Palm เด็กไฮเปอร์ฯคนไทยที่ไปไกลระดับโลก!

0
1098
Palm เด็กไฮเปอร์ฯคนไทยที่ไปไกลระดับโลก!

Q: แนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ชื่อ ปัณณวัฒน์ วีรบุรีนนท์ครับผม ชื่อเล่น “ปาล์ม” ครับผม เป็นเด็กไฮเปอร์ (Hyper) ได้ทุนไปเรียนจบป.ตรีด้านสังคมศาสตร์เอกด้านความการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสันติภาพ จาก มหาวิทยาลัย Ritsumeikan Asia Pacific University ณ ประเทศญี่ปุ่นมาครับผม

หลังจากจบมาประมาณ 2-3 เดือน ก็ได้ทุนจากองค์กรการกุศลที่ประเทศเยอร์มัน Braille Without Borders Charitable Trust เพื่อเข้าฝึกอบรม ด้านความเป็นผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Leadership for Social change) 7 เดือน กับ Kanthari International Institute ณ ประเทศ อินเดียครับผม

Q: ทำยังไงปาล์มถึงได้ทุนไปอบรมถึงอินเดียเลยอ่ะคะ

ทุนนี้ได้มาเพราะผมเสนอโครงการ Hypper (ฮิปเปอร์) กับทาง Kanthari แล้วเค้าเห็นโอกาสในการพัฒนาต่อของตัวโครงการให้กลายเป็นองค์กรได้ครับ Hypper เป็นโครงการที่ต้องการ ‘จุดประกาย’ เด็กและวัยรุ่นมีความไฮเปอร์สูง และ เด็กและวัยรุ่นที่เป็นโรคสมาธิสั้น หรือ ADHA (Attention Deficit Hyperactivity Disorder)

ในขญะเดียวกัน เราท้าทาย แก้ไขปัญหาและเชื่อมการศึกษา ครอบครัวและ สังคมเข้าด้วยกันเพื่อเด็กและวัยรุ่นเหล่านี้ครับ

ที่มาของ Hypper มาจากการรวมคำของสองคำ ระหว่าง hip (ฮิป) กับ hyper (ไฮเปอร์) สโลแกนของโครงการคือ we are Hypper! We are hyper in a cool way! ครับ

Q: อะไรทำให้ปาล์มมี Passion ในการตั้งโครงการ Hypper ขึ้นมาคะ

ส่วนตัวผมฝันอยากจะจัดตั้งองค์กรเพื่อเด็กและวัยรุ่นมีความไฮเปอร์สูง และ เด็กและวัยรุ่นที่เป็นโรคสมาธิสั้นมานานแล้วครับ แต่ผมไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน แล้วพอดีผมเช็คตามอินเตอร์เน็ตแล้วเจอการฝึกอบรมนี้พอดี ผมเลยตัดสินใจสมัครครับผม

Q: ชีวิตที่อินเดียนี่…ได้ทำอะไรบ้างคะ

พอดีผมอาศัยอยู่ในเมืองชื่อTrivandrum เขต Kelara ตอนใต้(มากๆ)ของอินเดียครับ คนที่นี้ใช้ชีวิตเรียบง่ายมากครับ ไม่วัตถุนิยม และสภาพแวดล้อมธรรมชาติมากๆครับ ผมว่ายน้ำในแม่น้ำทุกวันเลยครับ มีเป็ด ปลา นก แมงปอ มาหาตามโอกาส

ส่วนทางทุนแล้ว ตั้งแต่มาที่นี้ก็ได้ฝึกทุกอย่างเลยครับ project management, public speaking, PR, เขียน proposal, เขียน buget & finance report และอื่นๆอีกมากมาย (ทางผู้ก่อตั้ง Sabriye Tenberken กับ Paul Kronenberg บอกผมว่า การฝึกอบรบนี้จัดเพื่อป้องกันผมและคนในโครงการไม่ให้ทำพลาดและเสียเวลากว่าสามปีเหมือนพวกเค้า ตอนสมัยที่พวกเค้าตั้งองค์กรใหม่ๆเมื่อ19ปีที่แล้ว)

