ธัญญ่า ประสบการณ์เลี้ยงเด็กโครงการ Au Pair ในแคนาดาจนได้ PR!

0
4137
ธัญญ่า ประสบการณ์เลี้ยงเด็กโครงการ Au Pair ในแคนาดาจนได้ PR!

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อธัญญ่าค่ะ ชื่อเต็มๆ ก็ ธัญลักษณ์ ทองกูล ธัญญ่าเรียนจบปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏเทพสตรี ลพบุรีค่ะ แต่เดี๋ยวนี้ สถาบันราชภัฏเขาเปลียนชื่อเป็นมหาลัยราชภัฏกันแล้วเนอะ (บ่งบอกให้รู้เลยนี้ว่าธัญญ่าเก่ารุ่นไหน ฮ่าๆๆๆ) เรียนจบด้านการสอน เอกภาษาอังกฤษ เป็นคนชอบสอน ชอบพูด ชอบคุย ชอบอ่าน ชอบเล่า ชอบตอบคำถาม

ฝันอยากเรียนเมืองนอกมาโดยตลอด แต่ว่าแบบทุนทรัพย์ทางบ้านไม่มีมาก ก็เลยต้องช่วยตัวเองด้วยการ เสิร์จหาช่องทางมาเรียนต่อต่างประเทศเอง ตอนนั้นลองหาข้อมูลไปเรียนต่อก็ search ไปเจอ “โครงการทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่แคนาดา” คือมันเขียนว่าทำงานสองปี สามารถอพยพเป็นคนแคนาดาได้ ก็สนใจมาก ตรงไอ้ที่อพยพได้นี้นะค่ะ

แล้วพอดีน้องสาวธัญญ่าเขาไปเจอโครงการออแพร์ ประเทศอเมริกา มาแปะประกาศที่งานแนะแนวของราชภัฏ นางก็อยากไป ก็เลยพากันเข้า กทม ไปสมัครกัน โดยส่วนตัวก็อยากไปเป็นออแพร์เมกา เพราะว่าถ้าเราได้ไป เป็นออแพร์ เราจะได้มีคุณสมบัติทำงานเลี้ยงเด็กที่ใช้ขอวีซ่าไปทำงานต่อที่แคนาดาได้

นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต Au Pair ของธัญญ่าค่ะ ปัจจุบันได้จัดทำเป็นเว็บไซต์ขึ้นมาชื่อ www.thaiaupairclub.com แล้วก็ตีพิมพ์หนังสือ เกียวกับการเป็นออแพร์เมกาแบบฮาวทู กับ แทรก เรื่องราวปสก ตรง ของการเป็นออแพร์ของธัญญ่าเองด้วย กับ อีกเล่มคือ การเป็นออแพร์ประเทศอื่นๆทั่วโลก ทำอย่างไร (หนังสือตีพิมพ์ไปนานแล้วกว่าสิบสองปีค่ะ เลยคิดว่าไม่น่าจะได้อีกแล้ว ฮ่าๆๆๆ) แต่เว็บไซต์ยังเปิดเอาไว้ให้คนเข้าไปอ่านหาความรู้ได้เสมอค่ะ

Q: เล่าให้ฟังหน่อยว่า…ตกลงโครงการ Au Pair นี่มันคืออะไรกันแน่คะ หลายๆคนยังไม่รู้จัก : )

ตอบว่า เอาสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ

ออแพร์ คือโครงการพี่เลี้ยงเด็กในต่างแดนค่ะ เป็นวีซ่าที่ให้ไปทำงานเลี้ยงลูกของโฮสต์ที่เราไปพักด้วยเท่านั้น คือไม่ใช่ว่าจะไปดูเด็กบ้านคนนั้นคนนี้ หรือไปดูแลเด้กตามเดย์แคร์ อะไรแบบนี้ไม่ได้ ออแพร์ต้องไปอยู่กับโฮสต์ โฮสต์คือคนที่สปอนเซอร์เราไป เราก็ต้องพักอยู่กินทีบ้านโฮสต์ และเราก็ทำงานดูแลลูกเขา โดยเราก็ได้เงินตอบแทนการทำงาน มีกำหนดกฎเกณท์จากรัฐบาลว่าสามารถทำงานได้สูงสุดกี่ ชม ต่อสัปดาห์ และ ได้รับเงินค่าแรงเท่าจำนวนเท่าไหร่

การเป็นออแพร์ จริงๆ ไม่ยากนะ เพราะว่าคุณสมบัติของคนจะมาเป็นออแพร์ได้ คือต้องโสด ไม่มีบุตร อายุไม่เกินยีสิบเจ็ดปี ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม และ สุขภาพแข็งแรงดี จบอย่างน้อยก็ม. 6 ส่วนประสบการณ์เลี้ยงเด็ก คือสามารถทำงานแบบอาสาเลี้ยงเด็กที่ทำฟรี ไม่ได้เงินก็ได้ ไม่น้อยว่า 200 ชั่วโมงกับเด็กต่ำกว่าสองขวบค่ะ แต่จริงๆ แล้วโฮสต์เขาเลือกออแพร์เขาก็เลือกคนที่มีประสบการณ์ทำงานกับเด็กมาเยอะๆ

