แป้ง สาวไทยคนเก่ง! ได้สัญญาทำงานที่ Daimler (Mercedez-Benz) ในเยอรมันตลอดชีพ!

0
2842
แป้ง สาวไทยคนเก่ง! ได้สัญญาทำงานที่ Daimler (Mercedez-Benz) ในเยอรมันตลอดชีพ!

Q: แนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อแป้งนะคะ หรือตอนนี้ทุกคนจะรู้จักกันในชื่อ เอรีน (ชื่อฟังดูเหมือนฝรั่งนะคะแต่จริงๆแล้วหมอดูที่ไทยตั้งให้ 555) ตอนนี้ทำงานเป็น Financial Reporting Analyst อยู่ที่ Daimler Financial Services ที่ Stuttgart ประเทศเยอรมันค่ะ

เวลาบอกใครๆที่ไม่ใช้คนยุโรปว่าเราทำงานที่ Daimler ทุกคนจะงงว่าเอ๊ะบริษัทอะไร? แต่พอบอกว่า Mercedes-Benz ทุกคนก็จะอ๋อออออออ 555 (จริงๆแล้ว Benz เนี่ยเป็นหนึ่งในหลายๆ product ของ Daimler Group ค่ะ)

Q: แล้วเริ่มแรกเลย…แป้งไปเยอรมันได้ยังไงอ่ะคะ

ขอท้าวความไปไกลนิดนึงนะคะ คือตอนแรกเลยเนี่ยหลังจากจบม.ปลายศิลป์ญี่ปุ่นที่เตรียมฯ เราได้ไปเรียนป.ตรีในแรกที่ญี่ปุ่นด้านบริหารทั่วไป หลังจากนั้นก็ทำงานเกี่ยวกับแนวๆ Sales กับบริษัทที่ญี่ปุ่น ทีนี้เพิ่งมาเริ่มรู้ตัวทีหลังว่าจริงๆแล้วเราชอบเลขนะ ก็เลยตัดสินใจว่า ไปเรียนต่อด้านบัญชีดีกว่า

แต่ทีนี้ถ้าจะเรียนป.โทเฉพาะด้านบัญชีเนี่ย มันมี Requirement ว่าเราต้องจบตรีเฉพาะด้านบัญชีมาก่อน เราก็เลยตัดสินใจว่า เอองั้นเรียนป.ตรีอีกใบนึงละกัน ตอนแรกจะไปเมกาค่ะ เพราะคุณลุงอยู่ที่นั่น แต่ค่าใช้จ่ายก็แพงอยู่ ทีนี้ด้วยความที่คุณพ่อเคยไปเรียนที่เยอรมันมา แล้วค่าครองชีพก็ไม่แพงมาก คุณภาพการศึกษาก็ดีไม่แพ้ที่เมกาหรืออังกฤษ เราเลยลองหามหาลัยดูที่เปิดหลักสูตรป.ตรีด้านบัญชีและสอนเป็นภาษาอังกฤษ ก็ลองสมัครไปดูค่ะแล้วก็ได้ ไม่เสียค่าเทอมด้วยนะคะ!

Q: แป้งได้ร่วมงานกับ Daimler (Mercedez-Benz) ที่เยอรมันได้ยังไงคะ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง เห็นเค้าบอกว่าหางาน)ที่ยุโรปยากมาก!!! วีซ่าก็ยาก

คือระหว่างเรียนก็จะมี 2 semesters ที่ทุกคนต้องไปฝึกงานอย่างน้อยครั้งละหกเดือน ครั้งแรกเราไปฝึกงานมาที่แบงค์ ซึ่งก็ชอบนะคะ แต่ก็ยังไม่ใ้ช่แนวเท่าไหร่ พอฝึกงานครั้งที่สอง ได้ไปฝึกงานในฝ่ายบัญชีของ Daimler Financial Services ซึ่งเรารู้สึกเลยว่า นี่แหละ! งานที่ชั้นต้องการ ก็ keep contact กับเจ้านายไว้ค่ะ พอกลับมาจากไปเรียนโทด้านบัญชีมาที่อังกฤษ เราก็กลับมาเริ่มงาน ได้สัญญาจ้างงานตลอดชีวิตค่ะ!
คือการ keep contact กับบอสคนปัจจุบันของเราตั้งแต่ตอนสมัยฝึกงาน มันทำให้การได้งานง่ายขึ้นมากค่ะ เอาจริงๆแล้ว การที่จะได้งานเนี่ย ยากกว่าการได้วีซ่าเยอะมาก!

