ทอย จากเด็กสถาปัตย์ ม.อัสสัมชัญ สู่ Branding Expert ในอเมริกา

0
2605
ทอย จากเด็กสถาปัตย์ ม.อัสสัมชัญ สู่ Branding Expert ในอเมริกา

Q: แนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อ สกลภัทร ประยูรรัตน์ หรือ ทอยครับ ตอนนี้อยู่เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำงานด้าน Branding โฟกัสทางด้าน Food และ Personal เป็นพิเศษครับ จบปริญญาโททางด้าน Entertainment Business ที่ Full Sail University รัฐ Florida ส่วนปริญญาตรีจบคณะ สถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

Q: จบสถาปัตย์มา…แต่กลายมาเป็น branding expert มันมาได้ยังไงคะ

ต้องเล่าเหตุผลของการเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาตร์ก่อน คือว่าตอนเด็กๆทอยมีข้อสงสัยอยู่ว่าทำไมงานคลีเอทีฟดีๆ รายการทีวี โฆษณา หรือ ผลงานดีๆอื่นๆ ในทีมงานนั้นจะต้องมีคนจบสถาปัตย์อยู่ในนั้นด้วย ทั้งๆที่สถาปัตย์มันก็ออกแบบบ้านหรือตึกนิ ทำไมเขาถึงสามารถทำอะไรได้หลายอย่างเลย ทอยจึงลองตัดสินใจเข้าไปเรียนรู้ดูว่ามันทำไมกัน

พอเราได้เรียนเราก็รู้ว่าคณะนี้มันไม่ได้สอนแค่การดีซายด์ แต่มันสอนหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องของการเข้าใจลูกค้า การวางแผน การทำให้ concept ออกมาเป็นของจริงๆ ความอดทน การคิดนอกกรอบที่ต้องเป็นไปได้จริง และอื่นๆ ยิ่งเรียนก็ยิ่งรู้สึกชอบที่จะคลุกคลีกับงานดีซายด์ อยากทำงานที่ใช้จิตนาการ เรารู้สึกว่าเราก็สนุกกับงานและการเรียน แต่ก็อยากลองไปทำอย่างอื่นเหมือนกัน

เมื่อมีโอกาสเรียนโทในวิชาของ Branding and Storytelling ก็เลยรู้สึกว่านี่แหละคือหนทางที่เราจะไป นี่คือสิ่งที่เราจะทำ สิ่งที่เราเรียนรู้มาทั้งหมดมันเพื่อสิ่งๆนี้เอง ทั้งความรู้ในด้านสถาปัตย์มารวมกันด้านบริหาร และการเข้าใจลูกค้า เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่อยู่ในใจของผู้ซื้อ

Q: เคยรู้สึกเสียดายเวลาที่เรียนสถาปัตย์มาบ้างมั๊ย

ถามว่าเสียดายไหม คงตอบได้เลยว่าไม่ ทอยบอกตัวเองว่าทุกๆสิ่งมันต้องมีเหตุผลในตัวของมัน ตอนทอยเรียน ทอยบอกตัวเองว่าให้เข้าใจถึงเนื้อหาข้างในว่ามันสอนอะไรบ้าง ไม่ใช่โฟกัสแค่เกรดที่ออกมา การเรียนดีซายด์ไม่ได้สอนแค่การสร้างสิ่งสวยงามออกมา แต่มันสอนถึงกระบวนการคิดให้ได้สิ่งสวยงามออกมา สิ่งที่สวยงามมันคือแค่ผลของการคิดที่กระบวนการคิด คุณค่าของมันอยู่ที่ความคิดตั้งแต่ 1 จนถึงผลงานที่คุณได้เห็น ตอนนั้นทอยก็ไม่รู้ว่าความคิดนี้มันจะส่งผลยังไงในอนาคต แต่วันนี้เราได้เจอทางที่เราอยากจะทำแล้ว ด้วยพื้นฐานจากสิ่งที่เราเรียนมา

Q: ทอยเอา สถาปัตย์ มาใช้ใน Branding ยังไงอ่ะคะ

สิ่งที่ทอยรู้สึกคือ สถาปัตย์และ Branding มันคล้ายกันที่กระบวนการคิด

ในด้านสถาปัตย์ มันสอนให้เราเข้าใจลูกค้าก่อน เพื่อเรานำข้อมูลของลูกค้ามาออกแบบ เพื่อให้เข้าถึงวิถีชีวิตของเขามากที่สุด ลูกค้าจะรู้สึกชอบหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจลูกค้าแค่ไหน เข้าใจไลฟ์สไตล์เขาแค่ไหน การวางแปลนที่เข้ากับชีวิตของเขา

