Pink เด็กขี้กลัว-ขี้อาย ที่กลายเป็น “วิศวกรไทยในอเมริกา”

0
2340
Pink เด็กขี้กลัว-ขี้อาย ที่กลายเป็น “วิศวกรไทยในอเมริกา”

Q: แนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อพลอยชมพู พัฒนะเอนกค่ะ ชื่อเล่นชื่อพิ้งค์ค่ะ ตอนนี้ทำงานงานเป็นวิศวกรอยู่ที่ Detroit, Michigan ค่ะ งานหลักๆก็ออกแบบโครงสร้างตึก เช่นโรงพยาบาลและโรงเรียนค่ะ

พิ้งค์จะเล่าเรื่องของพิ้งค์คร่าวๆให้ฟังละกันนะคะ จริงๆแล้วบ้านพิ้งค์อยู่ที่จังหวัดชลบุรีค่ะ ตอนเด็กเรียนอยู่โรงเรียนที่ชลบุรีจนถึงมัธยมต้นก็ย้ายไปอยู่โรงเรียนประจำที่กรุงเทพ (Harrow International School) แต่ก็ยังดีได้กลับบ้านทุกอาทิตย์ เลยไม่ค่อยคิดถึงบ้านเท่าไหร่ค่ะ พอมาถึงมัธยมปลายก็ย้ายโรงเรียนอีกแล้วค่ะ คราวนี้ไปไกลกว่าเดิมมาก มาอยู่โรงเรียนหญิงล้วนที่ Dana Hall ตั้งอยู่ที่ Wellesley, Massachusetts คราวนี้เรื่องที่จะได้กลับบ้านบ่อยๆนั้น… ฝันไปเลยค่ะ

อยู่ๆไปเวลาผ่านไปเร็วมาก แปปๆสี่ปีก็เรียนจบมัธยมปลายคะ พิ้งค์เรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่ University of Illinois at Urbana-Champaign คณะ Civil Engineering สาขา Structural Engineering ห้าปีรวด จบมาแบบเหนื่อยสุดๆเลยค่ะ

เรียนว่ายากแล้ว หางานสายงานนี้แบบไม่มีประสบการณ์มาก่อน รวมถึงว่าเป็นคนต่างชาติสำหรับที่นี่แล้วนั่น ยิ่งหินกว่าเยอะค่ะ พิ้งค์สมัครงานไปเยอะมากๆๆๆๆๆ มากจนหาบริษัทที่จะสมัครต่อแทบไม่ได้เลย เพราะสมัครไปทุกบริษัทแล้วจริงๆ สุดท้ายก็คุ้มค่าความพยายามนะคะ ในที่สุดก็ได้งานจนได้ ถึงจะอยู่ในเมือง Detroit ที่ตอนแรกแทบไม่เคยคิด ไม่เคยฝันว่าจะมาอยู่ แต่ตอนนี้ก็แฮปปี้ดีค่ะ

Q: พิงค์คิดว่าวัฒนธรรมของคนที่อเมริกาต่างจากที่ไทยยังไงบ้างคะ

ถ้าพูดถึงประสบการณ์การทำงานก็…ส่วนตัวพิ้งค์เอง ระหว่างเรียนก็มีโอกาสไปฝึกงานที่ไทยมาบ้าง แล้วพอจบก็ได้งานที่นี่ ข้อดีของการทำงานที่นี่

  1. ทุกคนรับผิดชอบในงานของตัวเอง เรื่องอะไรที่ไม่รู้ สามารถถามรุ่นพี่หรือหัวหน้าได้ตลอดเวลา ทุกคนเต็มใจตอบ เต็มใจสอน รุ่นน้องได้เรียนรู้ รุ่นพี่ได้คนช่วยงานเพิ่ม มีแต่ win-win ค่ะ
  2. การทำงานเป็นทีมสำคัญมาก ต้องไว้ใจเพื่อนร่วมงานในระดับนึง เพราะคนๆเดียวไม่สามารถทำให้งานเสร็จได้ พอแบ่งงานแล้วก็แยกย้ายไปทำงานของตัวเอง มีปัญหาค่อยกลับมาช่วยกันแก้ไข ทุกคนมีสิทธิถาม มีสิทธิออกความเห็น รวมถึงน้องๆ interns ด้วยคะ