อย่างของเราถึงจะมีคนรู้จักอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนต่างๆแบบปกติอยู่ดี ต้องส่ง CV, a cover letter แนะนำตัวว่าเราคือใครทำไมถึงอยากสมัครตำแหน่งนี้ ต้องสัมภาษณ์สองรอบ กว่าจะได้สัญญาจ้างงานมา พอมีสัญญาแล้วการยื่นขอเปลี่ยนวีซ่านักเรียนเป็นวีซ่าทำงานแบบถาวรไม่ยุ่งยากเลยค่ะ อาจจะรอนานนิดนึงกว่าเอกสารต่างๆจะครบ แต่รับรองว่า การได้วีซ่าทำงานหรือเรียนนั้น ของ่ายกว่าวีซ่าไปเที่ยวอีกค่ะ

Q: งานบัญชีที่ Daimler นี่…ทำอะไรบ้างคะ

งานที่ทำตอนนี้เนี่ยคืออยู่ในแผนกบัญชีใช่มะคะ คนทั่วไปอาจคิดว่างานด้านบัญชีคือการลงบัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งจริงๆไม่ใช่ ที่ Daimler Financial Services ซึ่งเป็น HQ เนี่ยก็จะมีบริษัทลูกหรือบริษัทในเครืออยู่ทั่วโลก แผนกบัญชีของเราก็จะดูแลการบัญชีของบริษัทในเครือทั่วโลกค่ะ ประเทศที่เรารับผิดชอบตอนนี้อยู่ก็มีประเทศไทย มาเลเซีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ค่ะ

งานปกติที่เราต้องทำคือทุกๆเดือนพอบริษัทในเครือเค้าปิดบัญชี เราต้องเข้าไปเช็คในระบบว่าเค้ารีพอร์ตทุกอย่างถูกตรงตามกฏการบัญชีสากลรึเปล่า movement ของรายการบัญชีต่างๆมีอะไรผิดแปลกไปรึเปล่า คล้ายๆกับงานออดิทเบื้องต้นเลยอ่ะค่ะ

แล้วก็เวลามี Accounting Project ต่างๆ เราก็ต้องช่วยบริษัทในเครือในการ implement ขั้นตอนอะไรต่างๆด้วย ผลงานที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็ได้รับมอบหมายให้ทำ accounting projects 2 อันค่ะ แล้วก็เป็นหนึ่งใน organizing team จัดงาน Accounting Conference ของผู้ที่เกี่ยวข้องทางด้านบัญชีจากทุกบริษัททั่วโลกในเครือ Daimler Group ค่ะ

Q: เห็นบอกว่าเป็นคนไทยคนเดียวที่ทำงานที่ Daimler HQ ด้วย…มันเป็นยังไงบ้างคะ

สำหรับวัฒนธรรมการทำงานที่นี่เนี่ย ชอบมากๆค่ะ เพราะ international และ foreigner-friendly (ซึ่งอาจจะแตกต่างจากsegmentsอื่นๆของDaimlerนะคะ คือ Daimler Group เนี่ยจะแบ่งเป็น 5 segments: Passsenger cars, Trucks, Vans, Bus, and Financial Services)

พนักงานอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเราเยอะ คนต่างชาติเยอะ มีทั้งพวกที่มาเรียนที่เยอรมันและได้งาน (แบบเรา) หรือ พวกที่ transfer มาจากบริษัทในเครื่อในประเทศอื่นๆ นอกจากความรู้ที่ได้จากงานแล้วเนี่ย เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆจากเพื่อนร่วมงานจากประเทศอื่นที่ไม่ใช่เยอรมันด้วยค่ะ

การเป็นคนไทยคนเดียวใน Daimler HQ ก็รู้สึกดีและภูมิใจที่เราก็ได้สามารถเผยแพร่อะไรดีๆเกี่ยวกับเมืองไทยให้เพื่อนร่วมงานด้วยค่ะ ส่วนเรื่องภาษานั้น สำหรับ Daimler Financial Services นะคะ ภาษาหลักคือภาษาอังกฤษ ก็จะได้ใช้ภาษาไทยเวลาเราติดต่อกับบริษัทในเครื่อที่เมืองไทย หรือได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นบ้างเวลาคุยกับเพื่อนร่วมงานคนญี่ปุ่น ส่วนภาษาเยอรมันก็ได้ใช้เวลาคุยกับเพื่อนร่วมงานคนเยอรมัน

Q: ขอทิปสำคัญๆ สำหรับคนไทยที่กำลังหางานในยุโรป หรือ สนใจอยากมีโอกาสไปทำงานที่นั่น

จากประสบการณ์ส่วนตัว เราคิดว่าประสบการณ์ฝึกงานช่วยได้มากเลยสำหรับการได้งาน เพราะบริษัทส่วนใหญ่ (ถ้าเค้าต้องเลือก) เค้าจะ prefer ผู้สมัครที่เคยฝึกงานกับเค้ามาก่อน หรือมีประสบการณ์ฝึกงานกับบริษัทอื่นๆมาก่อน international experience ก็สำคัญค่ะ