เช่นเดียวกับแบรนด์ดิ้ง เราต้องเข้าใจกลุ่มลูกค้าของเราให้ได้มากที่สุด การที่เราจะเข้าไปในใจลูกค้าได้ เราก็ต้องใช้ภาษาเดียวกับเขา และดีซายด์ในแบบเขา เพราะฉนั้นมันจะไม่ใช่แค่ดีซายด์อะไรก็ได้แล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือเรื่องของ Design-Thinking คือการอย่าคิดถึงผลสุดท้ายที่จะเกิด ให้คิดจาก Customer-centric เป็นที่ตั้ง

Branding ที่ดีสามารถสร้าง Long-term relationship กับลูกค้าได้ Branding ไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องการออกแบบ มันพูดถึงเรื่องแนวทางของ Business ได้เช่นเดียวกัน เป็นแนวทางของ Marketing team หรือ Business devolopment team ได้เลย

ต้องบอกก่อนว่างานดีซายด์นั้นมันไร้ชีดจำกัด คนทุกๆคนสามารถเป็นนักออกแบบได้ แต่แบบที่ออกมาจะสวยไหมหรือขายได้ไหม มันขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจคนซื้อเรามากแค่ไหน

Q: ในฐานะรุ่นพี่…มีอะไรอยากจะบอกน้องๆที่กังวลว่า “ไม่แน่ใจว่าเดินมาถูกทางมั๊ย เส้นทางชีวิตของตัวเองจะเป็นยังไงต่อ”

ก็คงอยากบอกว่า ถ้าเรากังวลและมีคำถามกับตัวเองว่า ไม่แน่ใจว่าจะเดินมาถูกทางไหม แปลว่าเราคิดถึงแต่เรื่องของ “อดีต” แล้วมันเกี่ยวข้องกันยังไง? แปลว่าเราคิดถึงแต่สิ่งไม่ดีของสิ่งที่ผ่านมา มันดูเหมือนเป็นปมที่ไม่สามารถแก้ได้

ถ้าเราลองมองเรื่องเดิมในมุมใหม่ และตั้งคำถามใหม่ว่า “เราเคยเรียนอะไรมาบ้างหนอ แล้วเราจะเอาสิ่งที่เราชอบมาทำยังไงต่อในอนาคตดี” วิธีการคิดนี้จะทำให้เราเข้าใจในอดีต เพื่อนำสิ่งดีๆมาพัฒนาในปัจจุบัน และต่อยอดไปถึงอนาคต เรามีสิทธิ์ที่จะกำหนดชีวิตตัวเอง อย่าให้อดีตมาเป็นคำถามเพื่อให้เราไม่กล้าจะก้าวเดิน

อดีตเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ เพราะฉนั้นเรียนรู้กับมัน ไม่ต้องคิดว่าเรียนมาทำอะไรได้ เรียนมาถูกไหม จะผิดหรือถูกก็แก้ไขไม่ได้ ก็มองดูอดีตดีๆ มองในสิ่งที่ดีแล้ว นำมาต่อยอด แล้ว ปัจจุบันจะพาอนาคตมาให้เราเห็นเอง เราก็จะเลิกมีคำถามว่า เส้นทางของชีวิตเราจะเป็นอย่างไรต่อ เพราะเราได้สร้างมันขึ้นมาแล้ว จากประสบการณ์ในอดีต และการกระทำในปัจจุบัน

Q: ไปอยู่อเมริกาใหม่ๆ ทอยเจออุปสรรคอะไรบ้างมั๊ยคะ

อุปสรรคที่เจอคือเรื่องของการเริ่มใหม่ครับ เราอยู่ในไทย เรามีเพื่อนตั้งแต่ ประถม มัธยม มหาลัย คนที่ทำงาน หรือ คนที่เข้ามาในชีวิตเราทั้งหมด พอเราไปอเมริกา เราต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด เริ่มหาเพื่อนใหม่ เริ่มทำความรู้จักกับคนอื่นใหม่ เราคิดจะทำอะไรก็ต้องทำด้วยตัวเอง เรามีปัญหาก็ต้องแก้เอง บางทีเราอยากให้มีคนให้ปรึกษา แต่บางทีคนที่ไทยก็ไม่เข้าใจสถาณการณ์ของเราที่นั้น การเริ่มใหม่เป็นเรื่องไม่ง่าย การมาอยู่ในที่ใหม่ๆที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อน ก็ต้องเกิดการปรับตัวไม่นอน อีกทั้งวัฒนธรรมและวิธีการคิดที่แตกต่างกันของคนละประเทศหรือคนละรัฐ

