ชา จาก “พี่เลี้ยงเด็กในอเมริกา” สู่ “Thai League”!

0
1484
ชา จาก “พี่เลี้ยงเด็กในอเมริกา” สู่ “Thai League”!

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

สวัสค่ะ ชื่อ ณัชชา ธาราธีรศานต์ เรียกว่า “ชา” ก็ได้ค่ะ ตอนนี้ก็อายุ 26 ปีจบการศึกษาจากคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ โทการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหลักสูตร Intercultural Program ระยะสั้น จากมหาวิทยาลัย Georgetown กรุงวอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกาค่ะ

ปัจจุบันทำอาชีพเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการแข่งขัน (Competitions Officer) บริษัท ไทยลีก (Thai League) ค่ะ ซึ่งเราทำงานร่วมกับสโมสรฟุตบอลเกือบ 300 ทีม ตั้งแต่ลีกสมัครเล่น จนถึงลีกสูงสุดของประเทศอย่าง Buriram United, True Bangkok United รวมทั้งทีมชาติไทย และยังจัดการแข่งขันในระดับนานาชาติ เช่น AFC Championship และบอลโลก (World Cup) รอบคัดเลือก 2018 ค่ะ

ก่อนหน้าที่ชาจะมาทำงานฟุตบอลก็ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอเมริกาเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม ในฐานะออแพร์ค่ะ

Q: ทำไม Cha ถึงตัดสินใจไป Au Pair ที่อเมริกาคะ แล้วเป็นไงบ้าง

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยค่ะว่า ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าออแพร์คืออะไร รู้จักแต่โครงการ Work and Travel แต่ไม่มีโอกาสได้ไป พอเรียนจบก็เลยไปสมัครงานสายการบิน (เพราะอยากไปต่างประเทศ ฮ่าๆ) และด้วยความที่เรียนสายภาษามาเลยคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ตกสัมภาษณ์ ทั้งๆที่ผ่านสอบข้อเขียนแล้ว

ยอมรับว่าค่อนข้างผิดวังกับตัวเอง หลังจากนั้นก็อยากพัฒนาตัวเอง อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ อีกอย่างคือเราเองก็เรียนมา 20 ปีแล้ว ขอไปท่องโลกกว้างหน่อยแล้วกัน จนได้ไปรู้จักกับโครงการออแพร์ (เลี้ยงเด็ก)

หลังจากนั้นชาก็ลุยเลยค่ะ เริ่มสมัครโครงการ เก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็ก ทำโปรไฟล์ เตรียมเอกสารต่างๆ ซึ่งชาใช้เวลาในการเตรียมตัวทั้งหมด 5 เดือนก่อนเดินทางค่ะ ถ้าถามว่าสนุกไหม ขอบอกเลยว่า “สนุกมาก!” เป็นประสบกาณ์ที่มีครั้งเดียวในชีวิตจริงๆ มีครบทุกรสค่ะ ทั้งหัวเราะ ทั้งน้ำตา ฮ่าๆ เป็น 1 ปีเต็มๆ ที่ไปใช้ชีวิตในที่ที่ต่างวัฒนธรรม ต่างเชื้อชาติ และต่างภาษา ต้องมีการปรับตัวเยอะเลย

ชาต้องตระหนักอยู่เสมอว่าหน้าที่หลักของการไปเมืองนอกครั้งนี้ของเราก็คือ การไปดูแลให้ความปลอดภัย ให้การศึกษา ความรู้ และความสนุกสนานกับเด็กๆ นะ เราไม่ได้มาเที่ยวอย่างเดียว เรามาทำงาน เราต้องรับผิดชอบชีวิตของเด็กๆ และดูแลช่วยเหลือครอบครัวอุปถัมภ์ของเราที่เค้าให้โอกาสเราได้มากินฟรี! อยู่ฟรี! แลกกับการดูแลลูกๆของเขา

Q: กิจวัตรประจำวัน “เลี้ยงเด็ก” ของชาในแต่ละวันเป็นยังไงบ้างคะ

ในแต่ละวัน…เราจะตื่นมาทำอาหารเช้า เก็บชามเข้าตู้ เก็บของเล่นให้เข้าที่ ช่วงเวลาสายๆ ถ้าอากาศดี หิมะไม่ตก แดดไม่แรงเกินไปก็จะต้องพาเด็กๆ ออกไปเดินเล่นที่สวนในหมู่บ้านค่ะ เราก็ต้องเตรียมขนม เตรียมน้ำดื่ม เตรียมของเล่นไปด้วย

พอกลับเข้ามาก็จะต้องสอนหนังสือให้กับเด็ก ซึ่งที่บ้านจะสั่งแบบเรียนออนไลน์มาทุกเดือน เป็นกล่องใหญ่ๆเลยค่ะ ข้างในก็จะมีหนังสือเรียน แบบฝึกหัด งานฝีมือ ทั้งหมด 20 ชุด ให้เด็กๆทำ โดยที่เราก็ต้องเตรียมการสอน เตรียมอุปกรณ์โดยศึกษาจาก Teacher Guide ที่แนบมา พอเรียนเสร็จก็จะให้เด็กได้ผ่อนคลาย โดยการเปิดเพลง สอนร้องเพลงพวก Nursery Rhyme