ข้อเสีย คือไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนร่วมงานเท่าไหร่ คุยกันส่วนมากก็แค่เรื่องงาน บรรยากาศจะเครียดกว่าที่ไทย
ตอนอยู่ไทยเวลาทำงานหนักๆ ยังพอมีเสียงแซว เสียงหัวเหราะให้ได้ยินกันบ้าง อยู่นี่ข้าวกลางวันถ้าไม่มีโอกาสพิเศษอะไรก็นั่งกินที่โต๊ะทำงานเลย กินไปด้วยทำงานไปด้วย ข้อเสียอีกอย่างคือโบนัสน้อยมากค่ะ ห้าเดือน แปดเดือนนี่ไม่เคยมี เอาให้ถึงเดือนยังยากเลย ก็ยังดีที่เงินเดือนยังเยอะ ไม่งั้นอยู่ลำบากค่ะ ค่าครองชีพสูงพอตัวเลย

Q: ย้อนเวลากลับไปเอาเรื่องเรียนบ้าง…การเรียนการสอนที่อเมริกาสำหรับเด็กไทยเป็นยังไงบ้างคะ

เรื่องเรียนนั้น…เด็กไทยที่นี่เก่งทุกคนค่ะ! แต่ละคนมีความอดทนสูงมาก เราอยู่ที่นี่ถ้าจะแข่งเรื่องเรียนก็ต้องไปสู้กับคนจีนกับคนอินเดีย พวกนี้ก็ไม่รู้จะเทพไปไหน ฝรั่งเก่งๆก็มีนะคะ ยิ่งเวลามี presentation กลุ่มเนี่ย ช่วยเราได้เยอะเลย แต่รับรองว่าถ้าเรามีความตั้งใจซะอย่าง ยังไงก็สู้ได้ค่ะ

อีกอย่างเด็กไทยที่ University of Illinois มีเยอะเหมือนกันนะคะ ประมาณเกือบ 100 คนได้ แต่เมื่อเทียบกับขนาดของมหาลัย ก็เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ฝรั่งที่นี้ชอบสับสนระหว่าง Thailand กับ Taiwan บางคนไม่รู้จัก THAILAND ด้วยซ้ำ!

Q: หลังจากได้มาใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ…ตัวพิ้งค์เปลี่ยนไปมั๊ยคะ

เด็กๆพิ้งค์เป็นคนขี้กลัว ขี้อายมากค่ะ และยังติดพ่อติดแม่มากด้วย ทำอะไรๆเองก็ไม่เป็น การมาอยู่ต่างประเทศ เหมือนจะบังคับให้พิ้งค์ต้องช่วยเหลือตัวเองได้ พึ่งพาตัวเองได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

การที่ย้ายเมืองมาหลายเมือง อยู่มาหลายรัฐ ได้เจอผู้คนเยอะแยะมากมาย ทำให้พิ้งค์ไม่ค่อยยึดติด กลายเป็นคนง่ายๆ ไปไหนมาไหนคนเดียวได้ อยู่ร่วมกับผู้อื่นก็ได้ อยากจะทำอะไรก็ทำ (อย่างมีสติ) กล้าพูดกล้าถามมากขึ้น ตอนนี้ก็ใช่ว่าไม่กลัวอะไรเลยนะคะ แต่เรียนรู้ที่จะควบคุมความกลัวของตัวเองและ ดึงความกล้า ความมั่นใจในตัวเองออกมาใช้แทน

การที่ต้องอยู่ห่างจากครอบครัว เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมีเหตุการณ์คิดถึงบ้านมากๆ ยิ่งเวลาเรียนหนัก งานเครียด ไม่สบาย ทุกๆคนคงอยากมีครอบครัวอยู่ใกล้ๆ พิ้งค์ก็เป็นหนึ่งในนั้น ไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็เป็นห่วง กว่าจะผ่านเวลาเหล่านั้นมาได้ ทำให้พิ้งค์เข้มแข็งขึ้นเยอะ แล้วยังได้พิสูจน์กับท่านด้วยว่าพิ้งค์ดูแลตัวเองได้ และทำได้ดีด้วยค่ะ

