มิ้น สาวเก่งแห่งไทยรัฐทีวี กับ เหตุผลที่ “เราควรเป็นภาษาที่ 3!”

0
1253
มิ้น สาวเก่งแห่งไทยรัฐทีวี กับ เหตุผลที่ “เราควรเป็นภาษาที่ 3!”

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

ชื่อ มิ้นท์ อรชพร ชลาดล เมื่อก่อนชื่อสุวดี ตอนนี้เปลี่ยนแล้ว อ่านว่า อะระชะพอน

จบคณะ อักษรศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มัธยมก็เรียนสายศิลป์ภาษาญี่ปุ่น จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ก่อนหน้านั้นก็เรียนภาษาญี่ปุนเองกับที่โรงเรียนสอนภาษาไมนิจิตั้งแต่อายุ 13 คือเรียนญี่ปุ่นมาตลอด เพราะชอบมาก ตอนม.ปลาย สอบ AFS ได้ไปแลกเปลี่ยนที่ ฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น 1 ปี มีความสุขมาก

ตอนนี้เป็นผู้ประกาศช่องไทยรัฐทีวี 32 รับผิดชอบข่าวเที่ยง ก่อนหน้านี้มีรายการคลายฉงน รายการชูวิทย์ตีแสกหน้าทางช่อง เคยทำรายการกีฬาช่อง 7 ช่อง Chic Channel และเคยเป็นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์พิเศษธนาคารกสิกรไทย Bank e-Girl รุ่นที่ 6

Q: สวย และ เก่ง อย่างมิ้นเนี่ย…ไม่ใช้ชีวิตในต่างประเทศ แล้วยังมีอุปสรรคอีกรึเปล่า?

ไปแรกๆก็ตื่นๆ เพราะคนญี่ปุ่นไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ เราก็พอสื่อสารได้นิดๆหน่อยจากที่เรียนมา ด้วยความอ่านการ์ตูนดูหนัง เคยเห็นฉากเวลานักเรียนญี่ปุ่นแกล้งกันเราก็จินตนาการเลย เขาจะเป็นเพื่อนกับเรามั้ย จะโดนแกล้งรึเปล่า จะมีเพื่อนกินข้าวกล่องตอนกลางวันด้วยมั้ย เดือนแรกยังนอยอยู่มาก ทำตัวไม่ถูก หลงทางในโรงเรียน เขียนไดอารี่ เขียนจดหมายคิดถึงเพื่อนเมืองไทยทุกวัน บอกเหงามาก จะอยู่ยังไง

แต่โชคดีที่เพื่อนๆน่ารักมาก ที่โรงเรียนมีเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนทุกปี เขาเลยคุ้นเคยกับเด็กต่างชาจิ ทุกคนก็น่ารัก พยายามคุยด้วย ชวนกินข้าว ก็เลยไม่มีปัญหาเลย

Q: อยากให้มิ้นเล่าการไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศมันเปลี่ยน/พัฒนาเราไปยังไงบ้าง

เราโตขึ้นเยอะมาก คือพอไปอยู่ที่นั่นมันคือการพึ่งพาตัวเอง ทั้งการใช้ชีวิต การตัดสินใจ การกระทำ ทุกอย่างเราต้องรับผิดชอบมันเองทั้งหมด ไม่มีพ่อแม่มาโอ๋ ไม่มีใครให้วิ่งหาวิ่งเต้น คือมันต้องจัดการชีวิตตัวเองทั้งหมดให้ได้ จัดการเงินยังไง แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นยังไง ทำยังไงให้ไม่เดือดร้อนคนอื่น ไม่เดือดร้อนเจ้าของบ้านที่ราไปอยู่ด้วย พอต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง มันก็จะเห็นโลกมากขึ้น เห็นคนอื่นๆมากขึ้น แล้วก็เข้าใจชีวิตมากขึ้น

Q: มิ้นคิดว่าการที่คนเราพูดภาษาที่ 3 ได้…ชีวิตของเรามันจะดีขึ้น หรือ ชีวิตเราจะง่ายขึ้นยังไงบ้าง

อะไรที่มันพิเศษขึ้นหรือเพิ่มขึ้นเราว่ามันเป็นข้อดีเสมอ (ไม่นับแฟนนะคะ แฟนไม่ควรมีเพิ่มขึ้นข่า!)
ตั้งแต่เรียนจบมา กล้าพูดเลยว่าภาษาญี่ปุ่นทำให้เราได้โอกาส ได้อาชีพการทำงานที่ดีมาตลอด พอเราได้ภาษาที่ 3 มันทำให้เรามีอะไรมากกว่าคนที่เค้าได้ 2 ภาษาหรือ 1 ภาษา

ทางบริษัทเขาก็มองเห็นว่า เขาใช้ประโยชน์จากเราได้หลายด้านมากกว่า เช่นถ้าจ่าย 30 บาทได้ ข้าวหน้าเนื้อ 1 จานร้าน A กับจ่าย 30 บาทได้ข้าวหน้าเนื้อพิเศษเพิ่มไข่ออนเซ็น 1 จานร้าน B ดูความคุ้มค่าของราคาแล้ว ใจหลายคนก็น่าจะเทไปร้าน B มากกว่าในกรณีที่ความอร่อยเท่าเทียมกัน

ภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาที่ 3 สำหรับเรามันคือ โอกาส คือ “ใบเบิกทาง” ที่ทำให้คนเห็นเรามากขึ้น ทำให้เวลาเรายืนเรียงกันกับคนอื่นๆแล้วเขาเห็นเราได้ชัดขึ้น มันก็ง่ายกับการที่เขาจะสนใจและอยากรับเราเข้าทำงาน

Q: ถ้าเอาวัฒนธรรม/ค่านิยมดีๆของญี่ปุ่นกลับมาพัฒนาประเทศไทยได้อย่างหนึ่ง…สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

“ความกลัว” คนญี่ปุ่นมักจะคำนึงถึงความกลัวเสมอ กลัวในที่นี้ไม่ใช่หวาดกลัว แต่คือความกลัวที่จะเป็นภาระคนอื่น กลัวที่จะเดือดร้อนคนอื่น กลัวที่จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลวในสังคม

เราเคยดูสัมภาษณ์ครอบครัวของช่างภาพอิสระชาวญี่ปุ่นคนนึงที่ไปถ่ายภาพทำข่าวที่ตะวันออกกลางแล้วโดนกลุ่มก่อการร้าย ISIS จับตัวไปเรียกค่าไถ่กับรัฐบาลญี่ปุ่น พอผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกยังไงบ้าง ได้ติดต่อกับลูกชายไหม แม่ของช่างภาพคนนั้นโค้งให้กล้องต่ำที่สุดเพื่อแสดงความเคารพอย่างมากแล้วบอกว่า ขอโทษรัฐบาลญี่ปุ่นและทุกๆคนที่ลูกชายสร้างปัญหาจนทำให้ประเทศเดือดร้อน ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าสถานที่นั้นๆไม่ควรไป แล้วแม่ก็โค้งขอโทษอีกครั้ง หรือจะเป็นตอนที่เกิดสึนามิจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อไม่นานนี้ คนญี่ปุ่นต่อแถวรอคิวเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้ออาหารและน้ำยังชีพ ผู้สื่อข่าวถามคนที่ยืนอยู่ท้ายสุดของแถวว่า ทำไมยังกล้าต่อคิวอยู่อีก ของมีจำนวนจำกัด ไม่กลัวหมดหรอ คนญี่ปุ่นคนนนั้นตอบกลับมาว่า ในช่วงเวลาแบบนี้ เราในฐานะพลเมืองต้องไม่ทำตัวให้เป็นภาระเพิ่มเติมของรัฐบาล

คือคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับสังคมมาก คือเขาต้องเป็นที่ยอมรับของสังคม มีที่อยู่ในสังคม ไม่ละเมิดแบบแผน หรือจริยธรรมคุณธรรมที่สังคมตั้งไว้

Q: ช่วยเล่าประสบการณ์ที่พีคที่สุดกันหน่อยจากการไปอยู่ญี่ปุ่น

เคยไปนั่งกินราเม็งกับเพื่อนที่ร้าน แล้วพนักงานเหมือนพาร์ทไทม์ผู้หญิงสไตล์พังค์ๆเกเรๆหน่อย เค้าชอบมองมาที่โต๊ะเราบ่อยๆแบบเหล่ๆ เราก็เม้าๆกันว่า “มองไรวะ?” คือก็ไม่ได้พูดดังแต่ก็ไม่ได้เบามาก แล้วก็คุยกันว่า เออ! แต่จะว่าไปก็หน้าเหมือนนักร้องคนนึงเนอะแล้วก็ขำกัน

พอเช็คบิลเดินออกจากร้านเท่านั้นแหละ! นางเดินตามออกมาแล้วถามว่า “เมื่อกี๊ขำอะไรกัน? นินทาหรอ? พวกมึงจะรีบไปไหน? บ้านพวกมึงอยู่ไหน? ไม่ต้องไปเลยนะ…กูเรียกเพื่อนมาแล้ว!!”

วินาทีนั้นคือแบบ เอาแล้ว!! โดนตีไหมวันนี้ เราไปกันผู้หญิง 3 คน ก็บอกเค้าว่า “ไม่ได้นินทา แค่บอกหน้าเหมือนนักร้อง” เค้าก็ไม่เชื่อ ก็ถามอยู่นั่นว่าบ้านอยู่ไหนๆ เราเลยบอกอยู่กรุงเทพฯ รู้จักมั้ย? วันนั้นคือกะว่าซวยแน่! แต่โชคดีเพื่อนเราเรียกแฟนกับพื่อนมาถึงก่อน เค้าเลยทำได้แค่บอก “ฝากไว้ก่อนเถอะมึง”

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรบ้างเกี่ยวกับชีวิตที่ญี่ปุ่น

ชอบอาหาร ชอบอากาศ ชอบออนเซ็น

ไม่ชอบค่าเงิน เพราะมันแพง
ไม่ชอบใต้ฝุ่น เพราะเข้าละฝนตกหนัก
ไม่ชอบ… ที่ต้องกลับเร็ว อยากอยู่ต่อ คือหาเรื่องไม่ชอบได้ยากมากอ่ะ

Q: quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

Everything happens for reason.
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น มีเหตุผลที่มันต้องเกิดขึ้นเสมอ

Facebook Comments