แต่ที่กล่าวไว้ข้างต้นก็คือตามเกณท์นะค่ะ ถ้าใครจะมีประสบการณ์ เลี้ยงเด็กเยอะๆ ก็ยิ่งดีขึ้นไปต่อเรซูเม่ของตัวเองคะ ค่าใช้จ่ายให้กับเอเจนซี่ก็ไม่น่าเกินสองหมื่นบาท แล้วก็ได้ตั๊วฟรี! ไปทำงานจากโฮสต์ค่ะ ในประเทศอเมริกานั้น ออแพร์ต้องทำผ่านเอเจนซี่เท่านั้น ส่วนออแพร์ประเทศอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องทำผ่านเอเจนซี่คะ

Q: ที่เค้าบอกว่า… “ไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่แคนาดา…แล้วสามารถสมัครเป็นประชากรที่นั่นได้”…มันจริงมั๊ยคะ

จริงคะ น่าเสียดายที่คนไทยไม่ค่อยรู้จักตัวพี่เลี้ยงเด็กแคนาดาอพยพได้นะคะ เพราะถ้าเทียบกับคนฟิลิปปินส์นี้เขารู้กันมาก่อนน่าและเขามาทำงานเป็นล่ำเป็นสัน อพยพไม่ใช่แค่ตัวเองแต่พ่อแม่พี่น้องลูกสามีกันยกครัวคะ

Q: พี่ธันย่าคิดว่า การไปใช้ชีวิตเป็น caregiver อยู่ที่แคนาดา…มันอะไรดีกว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่ไทยยังไงบ้างคะ (สำหรับคนที่กำลังลังเล…ไม่รู้จะทำอะไรต่อกับชีวิตดี)

ด้วยนิสัยพี่เป็นคนชอบสอน ชอบเล่น กับเด็กอยู่แล้ว ดังนั้น การมาทำงานดูแลเด็กก็คือใช่เลย! ไม่ได้ต้องมาฝืนใจทำ อีกอย่างได้รับเงินเดือนมากกว่าทำงานเมืองไทย ฮ่าๆ แล้วก็ยิ่งพอเป็นพลเมืองเขาแล้วนิ เราก็สามารถต่อยอดตัวเอง ไปเรียนหรือจะไม่เรียนต่อก็ได้ ผันตัวไปทำอาชีพอื่นๆ ที่เราสนใจต่อไปได้ อีกอย่างคือแคนาดามีสวัสดิการที่ดีให้ประชาชนของเขาหลายอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น ด้านสุขภาพ ก็คือรัฐบาลดูแล ทีนี้มีแต่โรงพยาบาลรัฐค่ะ ทุกคนเลยเท่ากัน การรักษามาตราฐานเดียวกัน แล้วอีกอย่างที่ดีคือ การให้คุณแม่หรือคุณพ่อลาดูแลลูก หลังจากลูกคลอดนะค่ะ ได้สูงสุดหนี่งปี โดยที่ประกันสังคมก็จะจ่ายเงินให้กับคุณพ่อหรือคุณแม่ที่เลือกจะตกงานหนึ่งปีมาดูแลลูกด้วยคะ และกฎหมายของแคนาดาก็ยังรองรับว่า บริษัทนั้นๆ ก็จะต้องรับคุณแม่หรือคุณพ่อที่ลามาดูแลลูกกลับเข้าไปทำงานด้วยครบปีในตำแหน่งเดิมที่ลาพักมาคะ

Q: สำหรับคนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง…แต่อยากมีโอกาสไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ…พี่ธัญญ่ามีทิปแนะนำด้านภาษายังไงบ้างคะ

เชื่อไหมพี่ไม่เคยเรียนโรงเรียนสอนภาษาที่ไหนเลย ไม่ใช่ว่าไม่อยากเรียนนะ! แต่ก็เสียดายเงิน… อีกอย่างสมัยนั้น เรียนภาษานี้ก็ต้องไป กทม คิดแค่เรื่องเดินทางก็เหนื่อยละ พี่ก็เลยช่วยตัวเองตลอดค่ะ ฮ่าๆๆๆ ก็ไปยืมเอาซีดีมาฟังแล้วก็นั่งทำตอบคำถามเอา ค่อยๆ ทำค่ะ ภาษาเกิดจากการฝึกฝนค่อยๆ ทำไปค่ะ

Q: ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่พีคที่สุดในการทำงาน Au Pair ให้ฟังกันหน่อย