นอกจากฝึกอบรมแล้ว ผมและเพื่อนๆมีโอกาสไปสอนตามโรงเรียนที่อินเดีย สอนการแสดง สอนการใช้เสียง สอนการอัดเทปคลื่นวิทยุ จัดงาน lake festival ตั้งบูธเพื่อสร้างความตระหนักให้กับคนอินเดียในเมืองอีกด้วย เร็วๆนี้จะมี Kanthari Talk ซึ่งเป็น เวทีเพื่อให้พวกผมได้เสนอโครงการให้กับคนเข้าร่วมฟังครับ

Q: ในฐานะเด็กไฮเปอร์เองเนี่ย…เล่าให้ฟังหน่อยว่าอาการมันเป็นอย่างไร

อาการหลักๆของ ADHD คือ hyperactivity (ไฮเปอร์หนักมาก อยู่ไม่สุข), inattentive (ใจลอย), กับ impulsive (หุนหันพลันแล่น)ครับ

Q: การเป็นเด็ก ADHD มันส่งผลให้ชีวิตตอนเด็กของปาล์มยังไงบ้างคะ

ผมโดนวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ ตอนอายุประมาณ8ขวบครับ ไม่ใช่โดยหมอนะครับ โดยแม่ผมเองครับ แม่ผมได้การร้องเรียนจากคุณครูว่า เด็กชายปัณณวัฒน์เข้าประถมสามแล้วทำไมยังอ่านหนังสือไม่ออก

คือผมรู้สึกว่าการสอนมันน่าเบื่อจนผมนั่งนิ่งๆบนโต๊ะเรียนไม่ได้ แม่ผมเลยตัดสินใจพาผมไปหาหมอและโดนวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ครับผม คุณหมอสั่งยาให้ทาน แต่ถึงกระนั้นการเรียนช่วงนั้นก็ยังไม่พัฒนาครับ

จนถึงจุดหนึ่งที่คุณครูท่านหนึ่งทนไม่ไหวบอกคุณพ่อคุณแม่ผมให้ส่งผมไปเรียนที่โรงเรียนเด็กพิเศษ ตอนนั้นผมช็อคไปสักพักใหญ่ๆเลยครับ มันมาถึงจุดที่ถ้าผมไปโรงเรียนเด็กพิเศษ ตอนนั้นความรู้สึกเหมือนตกอยู่ในช่องว่างระหว่างสองกลุ่ม ไม่รู้จะไปทางไหนดี

Q: อะไรเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเด็กไฮเปอร์ฯคนนี้

คือผมตัดสินใจเรียนต่อที่โรงเรียนเดิม แต่กลายเป็นว่ามีอาการซึมเศร้า อาการกินผิดปกติ ผมเริ่มกินเยอะขึ้นเรื่อยๆเพราะความเครียด พอผมขึ้นม.2 ผมหนัก 100 กิโลได้ครับผม

จุดพลิกชีวิตครั้งแรกของผมคือ “ผมตกหลุ่มรักผู้หญิงคนหนึ่งครับ” แต่เค้าบอกปัดมาพร้อมเหตุผลว่า “นายอ้วนไป” เจ็บมากครับช่วงนั้น! จากนั้นเลยตัดสินใจลดน้ำหนัก วิ่งรอบสนาม เล่นบาส เล่นบอล และ ควบคุมอาหาร ภายในแค่ปีเดียวน้ำหนักลดไป 30 กิโลครับ

แต่ที่น่าตกใจกว่าคือ การเรียนพัฒนาขึ้นครับ ผมเรียนรู้ว่าการที่ผมออกกำลังกายกับควบคุมอาหารตัวเอง ทำให้ผมสามารถตั้งสมาธิในห้องเรียนได้

แถมผมเจอความสามารถใหม่ของผม คือผมจดโน๊ตทุกอย่างเป็นรูปภาพครับ ตอนครูเห็นครั้งแรกนึกว่าผมเล่นในห้องไม่ตั้งใจเรียน แต่ผมพิสูจน์โดยเอาเกรดเข้าว่าครับ ก่อนจบม. 3 ผมกลายเป็นหนึ่งใน Top 10 ของห้อง ข่าวดีก็เข้ามาเรื่อยๆนะครับ คุณหมอบอกว่าผมสามารถควบคุมโรคผมได้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องทานยาอีกต่อไป

