ฝน มารู้จัก…ดีไซน์เนอร์ไทยไฟแรง! จากฝรั่งเศส แบรนด์ “Vinn Patararin”

0
731
ฝน มารู้จัก...ดีไซน์เนอร์ไทยไฟแรง! จากฝรั่งเศส แบรนด์ “Vinn Patararin”

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

สวัสดีค่ะ ชื่อฝน ชื่อเต็มๆก็ ภทรฤน พงษ์ประสิทธิ์ จบมัธยมจากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย แล้วก็เรียนต่อมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบแฟชั่น หลังจากนั้นทำงานอยู่ไทยประมาณปีกว่า แล้วก็ไปเรียนต่ออีกครั้ง คราวนี้เป็นเจาะลึกด้านออกแบบแฟชั่นอีกรอบที่ Studio Berçot ในปารีส ฝรั่งเศส

ปัจจุบันเป็นเจ้าของแบรนด์ VINN PATARARIN multi-disciplinary design studio ค่ะ แล้วก็ เป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่มศว และกำลังเรียนเพิ่มเติมปริญญาโทอีกใบ ด้านนวัตกรรมการออกแบบที่ มศว เช่นกันค่ะ

Q: ทำไมฝนถึงคิดไปเรียนต่อ Fashion Design ถึงที่ฝรั่งเศสเลย

จริงๆไม่เคยคิดถึงว่าเรียนฝรั่งเศสเลย เรามีแม่ที่เป็นไกด์ฝรั่งเศส เลยทำให้เราได้ยินภาษานี้มาตลอด แล้วแม่ก็อยากให้เราเรียนมาก แต่ว่าพอไปเรียนแล้วมันยากมาก เลยถอดใจกับมันไปเยอะ ตอนรู้ว่าจะไปเรียนต่อเลยไม่มีประเทศนี้ในหัวเลย แต่สุดท้ายก็จับพลัดจับพลูมาลงที่ฝรั่งเศส เพราะเรามานั่งดูงานตัวเองในตลอดระยะเวลา 4 ปีที่มศว แล้วรู้สึกว่างานเราในยุคนั้นมันค่อนข้างสตรีท

ชอบอะไรที่มีความเป็นอเมริกัน แต่เรามักโดนติตลอดเรื่องความไม่ปราณีต ไม่มีความเป็น feminine เอาซะเลย ก็เลยรู้สึกว่า ฝรั่งเศสมีสไตล์ที่ค่อนข้างตรงข้ามกับเรามาก แบบสุดขั้ว ตอนนั้นเลยมีความคิดที่
ว่า ถ้าเราอยากเป็นดีไซน์เนอร์ที่ดีจริงๆ เราก็ควรมีองค์ความรู้ทุกอย่างให้ครบ ให้ละเอียด ต่อให้สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เราไม่ถนัด หรือเราเกลียดก็ตาม ก็เลยตัดสินใจเลย ไปให้สุดกับอะไรที่ตรงข้ามกับเราที่สุดเนี่ยแหละ ก็เลยเอานิ้วจิ้มเลย

“ ฝรั่งเศสจ๋า ฉันมาแล้ว ” พูดแบบนี้กับตัวเองเลย 55555

Q: แบรนด์เสื้อผ้าของฝน Vinn Patararin มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง

VINN PATARARIN เกิดจากเรากับพาร์ทเนอร์เราอีกคน มันไม่ใช่ชื่อวิน นามสกุล ภทรฤนนะ 5555 แต่มันคือชื่อพาร์ทเนอร์เรา วิน (หรือแชมป์) กับภทรฤน (ฝน) มารวมกัน ชื่อนี้เกิดขึ้นมาจากตอนที่เราทั้งคู่เรียนอยู่ปารีสด้วยกัน แชมป์เรียนด้าน design อยู่ที่ Ensci ส่วนเราก็เรียนอยู่ที่ Studio Bercot เราเป็นเพื่อนเที่ยวเล่นด้วยกันมาปีสองปีแล้วมั้งช่วงนั้น แล้วแชมป์ก็กำลังทำโปรเจ็คจบของตัวเองที่เกี่ยวกับ Textile and architecture

แล้วแชมป์ก็ชวนมาให้ช่วยลองทำในพาร์ทของเสื้อผ้า พอเรามาจับผ้าเราก็สนใจ ก็เลยเข้ามาช่วย ทำกันทั้งวันทั้งคืนอยู่ช่วงนึงจนแชมป์จบอะแหละ เราก็เลยชวนว่าเรามีงานอยากประกวดที่ฝรั่งเศสเยอะ ลองเอาไปลงกันมั้ย ก็เลยสมัครไปหลายงานมากที่อยากลอง จนสุดท้ายก็ได้เป็นตัวแทนฝรั่งเศส ไปเป็น Copenhagen rising star ในช่วง Copenhagen Fashion week แล้วก็พ่วงมากับอีกหลายงานประกวด