นอกจากนั้น กิจกรรมการช่วยเหลือสังคมต่างๆก็สำคัญค่ะ เกรดก็สำคัญ แต่ไม่มากเท่า factor อื่นๆที่กล่าวมานะคะ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เด็กเยอรมันส่วนใหญ่ เวลาปิดเทอมเค้าจะไม่อยู่เฉยๆกันหรอกค่ะ เค้าจะไปหาที่ฝึกงานหรือทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม เพราะมันมีผลกับการได้งานดีๆนั้นเองค่ะ

ส่วนตัวคิดว่า การจะมาทำงานที่เยอรมัน ง่ายที่สุดคือมาเรียนที่นี่แล้วค่อยหาที่ฝึกงานดีๆระหว่างเรียนเพื่อเอาไปต่อยอด ยิ่งถ้าได้ภาษาเยอรมันด้วยแล้วยิ่งดี (ถ้าสมัครบริษัทที่ไม่ใหญ่มากนะคะ) สำหรับใครที่อยากสมัครงานโดยตรงมาจากไทยเลย อาจจะยากนิดหน่อยนะคะ แนะนำให้ไปเรียนและสอบภาษาเยอรมันเบื้องต้นไว้ด้วยก็จะยิ่งดีค่ะ หรือไม่ก็สมัครงานที่บริษัทที่มีบริษัทแม่อยู่ที่เยอรมัน แล้วค่อยหาทางมา อาจจะง่ายกว่าสมัครมาโดยตรงเลย

Q: กลับไปตอนเรียนบ้าง…การเรียนการสอนที่เยอรมัน ต่างจากที่ไทยยังไงบ้างคะ

คิดว่าต่างกันมากนะคะ ส่วนตัวไม่เคยเรียนมหาลัยที่ไทยเลยอาจจะไม่แน่ใจว่าระบบของที่ไทยเป็นยังไง แต่ที่เยอรมันนักเรียนทุกคนจะมีความขวนขวายมากค่ะ ในคลาสเรียนอาจารย์สอนเนื้อหาหลักก็จริง แต่ทุกๆคลาสจะมีการเอาเนื้อหาหลักที่เรียนมาคุยกัน แสดงความคิดเห็นหนักมาก เชื่อมโยงไปถึงสถานดารณ์ต่างๆในโลกด้วยค่ะ

เรารู้สึก active มาก เราอ่านข่าว อ่านหนังสือ เพื่อที่จะได้มีอะไรไปดิสคัสกับอาจารย์และเพื่อนๆในคลาส ตอนแรกเรารู้สึกว่าเราต้องเปลี่ยนสไตล์การเรียนเยอะมาก แต่ไม่นานก็ชินค่ะ เรารู้สึกว่าการสอนแบบนี้มีผลดีต่อนักเรียนมากเพราะทุกคนได้เรียนรู้ที่จะคิด และต่อยอดความคิดนั้นจาก discussion ต่างๆกับผู้อื่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ช่วยทำให้เราคิดเป็นระบบและเป็นตรรกะมากขึ้นค่ะ

ส่วนการสอบก็จะเน้นบรรยาย เน้นการแสดงวิธีทำ เพื่อที่อาจารย์ตรวจข้อสอบจะได้รู้ว่านักเรียนเข้าใจจริงๆหรือไม่ การได้คะแนนก็แอบยากอยู่นะคะ เพราะเราต้องสามารถอธิบายคำตอบได้อย่างเป็นเหตเป็นผล สามารถยกตัวอย่าง อะไรแบบเนี้ยค่ะ ไม่ใช่เขียนแค่คำตอบเฉยๆอย่างเดียว

Q: การได้ไปอยู่เยอรมัน…อยากเอา “วัฒนธรรม หรือ ค่านิยมดีๆ” อะไรกลับมาพัฒนาประเทศไทยบ้างคะ

ค่านิยมหรือวัฒนธรรมดีๆที่คิดว่าอยากเอากลับมาพัฒนาประเทศไทยก็คือ “การตรงต่อเวลา” และ “การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ”

คนที่นี่ให้ความสำคัญเรื่องการตรงต่อเวลามากนะคะ อย่างเช่น ถ้ามีประชุมซึ่งอยู่อีกตึกนึงตอนสิบโมง คนที่จะกะเวลาว่าต้องใช้เวลาในการเดินไปห้องประชุมนั้นเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้ถึงและเข้าที่นั่งในห้องประชุมนั้นตอนสิบโมงเป๊ะ! หรือว่าถ้าสมมุติได้รับเชิญไปทานข้าวที่บ้านเพื่อนตอนหกโมงเย็น ถ้าไปถึงก่อนเวลาก็จะยังไม่กดกริ่งนะคะ คนที่นี่เค้าจะรอจนกว่าถึงเวลานัดจริงๆหกโมง