Q: อะไรเป็นสิ่งที่ปาล์มภูมิใจตัวเองมากที่สุดในชีวิต

ตอนอยู่มหาลัย ผมก็เริ่มทำโครงการชื่อ “This is me” ออกมาครับ เป็นโครงการที่ผมตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวบทเรียนชีวิตของคนแต่คนออกมาผ่านบทความและรูปถ่ายของคนๆนั้นบน Facebook ครับ

ดีใจมากที่สุดคือตอนที่เพื่อนๆที่โดนสัมถาษณ์มาขอบคุณและบอกว่าสามารถต่อยอดบทเรียนตัวเองและก้าวไปไกลมากกว่าเดิมครับ เช่น

  • เพื่อนชาว Morocco กล้าที่จะออกมาแสดงตัวตนว่าเป็นเพศที่สาม
  • เพื่อนชาว Azerbaijan ที่เริ่มต้นทำโครงการตัวเอง และตอนนี้เค้าได้กลายเป็น 1ใน 25 ผู้หญิง social entrepreneur ที่กำลังมาแรงในยุโรป
  • เพื่อนชาวอินเดียที่ตอนนี้เป็น CEO ของบริษัท solar powerในอินเดีย
  • และคนอื่นๆอีกมากมายครับ สัมภาษณ์คนไปมากกว่า100คนจาก60ประเทศทั่วโลกครับ

และด้วยโครงการนี้ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปสามประเทศ โมร๊อกโค อเมริกา กับ นอร์เวย์เพื่อนำเสนอโครงการตามงาน summit ฟอรั่ม อีกได้มีโอกาสโดนสัมภาษณ์กับทาง CNBC และ The Nation และยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมพิธิมอบรางวัลสันติภาพโลกเมื่อปีที่แล้วครับ

ทั้งหมดนี้เป็นที่ผมไม่ได้คาดคิดว่าจะได้รับเลยนะครับ แต่มันเกิดจากไอเดียที่อยากจะช่วยคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอะไร นั้นทำให้ผมรู้สึกว่าทำดีไม่หวังสิ่งตอบแทนมัน work สุดๆและภูมิใจกับความคิดตัวเองมากๆเลยครับ

Q: การอาศัยอยู่อินเดียของปาล์ม…มันให้บทเรียนชีวิตอะไรกับเราบ้าง

  1. “การได้ลองเป็นมังสวิรัติ” ครับ อินเดียหาอาหารมังง่ายซะยิ่งกว่าอาหารทั่วไปอีกครับ เป็นมาได้3-4เดือนแล้วครับ โดนท้าโดยเพื่อนชาวเยอร์มันให้ลอง
  2. ผลปรากฏว่า รู้สึกมีพลังเยอะกว่าตอนไม่เป็นมังอีกครับ ตอนนี้ว่ายน้ำได้ไกลขึ้น(ตอนนี้น่าจะสองโลได้แล้ว) ปกติเป็นคนกินเยอะครับ แล้วอาหารทั่วไปเนี่ยทำให้ผมอ้วนเร็วมาก แต่อาหารมังกินเท่าไหร่ก็ไม่(ค่อย)อ้วนครับ อารมณ์ก็เย็นขึ้น แล้วปกติจะเป็นคนที่ชอบคิดว่า เห้ย วันนี้อยากกินไก่ อยากกินเนื้อ แต่ตอนนี้ไม่จดจ่อกับอาหารมื่อหน้าแล้วครับ กินอะไรก็กิน
  3. “เท้าเปล่าเดินสบายสุดและเท้าแบนไม่ใช่กรรมพันธุ์” คนที่นี้ไม่ค่อยใส่รองเท้าเดินกัน ผมเลยลองเดินเปล่าดู ปกติผมเป็นคนเท้าแบนแต่สี่เดือนผ่านไปผลปรากฏว่าเท้าแบนเริ่มมีโค้งมีว้าวออกมา แล้วผมรู้สึกชอบเดินเท้าเปล่ามากกว่าใส่รองเท้าแล้วครับ เดินดูทางมากขึ้น รู้สึกถึงหญ้า ดิน ที่เราเหยียบ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ
  4. “โยคะ” คือสุดยอดครับชอบมาก ผมเข้าใจผิดมาตลอดว่าโยคะเนี่ยมันสำหรับผู้หญิงเท่านั้น แต่ได้มาลองเล่นโยคะที่นี้ครั้งแรกกับครูชาวชิลี ชอบมากครับ การเล่นโยคะเนี่ย สอนให้ผมอยู่กับปัจจุบันและเข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้นครับ