Q: พิ้งค์มีทิปการพัฒนาภาษาอังกฤษ & make friend กับเพื่อนต่างชาติอย่างไรบ้าง (คนไทยหลายๆคนกลัวพูดผิด หรือกลัวการพูดคุยกับฝรั่ง)

  1. เริ่มจากการฟังเยอะๆ อย่างเช่นดูหนังดู series ภาษาอังกฤษ ช่วงแรกๆเปิด subtitles ดูเลยค่ะ จะช่วยให้ match เสียงกับคำศัพท์ได้ดี
  2. ใช้แต่คำศัพท์ง่ายๆก็คุยกับฝรั่งได้ค่ะ ไม่ต้องใช้คำเริ่ดหรูมาก ใช้ผิดๆถูกๆจะทำให้งงกันไปใหญ่ซะเปล่า
  3. ถ้ากลัวการพูดคุยกับฝรั่ง พิ้งค์คิดว่าส่วนมากจะเกิดจากการเริ่มต้น conversation ไม่รู้จะพูดอะไรยังไงดี ลองเข้าร่วม clubs ต่างๆ หาคนที่มีinterestตรงกับเราก่อน การหาเรื่องคุยก็จะง่ายขึ้นค่ะ อีกอย่างฝรั่งที่นี่ ส่วนใหญ่ friendly มาก ถึงเราพูดผิดพูดถูก เขาจะแก้ให้เราเอง เวลาเขาแก้ให้ เราอาจจะเสียความมั่นใจไปพักหนึง แต่สู้ต่อไปค่ะ สำหรับพิ้งค์ยิ่งเรากลัวอะไรยิ่งต้องผ่านมันไปให้ได้ สู้ๆค่ะ

Q: ชอบ/ไม่ชอบชีวิตอะไรกับชีวิตที่ US

ชอบ:
1. ทุกอย่างที่นี่มันสบายไปหมด ไม่ใช่สบายกายแบบกับข้าวไม่ต้องทำ ผ้าไม่ต้องซัก บ้านไม่ต้องเก็บงานไม่ต้องทำนะคะ แต่พิ้งค์ว่าสิ่งที่ทำ อาจจะเหนื่อย แต่ก็สบายใจดีค่ะ เป็นชีวิตธรรมดาๆ ไม่เริ่ดหรู ทุกคนรับผิดชอบตัวเอง มีพื้นที่ส่วนตัว ไม่แก่งแย่ง ชิงดี ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น แต่ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในแบบของตัวเอง แค่นี้ก็พอแล้วค่ะ

2. อยู่ที่นี่แล้วรู้สึกปลอดภัย ถ้าไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่ๆอันตรายนะคะ ตำรวจเยอะแยะเต็มไปหมด จะเห็นได้ทั่วไปตามมุมถนน แค่เห็นก็อุ่นใจแล้วค่ะ จะเดินไปซื้อของตอนมืดๆก็ไม่ค่อยกลัว เลิกงานดึกๆก็เดินกลับบ้านได้สบาย
3. รถไม่ติด ถึงจะติดบ้าง แต่ก็เทียบกับที่ไทยไม่ได้เลยค่ะ ขับสบายๆ แปปเดียวก็ถึง ไม่เสียสุขภาพจิตไปกับเรื่องรถติดด้วยค่ะ

ไม่ชอบ:
1. เอาจริงๆ อยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนบ้านเรา ถึงจะอยู่ที่นี่มานาน ก็ยังมีความคิดถึงบ้านเป็นช่วงๆคะ
2. ยังไงเราก็ยังเป็นคนต่างชาติสำหรับที่นี่ เหมือนมาขอเขาอยู่ เรื่องเอกสารนู้นนี่นั่นเพียบค่ะ ทำให้ชีวิตลำบากพอสมควร แล้วยังต้องมาจ่ายภาษีให้เขาอีก ฮืยยยยย เจ็บใจ