จนมีงานนึง คนที่เป็นเจ้าขององค์กรณ์เกี่ยวกับเสื้อผ้าในฝรั่งเศสเข้ามาเป็นกรรมการ ต้องเข้าใจก่อนว่า ที่ฝรั่งเศสจะเปิดแบรนด์ จะสร้างผลงานอะไร ต้องมีองค์กรรองรับ และให้ผ่าน ไม่ใช่ว่าอยู่ดีดีอยากเปิดก็เปิดได้ เค้าเห็นงานพวกเรา แล้วเราก็ติดเป็น Finalist ในงานนั้น เค้าก็เลยให้คำแนะนำ แล้วบอกว่าเราควรเปิดเป็นแบรนด์ได้แล้ว เพราะมีคนติดตาม ทำตามคำแนะนำเค้ามาเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็เลยกลายมาเป็น VINN PATARARIN จนมาถึงทุกวันนี้

Q: ย้อนกลับไป…เมื่อเริ่มแรกที่ฝนคิดจะตั้งแบรนด์ Vinn Patararin มีความกลัว หรือ กังวลที่รั้งเราไว้บ้างมั๊ย

อืม…ถ้าย้อนไปตอนนั้นคงตอบได้เลยว่าไม่มีความกังวล มีแต่ความตื่นเต้นที่กำลังจะเริ่มทำมากกว่า
แต่ถ้าความกลัว มีนะ อาจจะเป็นเพราะเราเคยฝันมาตลอดเกี่ยวกับการจะทำแบรนด์ของตัวเอง แล้วมีความตั้งใจว่าอยากให้มันเป็น Lifetime project ของชีวิตเหมือนกัน มันเลยมีความกลัวอยู่บ้างว่า จะรอดมั้ยนะ? ถ้าวันนึงเบื่อขึ้นมาจะทำยังไง? กลัวที่ว่า ตัวเองเนี่ยแหละจะเป็นคนทำตัวเอง fail

แต่สุดท้ายก็นั่งคุยกันกับแชมป์เยอะมาก คุยกับตัวเองก็ด้วย ว่าถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้มันคงต้องใช้เวลาอีกนาน ไหนๆโอกาสก็เข้ามาแล้ว มันคงเป็นเวลาที่เราต้องทำแล้วหละ 5555 ก็เลยเริ่มทำเลย

Q: ฝนมีอะไรอยากจะบอกพี่ๆน้องๆที่มีความฝันอยากเริ่มอะไรเป็นของตัวเอง แต่ยังติดกรอบความกลัวต่างๆนานาอยู่

คงอยากบอกว่า ความกลัวมันมีอยู่นะ…มีได้ แต่ต้องเริ่มชั่งนำ้หนักได้แล้วว่า “ระหว่างความกลัวต่างๆนานา” กับ “ความฝันของตัวเอง” ที่มันจะไม่มีวันเป็นจริงได้เลยถ้าไม่เริ่มทำมัน สองอย่างนี้อะไรมีน้ำหนักมากกว่า

ถ้าความกลัวมากกว่า ก็แสดงว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำจริงๆแล้วหละ แต่ถ้าความฝันมากกว่า เริ่มเลย ชีวิตเราต้องการประสบการณ์ แต่ในบางเรื่องประสบการณ์ต้องสร้างตอนนั้น เดี๋ยวนั้น ไม่ใช้ด้วยการเรียนรู้จากคนอื่น แต่จากเราเองที่เป็นคนสร้างมันเอง

Q: ช่วยเล่าประสบการณ์ที่พีคที่สุดตั้งแต่ตั้งแบรนด์ Vinn Patararin มา

เรื่องพีคๆ คงเป็นเรื่องที่ ทุกครั้งที่จะต้องทำโชว์ต่างประเทศ หรือกำลังจะต้องส่งคอลเลคชั่นไปโชว์ที่ไหนก็ตาม เครื่องเลเซอร์มักจะพังเสมอ แต่พีคที่สุดก็คือ มันพังทุกคอลเลคชั่นเลย 55555 แล้วก็จะต้องซ่อมกันแบบตื่นเต้น สองสัปดาห์ก่อนงานตลอด จนตอนนี้เข้าปีที่ 3 หรือ 4 ของแบรนด์แล้ว ก็ยังเป็นอยู่ แต่ทุกคนรับรู้และเตรียมตัวเลย พอพังก็คือขำ มองหน้ากัน แล้วก็พูดพร้อมกันตลอด “มาละ เค้าเริ่มแล้ว ให้เค้านอนซะหน่อยสองวันเดี๋ยวก็ดี” สุดท้ายเครื่องก็จะกลับมาดี ทันเวลาตลอด

Q: การที่เราได้ไปใช้ชีวิตที่ฝรั่งเศสมา….หากเรานำเอาวัฒนธรรม/ค่านิยมดีๆของฝรั่งเศสกลับมาพัฒนา