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่อินเดีย

ชอบ

  • คนตอนใต้ที่นี้ไม่ค่อยโกงชาวต่างชาติครับผม น้ำ 10 บาทก็ 10 บาททั่วเมือง ไม่โกงราคากัน
  • ที่คนที่นี้ชอบมาทักทายครับ มาจับมือ มาถาม มาคุยด้วย มาขอถ่ายรูป เป็นมิตรดีครับ
  • ชอบธรรมชาติที่นี้มากครับ ว่ายน้ำในแม่น้ำ ปีนเขา เล่นโต้คลื่น รู้สึกว่ารู้จักตัวเองมากกว่าเดิม
  • ชีวิตไร้แอร์ ตอนแรกมาร้อนมากครับ แต่ไปเรื่อยๆปรับตัวได้ รับแอร์ธรรมชาติ ดีกับร่างกายนะผมว่า

ไม่ชอบ

  • คนที่นี้ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางครับ กินเสร็จโยนเลย ทำให้เมือง ทะเล ธรรมชาติเสียหาย
  • คนบางคนที่นี้ไม่ค่อยช่วยเหลือและคุ้มครองสัตว์ท้องถิ่นครับ ผมเจอนกบาดเจ็บกับคนอินเดียที่เจอนกตัวนี้ตั้งแต่ 6 ชั่วโมงที่แล้วแต่ไม่ทำอะไรเลย ผมเลยโทรหาเพื่อนอินเดียให้ช่วยโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มารับครับ แต่กว่ารถจะมารับก็ต้องรออีกสองชั่วโมงกว่าจะมาถึง พอเจ้าหน้าที่มาถึงเห็นว่าเป็นนกประจำถิ่นทำน่าเศร้า บอกว่านึกว่าเป็นนกอพยพ ผมเลยเสียความรู้สึกที่คนบางคนที่นี้ไม่ให้คุณค่าชีวิตเท่ากันครับ
  • บีบแตรกันเป็นว่าเล่นเลยครับที่นี้! เสมือนเป็นการทักทายประเภทหนึ่ง ไม่บีบแตรจะโดนด่า เพราะเป็นการไม่ให้สัญญาณ
  • ขับรถที่นี้รอดขับรถที่ไหนบนโลกก็ได้แล้วครับ รถสวน รถผ่า รถแซง รถชน เรื่องปกติครับ รถเมลวิ่งสวนเลทแล้วเปิดกระจกด่นมอไซด์ก็เจอมาแล้ว

Q: quoteที่ดีที่สุดและสอนชีวิตได้ดีที่สุดคืออะไร

Imperfection makes innovation ผมเชื่อว่าการที่คนสามารถประดิษฐ์อะไรใหม่ๆออกมาได้เพราะเกิดจากการที่เรายอมรับว่าเราไม่สมบูรณ์แบบครับ ตัวอย่างเช่น เราไม่สามารถบินไม่ได้ เราเลยสร้างเครื่องบินออกมเพื่อให้เราสามารถพาไปที่ต่างๆได้เหมือนนก เช่นเดียวกันถ้าหากคนเราสามารถยอมรับความไม่สมบูรณ์ในตัวเองได้แทนที่จะพยายามเอามันออกไป ผมเชื่อว่าเราสามารถนำความคิดและสิ่งใหม่ๆมาสู่สังคมได้ครับ

