บี งานนักวิจัยเหมืองแร่ทองในออสเตรเลีย “ทำงาน 1 อาทิตย์…ได้หยุด 1 อาทิตย์!”

0
2013
บี งานนักวิจัยเหมืองแร่ทองในออสเตรเลีย “ทำงาน 1 อาทิตย์...ได้หยุด 1 อาทิตย์!”

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

สวัสดีค่ะ ชื่อ อาภา จิตฤทธิไกร ชื่อเล่น บี อายุ 32 ปี ตอนนี้อยู่เพริธ์ เข้าปีที่ 10 แล้ว ทำงานเป็นนักวิจัยแร่ทองที่เหมืองทองได้ 6 ปีแล้ว

ตอนเด็กๆ ว่าเป็นคนค่อนข้าง ขี้อาย ไม่มั่นใจในตนเองเลย แล้วรวมทั้งเป็นคนที่เรียนหนังสือไม่เก่งตั้งแต่อนุบาลยันมหาลัย แต่ก็ทุกครั้งจะใช่คำว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั้น

ปัจจุบันนี้เป็น นักวิจัยแร่ทอง อยู่เหมืองทองที่ Southern Cross Operation Minjar Gold Mine ค่ะ

Q: บีมาอยู่ทีประเทศออสเตรเลียได้ยังไงคะ

พอเรียนจบ มันมาถึงจุดเปลี่ยนที่คิดว่า “เราควรมาหาประสบการณ์อยู่ต่างประเทศให้เก่งภาษามากขึ้น” แล้วก็คิดใฝฝันว่าอยากจะทำงานบริษัทอยู่ต่างประเทศเพื่อพิสูจน์ว่า “ไม่ใช่คุณต้องจบเกียตรนิยมหรือเก่ง ฉลาดมากๆในตำราถึงมาทำงานในเมืองนอกได้”

ประจวบเหมาว่าตอนนั้นมีญาติอยู่ที่เพริธ์ ออสเตรเลีย ก็เลยได้โอกาสมาเรียนต่อ Cookery จนจบและขอ PR ได้

แต่กว่าจะได้ PR ต้องสอบ IELTS สอบอยู่ 5 รอบด้วยกันกว่าจะผ่าน ตอนนั้นถามว่าท้อไหม ก็รู้สึกท้อแต่ไม่ถอยเพราะคิดว่าทำอย่างไงถึงจะผ่าน ก็ต้องยอมรับว่าข้อเขียนภาษาอังกฤษเป็นอะไรที่ยากสำหรับคนไทยส่วนใหญ่

Q: บีมีเทคนิคการสอบ IELTS ยังไงบ้างคะ

บีรู้สึกว่า เวลา 6 เดือน ที่ได้ทั้งเรียนและทำงานพิเศษหลังเลิกเรียน มันช่วยเราเข้าใจวัฒนธรรมและภาษาอังกฤษเยอะขึ้นมาก บีไม่ย่อท้อต่อคะแนนที่เราได้และฝึกฝนบ่อยๆค่ะ

ตอนนั้นบีก็ใช้เวลาหลังจากทำงานเป็น Chef ใน Bar and Bistro ของคนออสเตรเลียไปเรียนข้อเขียน intensive ช่วงค่ำ อยู่หลายเดือนก่อนสอบ

ตอนเช้าก่อนไปทำงาน บีก็ฝึกการเขียนโดยการหาหัวข้อใน internet มาจับเวลาเขียนทำให้มั่นใจขึ้น จนสอบผ่านรอบสุดท้ายในที่สุดค่ะ

Q: จากทำงานร้านอาหาร…เรากลายมาเป็นนักวิจัยในเหมืองแร่ได้ยังไงคะ

พอเราได้ PR และมั่นใจภาษาอังกฤษมากขึ้น เราก็ตั้งใจอยากจะเปลี่ยนงานที่ทำอยู่มาสายแนววิทยาศาสตร์อย่างที่เรียนมา เลยลองสมัคนงานใน SEEK แล้วช่วงนั้น 2012 เป็นช่วง mining boom พอดีงานก็เลยมีให้เลือกเยอะ สมัครแล้วก็ได้เข้าไปทำเลย จึงมีโอกาสเช้าไปทำงานในบริษัทเหมืองแร่ระดีบต้นๆของ Western Australia

Q: ได้ข่าวว่า “ชีวิตในเหมือง” ไม่เหมือนกับชาวบ้านเท่าไหร่

มันเป็นการใช้ชีวิตอยู่ใน middle of nowhere มีแต่อินเตอร์เน็ต คุยโทรศัพท์ปกติไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานกลางแจ้ง ไม่ก็เป็นงานในแลป

แล้วตารางงานก็ต้องอยู่เหมืองทำงาน 14 วัน แล้วได้กลับบ้าน 7 วัน คือบีทำงานแบบนี้ติดต่อกัน 4 ปี จนได้ย้ายไปทำงานอีกเหมืองนึง ซึ่งทำงานแค่ 8 วัน แต่หยุด 6 วันมาได้ 2 ปีแล้ว

ส่วนเรื่องอาหาร ก็จะมีเชฟมาทำให้กิน ทั้งเช้า กลางวัน เย็น แบบ บุฟเฟต์ พอเลิกงานตอนเย็นคนไม่มีอะไรทำก็นอน ดูทีวี กินเบียร์ บางก็เข้าโรงยิม