ประเทศไทยได้อย่างหนึ่ง…สิ่งนั้นจะเป็นอะไร
ตอนนี้ที่ติดตัวกลับมาและพยายามใช้อยู่ คือพยายามเอาระบบการเรียนการสอน ที่เราเคยเรียนมาจากที่นู่นมาพัฒนาใช้กับชีวิตการทำงานของเรา ฝรั่งเศสสอนศิลปะให้เด็กตั้งแต่เด็ก เรียกว่าปลูกฝังเรื่องศิลปะให้เด็กๆทุกคนตั้งแต่อนุบาล ได้ซึมซับ ได้มองเห็นคุณค่า และหัดคิดวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ปัญหา และการแก้ปัญหา ทำให้พื้นฐานคนของที่นู่นค่อนข้างใส่ใจใน Aesthetics และความคิดส่วนบุคคล

บ้านเราค่อนข้างสอนให้เด็กท่องตามตำรา เราเองก็โตมากับการที่ต้องท่องจำอะไรเป็นร้อยอย่าง มันไม่ใช่ไม่ดีนะ สุดท้ายบางสิ่งบางอย่างเราก็ได้เอากลับมาใช้ แต่เราแค่รู้สึกว่า ถ้าได้ใช้ด้วย พร้อมทั้งคิดพัฒนา และเข้าใจในสุนทรียะด้วย มันคงเจ๋งมากขึ้น นี่ก็เลยเป็นสิ่งนึงที่ติดมาจากฝรั่งเศสแล้วกำลังพยายามใช้ในปัจจุบัน กับอาชีพที่ตัวเองทำค่อนข้างเยอะเหมือนกัน

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรบ้างเกี่ยวกับชีวิตที่ฝรั่งเศส

อืม ชอบเยอะมาก

  • ชอบไลฟ์สไตล์คนที่นู่น ทุกคนใส่ใจความสวยงาม
  • ชอบจริตของคนฝรั่งเศสที่ไม่แคร์อะไรเลยบนโลกนี้ ฉันอยากทำอะไรก็จะทำของฉัน ชอบความเสรีทางความคิดที่ทำให้เราแสดงออกแบบไหนก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันคนฝรั่งเศสก็ค่อนข้างพิธีรีตอง ทำให้ในวิธีการเสรี ยังมีกาลเทศะลอยเหนืออยู่บ้าง
  • ชอบที่สุดคนเป็นวิถีชีวิตของเราเอง ในขณะที่อยู่ที่นู่น อาจจะเพราะช่วงอายุที่ไป ความกล้าบ้าบิ่นในช่วงนั้น ทำให้รู้สึกตอนอยู่ฝรั่งเศส คือเป็นหนึ่งครั้งในชีวิตที่ใช้ชีวิตได้อย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้มากๆ

ส่วนเรื่องไม่ชอบ คงเป็นคน 555555 งงมั้ย? จริงๆก็ไม่ได้ไม่ชอบคนฝรั่งเศสนะ คือ ในความก้าวหน้าและความเสรีของประเทศ อย่างที่บอก ยังคงมีกลุ่มคนที่ Traditional มากจนไม่ยอมรับคนเอเชียแบบเรา แต่เอาจริงๆก็ไม่ได้กระทบกับตัวเองขนาดนั้น ครั้งนึงที่เราพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเราเจ๋งพอ เค้าเองก็เจ๋งพอที่จะเปิดใจยอมรับเราเหมือนกัน ก็เลยไม่ได้ไม่ชอบ แค่จะมีบ้างที่รู้สึกว่า ใจเย็นๆสิให้โอกาสเราหน่อย เดี๋ยวเราก็เป็นเพื่อนกันได้นะ : )

Q: quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

ไม่ได้เป็น Quote แต่เป็นประโยคนึงที่เคยได้ยินจากเพื่อนแล้วจำมาจนถึงทุกวันนี้ คือประโยคว่า
“I’m still here.”
มันเป็นประโยคที่ไม่มีอะไรเลย แต่มันจะดังขึ้นในทุกๆครั้งที่เราเจอปัญหา คงเป็นเหมือนประโยคเตือนใจตัวเองมากกว่า ว่า เรายังอยู่ตรงนี้นะ ยังมีชีวิตอยู่เลย จะกลัวอะไรกับปัญหา

Q: อื่นๆที่อยากจะฝากไว้กับเพื่อนๆคนไทยด้วยกัน

ฝากติดตามผลงานด้วยค่ะ 555555555555555 งานเราอาจจะเข้าใจยากในสายตาคนไทยนิดนึง แต่อยากให้ค่อยๆทำความเข้าใจไปด้วยกัน เรามีงานตั้งแต่ Human scales ไปจนถึง Architecture scales ถ้าเห็นผลงานเราโผล่ไปที่ไหนก็อยากให้ลองติดตามกันนะคะ แต่ละผลงานจะมีเรื่องราวเล่าต่อเนื่องกันอยู่ : )

Facebook Comments