Q: ช่วยแชร์หนังสือหรือหนังที่ทุกคนควรอ่าน/ดู

หนังสือเล่มโปรดผมที่อยากให้ทุกคนอ่านคือ

  • Alchemist เขียนโดย Paulo Coelho การเดินของนักเลี้ยงแกะจากสเปนที่วันหนึ่งฝันว่าตัวเองต้องเดินทางไปหาขุมทรัพย์ที่ฝั่งอยู่ใต้พีระมิดอียิปต์ เค้าตัดสินใจออกเดินทางตามความฝันของตัวเอง ในระหว่างการเดินทางเค้าได้ค้นพบความลี้ลับที่คนที่เดินทางตามฝันและพร้อมจะฟังเสียงหัวใจของตัวเองเท่านั้นที่ได้ยิน
  • The Shadow of the Wind เขียนโดย Carlos Ruiz Zafón เรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ค้นพบหนังสือเล่มหนึ่งในสุสานหนังสือที่ถูกลืม เค้าเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความประทับใจในหนังสือ ในขณะเดียวกันก็ปรารถนาจะรู้จักผู้เขียนให้มากขึ้น แต่เขาค้นพบว่า มีใครบางคนได้ทำลายหนังสือเล่มอื่นๆของนักเขียนไปเสียแล้ว หนังสือที่เค้าถืออยู่อาจจะเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายที่ยังไม่ถูกทำลาย ไม่นานนักเด็กหนุ่มได้เริ่มตระหนักว่าเค้าได้พาตัวเองเข้าสู่ความลับที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อน
  • Animal Farm เขียนโดย George Orwell จุดเริ่มต้นของเรื่องราวเริ่มจากสัตว์ทุกตัวในฟาร์มมีความคิดที่ต้องการอิสระภาพและไม่ต้องการมนุษย์มาเป็นเจ้านายของตน การยึดอำนาจในฟาร์มจึงเริ่มต้นขึ้น

หนังที่ควรดู

  • Forest Grump กำกับโดย Robert Zemeckis เรื่องราวชีวิตของ Forest Grump บุคคลที่มี IQ 75 และเหตุการณ์สำคัญต่างๆในยุค 60 และยุค 70ที่เค้าเข้าไปมีส่วนร่วม เช่น การต่อต้านการเหยียดสีผิว สงครามเวียดนาม
  • Collateral Beauty กำกับโดย David Frankel เรื่องราวของพ่อคนที่ถอนใจจากชีวิตหลังจากโศกนาฏกรรมของลูกสาวตัวเอง เค้าถามจักรวาลด้วยการเขียนจดหมายถึงความรัก เวลา และความตาย และได้รับคำตอบที่ไม่คาดคิด
  • Before the Flood กำกับโดย Fisher Stevens มุมมองแปลกใหม่ที่แสดงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของเราและสิ่งที่สังคมสามารถทำได้เพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ของสัตว์น้ำ ระบบนิเวศ และชุมชนท้องถิ่นทั่วโลก หนังเรื่องนี้ทำให้ผมไม่กล้าโยนขวดพลาสติกลงแม่น้ำ เพราะคิดว่ามันสามารถกระทบถึงการละลายของน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือได้

Q: ฝากอะไรไว้กับพี่ๆน้องๆคนไทยด้วยกันหน่อยค่ะ

  • ผมอยากให้คนไทยรู้ว่าไม่ใช่แค่ผมเดียวที่โดนวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้น มีเด็กที่คาดว่าเป็นโรคนี้มากกว่า 1 ล้านคนในประเทศไทย นั้นหมายความว่าในห้องเรียนที่มีนักเรียน 30คน 2-3จะเป็นโรคนี้
  • ผมเชื่อว่าเด็กเหล่านี้กำลังเจอปัญหาเดียวกันกับที่ผมเคยเจอตอนสมัยเรียน และทางออกเดียวสำหรับพวกเค้าก็ยังเหมือนเดิมคือการรับประทานยา… ใช่ยาเป็นสิ่งจำเป็นแต่ผมว่า การศึกษา สภาพสังคม และ ครอบครัวที่สามารถจุดประกายเด็กเหล่านี้ได้ก็เป็นที่สิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน ผมอยากเห็นประเทศไทยที่เด็กเหล่าจะไม่ใช่แค่มีความสามารถ มีทักษะ แต่สามารถนำสิ่งดีๆคืนสู่สังคมได้ในอนาตได้ครับ
  • ถึงน้องๆที่เป็นสมาธิสั้นและกำลังเผชิญปัญหาชีวิต พี่จะบอกเลยว่าสิ่งเดียวที่จะหยุดตัวน้องได้ คือ “ตัวน้องเอง” ครับ ถ้าน้องสามารถยอมรับจุดอ่อนในตัวน้องได้ น้องจะสามารถเปลี่ยนมันให้เป็นจุดแข็งที่เหนือกว่าใครๆได้อย่างแน่นอนครับ ถ้าน้องๆหรือผู้ปกครองอยากปรึกษา ผมพร้อมครับผม!
Facebook Comments