ส่วนเรื่องการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเนี่ย อย่างที่บริษัทจะซีเรียสเรื่องชั่วโมงทำงานของพนักงานมากว่าไม่ควรเกินจำนวนชั่วโมงที่บริษัทกำหนดมาในสัญญาจ้างงาน เพราะบริษัทให้ความสำคัญกับ work-life balance เพราะฉะนั้นเมื่อพนีกงานมีจำนวนชั่วโมงทำงานจำกัดต่อวัน เลยเป็นการทำให้พนักงานเชินกับการทำงานให้เสร็จและทันภายในเวลาที่จำกัด ซึ่งตรงนี้เราคิดว่าถ้าที่ทำนำวัฒนธรรมนี้มาปรับใช้ น่าจะดีมากเลยนะคะ

Q: ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่พีคที่สุดในเยอรมันที่เจอมา

มีครั้งนึงไม่สบายเหมือนจะเป็นไข้ และไอๆ เราก็คิดว่าคงไม่เป็นไรมาก ตอนนั้นนั่งอยู่ในรถไฟกำลังจะกลับบ้าน ไข้ก็สูงขึ้นๆ พอถึงสถานีที่ต้องลง เดินแทบไม่ไหวเลยเพราะไอหนักมาก หายใจไม่ทัน พนักงานที่สถานีรถไฟโทรเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินให้เพราะเราเดินไม่ไหวแล้ว รถมาถึงเร็วมาก เจ้าหน้าที่แบบว่าเอาเตียงเปลมาอุ้มเราเลย พอขึ้นไปรถก็แบบมีหน้ากากอ็อกซิเจนและสายอะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมด พอไปถึงรพ.ก็ได้นอนห้องเดียวพิเศษไปเลย

ไม่ต้องเสียค่าใช่จ่ายอะไรเพิ่ม! เพราะประกันสุขภาพของรัฐที่เราจ่ายทุกเดือนครอบคลุมหมด พยาบาลดูแลเอาใจใส่ดี คือถ้าไม่นับว่าตอนนั้นป่วยหนักมาก ก็คิดว่ามันตื่นเต้นดีนะคะ เป็นครั้งแรกเลยที่ได้นอนในรถพยาบาล (แต่โมเม้นตอนนั้นไม่ตื่นเต้นนะคะ กลัวตายมากกว่า 555)

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่เยอรมันบ้าง

ชอบ:
1. Work-life balance ที่ทำงาน อย่างที่อธิบายไปแล้ว
2. บ้านเมืองมีระเบียน ผู้คนทำตามกฏ
3. จำนวนวันหยุดเยอะ เวลาลาหยุดจะไม่โดนจับผิดว่าไปเที่ยวบ่อย เพราะเป็นการใช้สิทธ์ตัวเอง

ไม่ชอบ:
1. เวลาไม่สบาย เพราะว่าต้องนัดหมอ อยู่ๆจะไปหาเฉยๆไม่ได้ ถ้าหมอนัดเต็มแล้ว เราก็ต้องรอวันที่หมอว่าง บางทีรอเวลานัดหมอว่างนานจนอาการไม่สบายหายไปเองก็มี (หรือบางทีได้วันนัด แต่พอไปถึงหมอแค่บอกว่า ให้ดื่มน้ำ ดื่มชา และนอนเยอะๆเดี๋ยวก็หายเอง)
2. เมนูอาหารส่วนใหญ่จะค่อนข้างหนัก เนื้อเยอะๆ แป้งเยอะๆ
3. เวลาหน้าร้อนจะร้อนมาก และตึกส่วนใหญ่จะไม่มีแอร์ (เพราะปกติหน้าร้อนระยะเวลาไม่นานแอร์เลยไม่จำเป็น) มันร้อนทรมานมากค่ะ ร้อนแบบแผดเผาจนต้องไปซื้อพัดลมใช้ที่บ้าน

Q: มี Quote ไหนที่ชอบเป็นพิเศษ

“The late nights and early mornings will pay off.”

Q: ฝากอะไรคนไทยด้วยกันที่อยากเจริญรอยตามพี่แป้ง

อย่ากลัวที่จะออกจากcomfort zone นะคะ ถ้ามีโอกาสได้ไปต่างประเทศ อย่ากลัวที่จะเข้าสังคม กล้าพูดกล้าถาม เราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆและได้โอกาสอะไรดีๆเยอะค่ะ

Facebook Comments