การขึ้นรถเมลล์ครั้งแรกที่แคนาดนี้ละคะ นายจ้างแคนาดาก็บอกมาเหมือนกันว่า “เตรียมเหรียญให้พร้อม เขาไม่มีมาทอนนะ…แล้วพอขึ้นรถก็ได้หยอดเงินค่าโดยสารตรงคนขับรถนะ” คือจะไม่มีคนมาตามเก็บเงินค่าโดยสารแบบไทย แต่นายจ้างลืมบอกว่า “เวลาขึ้นรถจะขึ้นได้แต่ประตูหน้า ประตูหลังไว้ลงรถอย่างเดียว”

พอรถจอดปุ๊บ…เราก็วิ่งไปขึ้นประตูหลัง ยืนรอไปสักพักประตูหลังก็ไม่เปิดสักที… เลยเอามือนี้ละคะง้างเปิด! ง้างหลายทีมามันก็ไม่เปิด สุดท้ายมันก็เปิด ก็ดีใจคิดว่าเราแรงเยอะ ฮ่าๆ แล้วพอขึ้นรถได้ก็เดินไปจ่ายเงินตรงพนักงานขับรถ เขาก็บอกว่า ทีหลังเวลาขึ้นรถเมลล์ให้ขึ้นประตูหน้านะ!

พอไปเล่าให้นายจ้างฟัง นายจ้างก็บอกว่า “เอ้อ! ฉันลืมบอกไปธัญญ่า คนที่นี้เขาขึ้นประตูหน้า ลงประตูหลัง และคนที่ขึ้นประตูหลัง คือแบบไม่อยากเสียเงินขึ้นรถเมลล์ก็จะแอบขึ้นประตูหลังเวลาคนแน่นๆ พอมีคนลงประตูหลังก็จะรีบสวนเข้าไป คนขับรถบ้างทีก็ไม่เห็นเพราะดูคนที่ขึ้นข้างหน้าอยู่”

Q: ชอบและไม่ชอบชีวิตอะไรที่แคนาดาบ้าง

ชอบ

  • อากาศที่เปลียนแปลง มีฝน ร้อน ใบไม้ร่วง และ หิมะ มัน ทำให้เราเปลี่ยนความรู้สึก สัจธรรมทีว่าทุกสิ่งไม่มีคงที มีการเปลี่ยนแปลงตลอด จงมีความสุขกับทุกสิ่งที่มี และที่เป็น
  • สวัสดิการที่รัฐบาลแคนาดให้ นอกจาก รักษาพยาบาลฟรี! ลาคลอดลูกได้ปี แล้วก็ยังมี ห้องสมุดอยู่ถึงหัวมุมเมือง มีศูนย์ชุมชนที่มี สนามฟุตบอล ฟิตเนส และ สระว่ายน้ำในอาคาร ไว้ให้บริการฟรีกับทุกคน มีสนามเด็กเล่นทุกถนนเลยก็ว่าได้ เงินเกษียณมีให้ทุกอาชีพที่ทำงานส่งภาษี ไม่ใช่เฉพาะแค่คนทำงานข้าราชการเท่านั้น เรียนฟรีตั้งแต่สี่ขวบถึงม.6 คนมีรายได้สามารถขอเงินช่วยจากรัฐบาลในด้านต่างๆ เช่น ค่าเดย์แคร์ ค่าเลี้ยงดูลูกแต่ละเดือนได้อีก และถ้าใครพิการ ผิดปรกติ หรือว่าเป็นออทิสติก เด็กพิเศษ รัฐก็มีสวัสดิการให้คนเหล่านี้และเงินช่วยเหลือต่างหาก
  • ความอิสระในการแสดงความคิดเห็น เคารพในความเห็นกัน พูดคุยในเรื่องที่ต่างได้โดยไม่ไม่ดูถูกัน ทุกคนเท่าเทียมกันในสังคม ก็จะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

ไม่ชอบ

  • ไม่มีนะคะ เพราะแคนาดาเขาก็จัดเป็นประเทศที่น่าอยู่ติดTop 5 ทุกปี ทั้งการศึกษา การอยู่อาศัยค่ะ

Q: ชอบ Quote อะไรมากที่สุด

จริงๆ พี่ยึดมานานมาแล้วตั้งแต่เรียน “ถ้าอยากได้อะไรต้องกัดไม่ปล่อย” ฮ่าๆๆ ไม่ใช่หมาบ้านะค่ะ แต่แค่เทียบว่า ถ้าเราอยากได้อะไร เราก็ต้องทำมันจริงจัง ต้องจดจ่อต้องใส่ใจกับมัน ถ้าจะต้องฝึกฝนหนักก็ต้องทำ ต้องทำให้ถึงทีสุด แล้วผลดีจะตามมาเองค่ะ

Q: ถ้าคนที่สนใจในโครงการนี้…สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ยังไงบ้างคะ

ตามเว็บไซต์ที่พี่ทำไว้เผยแพร่โครงการเลยค่ะ www.thaiaupairclub.com

Facebook Comments