ช่วงบ่ายก็จะพาเด็กๆเข้านอนกลางวัน ตื่นมาก็พาออกไปเดินเล่น ไม่ก็ว่ายน้ำ เสร็จก็กลับเข้าบ้านมาอ่านหนังสือนิทานกัน เล่นของเล่น ดูทีวี รอพ่อแม่กลับมาบ้านตอน 5 โมงเย็น

ทุกๆเย็นหลังเลิกงาน ชาก็จะไม่กลับเข้าห้องทันที ก็จะอยู่ช่วยทำดินเนอร์ ทานข้าวพร้อมหน้ากัน ช่วยล้างจาน เก็บกวาด อัพเดตสถานการณ์แต่ละวันให้กับพ่อแม่เด็ก ช่วยกันคิด วางแผน บางทีก็ปรึกษากันเรื่องพฤติกรรมของเด็กๆ เรียกได้ว่าเป็นการไปเรียนรู้มากกว่าทำงานซะอีก ได้ประสบการณ์เยอะมาก ได้สกิลการเอาตัวรอดค่อนข้างเยอะเลย

Q: แล้ววันหยุดของชา ตัวเองมักจะทำอะไรบ้าง

แน่นอนว่าถ้าไม่ใช่วันทำงาน ก็จะไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด เดินเป็นกิโลๆ หลงทาง ตกรถไฟ ขึ้นรถผิดก็มี บางละแวกบางเมืองก็น่ากลัว โฮมเลสเยอะ เวลาหนาวก็หนาวสุดๆ ร้อนก็ร้อนสุดๆ ไปเลย ต้องสตรองพอควรเลยค่ะ ฮ่าๆ

Q: เราได้เรียนรู้การเลี้ยงเด็กแบบอเมริกันมายังไงบ้าง

ชาได้เรียนรู้แนวคิดในการเลี้ยงดูและสั่งสอนลูกของพ่อแม่ชาวอเมริกันว่า เขาจะให้ลูกได้ลองทำทุกอย่างในสิ่งที่ลูกอยากทำ จะ “ไม่ห้าม” ถ้าไม่อันตรายจนเกินไป และจะให้กำลังใจลูกอยู่ตลอด

นอกจากนี้ชายังได้เรียนรู้จากการอบรมเรื่องความปลอดภัย การช่วยชีวิตเด็กทั้ง CPR / Choking การโทรแจ้ง 911 จาก Traning School ค่ะ

Q: แล้วน้องชากลายมาเป็น “Football Competition Officers” ได้ยังไงคะ

ชาเคยเป็นฟรีแลนซ์ ทำล่ามทหาร สต๊าฟงานประชุม สต๊าฟคอนเสิร์ต พิธีกรงานอีเว้นท์ต่างๆ จนมีอยู่วันหนึ่งรุ่นพี่คณะเค้าต้องการคนมาเป็นเลซองให้กับผู้ตัดสิน FIFA ในการแข่งขันนัดอุ่นเครื่องระหว่างทีมชาติไทย และทีมชาติเกาหลีใต้ ซึ่งบอกตรงๆ เลยว่าไม่เคยทำงานฟุตบอลมาก่อน แม้แต่ดูบอลเรายังไม่ดูเลย ฮ่าๆ แต่อยากลองทำอะไรที่ท้าทายเลยตกลงกับพี่เขาไป กลายเป็นการก้าวขาข้างหนึ่งเข้ามาในโลกฟุตบอล

พอจบโครงการออร์แพร์กลับมาประเทศไทย ก็ได้มีโอกาสทำงานกับทีมจับเวลางานรถแข่ง และโกคาร์ทอยู่ช่วงหนึ่ง เป็นล่ามให้กับทหารสหรัฐฯ ดูแลศิลปิน รวมถึงเป็นเลซองงานฟุตบอลอีกหลายๆงานในช่วงนั้น แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้เราค้นพบตัวเองว่าอยากทำงานฟุตบอลจริงๆ คือ “การที่ได้ไปเป็นล่ามฟุตบอลให้กับโค้ชทีม Chelsea” ทีมฟุตบอลอังกฤษที่เราเองก็แอบชื่นชอบ และไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับพวกเขา

ชาได้เรียนรู้วิธีการทำทีม เทคนิคการสอนฟุตบอลต่างๆ ได้เห็นถึงความใส่ใจ และความสำคัญในการปลูกฝังเด็กๆให้สนุกสนานในการซ้อม ให้เด็กมีใจรักในฟุตบอล และพวกเขาก็จะกลายเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพในอนาคต ซึ่งบวกกับเราเองก็ชอบทำงานกับเด็กอยู่แล้ว บวกกับเคยดูแลทีมฟุตบอลเด็กตอนเป็นเลซอง เลยได้แรงบันดาลใจจากตรงนี้ และคิดว่านี่แหละ คือสิ่งที่เราอยากจะทำ อยากจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลค่ะ