Q: มี quote อะไรที่สอนชีวิตได้ดีที่สุด

  • “Believe you can and you’re halfway there.” – Theodore Roosevelt
  • “Believe in yourself, take on your challenges, dig deep within yourself to conquer fears. Never let anyone bring you down. You got to keep going.” – Chantal Sutherland

พิ้งค์เชื่อว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจเรา ขอแค่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง เราก็จะประสบความสำเร็จอย่างที่หวังค่ะ ถ้าขนาดเรายังไม่เชื่อมั่นและเห็นคุณค่าของตัวเราเอง ใครจะมาเชื่อมั่นในตัวเราละ จริงไหมคะ?

Q: แนะนำที่ทุกคนควรอ่าน 1 เล่ม

คำถามนี้ตอบยากแฮะ ต้องยอมรับตรงๆว่าพิ้งค์ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไหร่ ซื้อมาเยอะนะคะ แต่หาเวลานั่งอ่านนี่ยากจริงๆ(ข้ออ้างทั้งนั้น!) น้องๆไม่ควรเอาแบบอย่างนะคะ

เอาเป็นแนะนำTED Talkที่ควรฟังแทนละกันเนอะ
“Overcoming hopelessness | Nick Vujicic | TEDxNoviSad”
https://www.youtube.com/watch?v=6P2nPI6CTlc

เป็นคลิปสั่นๆ ไม่ถึง15นาทีเองคะ แต่พิ้งค์ชอบความคิดของเขามาก เวลาท้อๆก็เปิดฟัง วนไปวนมา ทำให้รู้ว่าคนเราไม่ต้องมีทุกอย่างก็ประสบความสำเร็จ และมีความสุขได้ค่ะ ถ้าใครยังไม่เคยฟังTED Talk ลองไปหาฟังดูนะคะ มี topic น่าสนใจเยอะเลย โหลดไว้ฟังในรถตอนรถติดก็เพลินๆดีนะ

Q: ฝากอะไรไว้ให้น้องๆที่อยากเจริญรอยตามพิงค์หน่อยค่ะ

  • ถ้าเราไม่ได้เกิดมาเก่ง เราก็แค่ต้องพยายามมากกว่าคนอื่น ถ้ายังสู้ไม่ได้ ก็ยิ่งต้องพยายามยิ่งขึ้นไปอีก อย่ายอมแพ้กับอะไรง่ายๆ พิ้งค์ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่ง แต่พิ้งค์เชื่อเสมอว่าทำได้และต้องทำให้ได้
  • คนเราต้องเจออุปสรรค เป็นเรื่องธรรมดา มันก็ต้องผ่านการท้อแท้และการผิดหวังกันทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรก็ตาม ทุกอย่างมีข้อดีและข้อเสีย ได้อย่างเสียอย่าง ก่อนจะทำอะไรคิดให้รอบคอบค่ะ รวมถึงอย่าคิดถึงแต่ตัวเอง แต่ก็อย่าละเลยตัวเองเช่นกัน มันยากที่จะหาจุดที่ลงตัว แต่ก็ต้องพยายามนะคะ
  • อีกเรื่องที่อยากจะฝากคือ Equality โดยเฉพาะ gender equality บางคนยังติดอยู่กับทัศนคติเก่าๆ ว่าอาชีพนี้นี้เป็นของผู้หญิง อาชีพนู้นเป็นของผู้ชาย เพศหญิงในมุมมองของคนบางคน เป็นเพศที่อ่อนแอ ทำงานไม่อึดไม่ทนเท่าเท่าผู้ชาย ถึงในสมัยนี้ ผู้หญิงจะลุกขึ้นทำให้เห็นว่าเราก็มีความสามารถเท่าเทียมกัน ไม่ได้โดนกีดกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังเหลือคนที่มีอคติอยู่มาก อยากให้ทุกคน เปิดใจ รับฟัง และตัดสินคนที่ความสามารถจริงๆไม่ใช่จากเพศของเขา แล้วคุณจะได้พบมุมมองดีๆใหม่ๆอีกเยอะเลยค่ะ
Facebook Comments