Q: ได้ข่าวว่าบีเป็นคนไทยที่ได้รับการเลื่อนขั้นเป็น “นักวิจัยอาวุโส” ด้วย

คือพอเราทำได้ครบปีก็ได้ขึนเป็น นักวิจัยอาวุโส เพราะเรามีปริญญาด้านเคมีมา

ส่วนใหญ่คนที่ทำงานในแลป ก็จะมี Cert 3, Cert 4, Diploma เท่านั้น ซึงก็เป็นการท้าทายสำหรับเราที่ไม่ได้เป็นคนท้องถิ่นได้มีโอกาสเป็นหัวหน้าแลป คุมทีม ก็มีปัญหาบ้างแต่ก็แก้ไขผ่านไปได้ในทุกๆเรื่อง

แต่ก็ดีเพราะเราได้วันหยุดพักผ่อนสะสม ซึงทำให้เราได้มีโอกาสเที่ยวในหลายๆ ประเทศ ตอนนี้รวม 33 ประเทศแล้ว

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรในการทำงานที่เหมืองแร่ทองในออสเตรเลีย

ชอบ:
– ได้ทำงานในสิ่งที่เรียนมาตอนมหาลัย
– ได้รับการยอมรับจากคนออสเตรเลียและชาติอื่นๆที่ทำในเหมืองแร่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเปิดเผยไม่ปิดกั้นและได้ศึกษาวัฒนธรรมการใช้ชีวิตอยู่รวมกัน มีเพื่อนที่สามารถคุยและสรรสรรรค์ได้หลังเลิกงานทุกวัน
– ตารางงานการทำงานแบบ 1 อาทิตย์ หยุด 1 อาทิตย์ ทำให้เราไม่เหนื่อยจากการทำงานมากนัก แถมยังมีเวลามากขึ้นในการท่องเที่ยวในประเทศต่างๆที่เราอยากไป

ไม่ชอบ:
– ไม่ได้อยู่กับใกล้กับครอบครัวและเพื่อนๆในเหมืองเพราะเหมืองแร่ส่วนใหญ่จะอยู่ไกลจากในเมือง ซึ่งต้องนั่งรถของบริษัท หรือเครื่องบิน มาทำงานไปกลับทุกอาทิตย์
– อาหารการกิน อาจจะไม่ได้ถูกปากเรา เพราะ ที่เหมืองเค้าจะมีเชฟมา ทำให้เรากิน 3 มื้อ ส่วนกลางวัน ก็ต้องแพคใส่กล่องมากินที่ตัวเหมือง ซึ่งอาหารบางทีถ้าเรา ไม่ชอบ ก็ต้องมีพกมาม่ามากินติดไว้บ้าง
– เหมืองแร่พื้นที่ส่วนใหญ่ก็จะอยู่กลางแจ้ง ถ้าหน้าหนาวหน้าฝน ลมแรงๆ มากก็จะหนาวมาก ส่วนหน้าร้อน ก็ร้อนสุดๆมีปีหนึ่งทำช่วงหน้าร้อนจัด อากาศที่ ร้อนสุด 52 องศาตรงพิคที่ขุดทองขึ้นมา

Q: มีหนังสือเล่มไหนแนะนำให้คนอ่าน 1 เล่ม

ส่วนตัวเป็นคนชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับ ชีวประวัติของคนที่เริ่มมาจากศูนย์แล้วมาประสบความสำเร็จ ไม่นานมานี้ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ “แจ็ค หม่า” หรือ “Alibaba Online Shopping Enterprises”

ชอบวิสัยทัศน์และความคิดของแจ็ค หม่าในการที่เข้าสามารถแสดงให้เห็นว่าแม้ทุกคนเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน แต่เค้าสามารถสร้างและแสดงศักยภาพออกมาให้เห็นในการทำธุรกิจและ ชีวิต จงเป็นที่รู้จักของคนส่วนใหญ่ จากเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน

จริงๆมีหนังสือหลายเล่มมากตอนนี้เกี่ยวกับแจ็ค หม่าทั้งด้านปรัชญาชิวิตและด้านธุรกิจ

Q: บีมีอะไรอยากฝากไว้ให้กับคนไทยด้วยกันบ้างคะ

ตอนนี้มาทำที่ใหม่ หยุดอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ก็ทำให้เรามีเวลาให้กับตัวเองมากขึน โอกาสที่เราได้เห็นอะไรใหม่ๆในแต่ละที่ที่เราได้ไปสัมผัส เราก็เริ่มรู้สึกว่า การที่เราพยายาม อย่างหนักตั้งใจทำในสิ่งที่เรามุ่งหมายพอวันนึงมันก็ทำให้เราเห็นผลเห็นคุณค่าในความพยายาม และไม่กลัวต่อโอกาสที่ได้รับ คนคิดว่าโอกาสดีๆไม่ได้มีเข้ามากันง่ายๆ ทุกอย่างเราไม่ได้รู้ตั้งแต่แรก แต่จงให้โอกาสตัวเราเองได้เรียนรู้ เราจึงต้องรีบคนขวายเอาไว้ ทำดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ ตอนนี้ก็อยากที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนมีเป้าหมายแล้วใช้ความพยายามทำให้สำเร็จแม้มันจะยากแต่เมื่อมันสำเร็จผลลัพธ์มันก็คุ้มค่ากับการรอคอย

Facebook Comments