Q: คิดยังไงกับการที่เราเป็น สาวสวยตัวเล็ก มาทำงานแบบเท่ๆด้านบอลๆ อะไรแบบนี้

จริงๆแล้วสำหรับชาเอง ชาคิดว่าทุกคนสามารถทำงานได้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายขอแค่เราเข้าใจงาน และตั้งใจทำงาน เพียงแต่คนส่วนมากจะให้ค่านิยมว่า “ผู้หญิงต้องทำงานเบาๆ ไม่โดนแดด ทำงานเอกสาร…ส่วนผู้ชายก็ต้องแมนๆ ทำงานหนัก สู้แดดสู้ฝน แบกของยกของอะไรอย่างนี้”

แต่จริงๆแล้ว ‘ฟุตบอล’ มีอะไรที่มากกว่านั้น พอได้เข้ามาทำงานจริงๆ จะเห็นว่าผู้หญิงเยอะมาก ประธานสโมสรฟุตบอลหลายๆคนก็เป็นผู้หญิง ผู้ตัดสิน ผู้ควบคุมการแข่งขันผู้หญิงก็มีหลายคน และตอนนี้เองเราก็มีนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติหญิง ที่นำทีมโดยผู้หญิง โค้ชผู้หญิง ตากล้อง ทีมมีเดีย เจ้าหน้าที่ทีมที่เป็นผู้หญิงหมดเลย และที่สำคัญคือบอลหญิงของไทยเราไปไกลถึงระดับบอลโลกแล้ว

ตรงนี้เองทำให้เรารู้สึกได้ถึง Women Power ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องอ่อนแอ หรือเป็นผู้ตามเสมอ ชาเชื่อว่าผู้หญิงเองมีความสามารถ และศักยภาพไม่น้อยกว่าผู้ชายเลย เราสามารถทำงานด้วยกันได้ในระดับที่เท่าเทียมกัน การที่ชาได้เข้ามาทำในฝ่ายจัดการแข่งขัน ทั้งเจ้านาย และเพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้ชายก็ไม่ได้มองว่าเราเป็นผู้หญิงนะคะ พวกเขาก็มองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของทีม เป็นส่วนที่จะมาช่วยกันทำงาน และพัฒนาฟุตบอลไปด้วยกัน

ส่วนอุปสรรคของการทำงานบอลในฐานะผู้หญิงก็คือ การที่เราไม่เตะบอล ไม่เคยดูบอลจริงจัง เลยทำให้บางทีเราไม่เข้าใจเกมการแข่งขัน แทคติก กฏกติกาต่างๆ ซึ่งก็ต้องมาเรียนรู้ ทำความเข้าใจ ให้พี่ๆ ช่วยสอน ช่วยอธิบายให้ฟัง แล้วก็ต้องดูฟุตบอลมากขึ้นทีมไทย และต่างประเทศค่ะ

Q: การใช้ชีวิตที่อเมริกา…มันช่วยอะไรบ้างกับการกลับมาทำงานที่ไทยคะ

ชาสังเกตูว่า “คนอเมริกันจะเป็นคน active” แม้กระทั่งคนที่มีอายุมากก็ยังทำทุกอย่างได้เหมือนวัยรุ่น และเขาไม่มองว่าเราเป็นเด็ก หรืออายุน้อยกว่าเลย เราสามารถออกความคิดเห็นได้อย่างสบายใจ และพวกเขาก็รับฟัง

ชาเลยคิดว่ามันทำให้เรากลายเป็นคนกล้าคิด กล้าพูด และมีความมั่นใจมากขึ้นเพราะไม่โดนปิดกั้น และอีกหนึ่งอย่างคือการได้ใช้ภาษาอังกฤษตลอดทั้งวัน เป็นระยะเวลา 1 ปี ทำให้เราได้พัฒนาทักษะตัวเองในหลายๆด้าน โดยเฉพาะการฟัง และการพูด ซึ่งตรงนี้เป็นประโยชน์มากในการทำงาน เพราะเราต้องทำงานกับชาวต่างชาติ ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารอยู่ตลอดเวลาค่ะ

Q: quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

Passion is Key อย่างที่เขาพูดกันเลยค่ะ ชาคิดว่าสิ่งที่สำคัญในการทำทุกๆ อย่างคือ Passion ค่ะ ต้องหาให้เจอ เพราะถ้าเราคิดว่าเรากำลังทำสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่รัก ไม่ได้กำลังทำงาน เราจะทำงานสนุกมาก ไม่ว่างานจะหนัก จะเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจ เต็มที่ และผิดพลาดให้น้อยที่สุดค่ะ

Q: มีอะไรอยากบอกกับเพื่อนๆคนไทยด้วยกัน

อยากบอกกับเพื่อนๆ ว่า ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ เรียนรู้โลกกว้าง ชาเชื่อว่าประสบการณ์ชีวิต ไม่ได้เกิดจากการทำงานอย่างเดียว เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายนอกที่ทำงานก็เป็นสิ่งทีสำคัญ เพราะจะทำให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ได้มุมมองในการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปค่ะ

Facebook Comments