่อเมริกา ก็เคยถูกสายการบิน Cancel เที่ยวบิน ทำให้แผนการเที่ยวพังไปหมด หรือรอ Bus ที่ป้ายรถชั่วโมงกว่าท่ามกลางอากาศ – 20 องศา แล้วที่พีคสุดๆคือเคยถูกตำรวจขับตามจับเพราะนั่งอยู่บนรถที่ขับเกินอัตราที่กฎหมายมลรัฐนั้นๆกำหนดโดยไม่รู้ตัว เห็นมั้ยครับว่าชีวิตที่อเมริกามันมีความท้าทายและตื่นเต้นขนาดไหน 5555

ส่วนเรื่องพีคๆ ที่อังกฤษจริงๆก็ไม่ค่อยมีเพราะวันๆเรียนเสร็จก็ไปจิบชา แต่ก็มีบ้างเช่นทะเลาะกับ Landlord บ้าน เช่าเพราะเค้าหาว่าหม้อหุงข้าวเป็นของเค้าจริงๆแล้วเป็นของเรา เคยตกเครื่องบินเพราะไปสนามบิน ผิดที่ แล้วก็มีถูกขโมยจูบขณะไปเที่ยวตอนกลางคืน (สงสัยมันมืดมั้ง 555) ก็ประมาณนี้ครับ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับชีวิตที่ UK & US

อเมริกา
ชอบที่ได้ไปเที่ยวหลายที่ดีครับชีวิตสนุก ท้าทาย,
ชอบที่ได้ฝึกภาษาอังกฤษเพราะคนไทยน้อยจริงๆ
ชอบที่ได้เรียนแบบเข้มข้น ตั้งใจมากจริงๆ

ที่ไม่ชอบของอเมริกาก็คือ
บางทีเดินทางลำบากใช้เวลามากในการเดินทางสภาพอากาศบางรัฐคือหนาวมากจริงๆ แทบอยู่ไม่ได้ ไม่ชอบที่การเรียนค่อนข้างเครียดครับ

ส่วนที่อังกฤษ
ชอบการเรียนมากกว่า เพราะเรียนคล้ายกับไทย และมีคนไทยช่วยกันเรียน
ได้ไปทานอาหารที่อร่อยหลากหลายดีครับ มีตัวเลือกมากกว่าที่อเมริกา
ชอบที่แหล่งชอปปิ้งเยอะดี ส่วนลดเยอะครับ 555

ส่วนที่ไม่ชอบก็คือ
บางทียังมีการเหยียด ความเป็นเอเชียบ้างในร้านอาหารบางแห่ง
ไม่ค่อยได้ฝึกภาษา
ส่วนใหญ่เป็นพวกเอเชียที่คบกันเอง แล้วก็ต้องเสียเวลาทำวิทยานิพนธ์ซึ่งถ้าเรียนที่อเมริกาก็เรียนจบไปแล้ว

Q: มี quote อะไรที่สอนชีวิตได้ดีที่สุด

แม้ทุกๆความพยายามจะไม่ได้ทำให้เกิดความสำเร็จเสมอไป แต่ทุกๆความสำเร็จย่อมเกิดจาก ความพยายามแน่นอน ดังนั้นขอให้ทุกๆคนพยายามเพื่อความฝันของคุณครับ ☺

Q: แนะนำหนังสือที่ทุกคนควรอ่าน 1 เล่ม

ต้องถามว่าเป็นหนังสืออะไร แต่ถ้าเป็นหนังสือแนะนำชีวิตและการเรียนในต่างแดน ผมเเนะนำหนังสือ “เด็กนอก” ของแอดมินเนี่ยแหละครับ 555

Q: ในฐานะ “เด็กนอก” คนหนึ่ง…อยากบอกอะไรกับประเทศไทย

ในฐานะเด็กนอกคนนึง ก็อยากให้คนไทยทุกคนเห็นความสำคัญของการศึกษา อย่างที่ประเทศอื่นๆให้ความสำคัญ เพราะการศึกษาเป็นรากฐานแห่งการพัฒนาจริงๆครับ

Q: ฝากอะไรไว้ให้น้องๆที่อยากเจริญรอยตามป๊อปหน่อยค่ะ

ขอให้ตั้งใจเรียนดีๆครับ เพราะเกรดในระดับปริญญาตรี มีความสำคัญมากในการที่มหาวิทยาลัยดีๆจะ รับเข้าเรียนบางมหาวิทยาลัยก็ต้องเกียรตินิยมเท่านั้นถึงจะเข้าเรียนได้

ดังนั้นขอให้ทำเกรดให้ดีๆครั้บ แล้วทำกิจกรรมด้วยเพราะหลายๆมหาวิทยาลัยก็จะดูด้วยว่าคุณไม่ได้เรียนอย่างเดียวแต่ทำกิจกรรมที่ เป็นประโยชน์ และมีการอุทิศเวลาให้แก่ส่วนรวมด้วยครับ

Facebook Comments