มันมีทางเลือกให้ไม่มาก ปรับตัว หรือ หนีออกห่าง ทอยเรื่องที่จะปรับตัว เปิดใจเราให้กว้าง ลด Ego ของตัวเองลง (ถ้ามี) เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่าพยายามเปรียบเทียบ เช่น อย่าเทียบว่า อันนี้ที่นี่ดีกว่าไทย อันนี้ที่ไทยดีกว่า ให้เลือกที่จะเข้าใจแทน เช่น อ๋อ! คนอเมริกาเป็นแบบนี้ เขาคิดกันแบบนี้ หรือตั้งคำถามว่าทำไมไมเขาถึงเป็นแบบนี้ เรียนรู้ไปทุกๆวัน

Q: ขอทิปในการออกจาก comfort zone เมื่อต้องไปอยู่ต่างแดนกันหน่อย

“ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ” แต่อย่าพึ่งตกใจว่าฉันต้องเปลี่ยนตัวเองเลยหรอ ปล่าวเลย! เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวง่ายๆ เช่น ลองเปลี่ยนขาข้างแรกที่ใส่การเองก่อน เป็นอีกหนึ่งขา หรือลองกล้าเปลี่ยนสิ่งเล็กๆรอบตัว ลองแต่งตัวในแบบใหม่ๆ ลองเริ่มทำในสิ่งที่ไม่เคยทำเช่น คุยกับคนรอบๆตัวก่อน ลองไปในที่ๆไม่เคยไป เรียนรู้ไปทีละเล็กๆ จากนั้นค่อยเริ่มทำกิจกรรมที่ต่างขึ้น ออกกำลังกายในแบบใหม่ๆ มองหางานที่ Challenge ตัวเองมากขึ้น ทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป จากการเปลี่ยนเรื่องเล็กๆ สามารถทำให้เรากล้าที่จะเปลี่ยนเรื่องใหญ่ๆได้

ทอยมองว่าการออกจาก Comfort Zone ก็เหมือนการปั่นจักรยาน ตอนเด็กเราอยากเดินทางไกลขึ้น จากการเดินเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปั่นจักรยานเล็กๆ แรกๆก็ไม่ชิน พอฝึกได้เยอะๆก็เก่งจนเราชิน แต่ด้วยจักรยานเล็กๆก็ทำให้เราไปไกลขึ้นมากไม่ได้ ถ้าเราลองฝึกปั้นจักรยานที่ยากขึ้นมันก็จะไปไกลขึ้นอีก แต่ทุกครั้งที่จะเปลี่ยนจักรยานเราก็ต้องกล้าลอง กล้าทำ แต่ถ้าเราชอบจักรยานคันเล็กๆของเรา เราก็จะไปด้วยความเร็วน้อยๆของจักยานคันนี้ เหมือนกับการที่เรายอมอยู่แต่ใน Comfort Zone

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่อเมริกาบ้าง (ขออย่างละ 1-3 ข้อ)

ชอบ

  1. ความหลากหลาย ชอบในความหลากหลายของทุกสิ่ง ทั้งคน ความคิด สถานที่ท่องเที่ยว กิจกรรมหลากหลาย มันทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆ เจอคนกลุ่มใหม่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
  2. ความเรียบร้อย ระเบียบเป็นเรื่องสำคัญของที่นี่ กฏคือกฏเราต้องทำตาม
  3. โอกาส การพัฒนา เราจะได้รู้จักคนมากมายจากหลากหลายที่ เราจะมองเห็นถึงโอกาส และช่องทางที่เราจะได้พัฒนาตนเอง

ไม่ชอบ

  1. แต่ระเบียบบางครั้งก็ทำให้เขามีกรอบ บางทีความคิดที่เป็นระบบก็ทำให้ความสร้างสรรค์มันถูกจำกัดไว้
  2. ของกินที่ไม่หลากหลาย จะกินอะไรก็ต้องเลือกเป็นประเทศๆ ไม่มีฟิวชันหรืออะไรที่แตกต่างกันมาก

Q: มีหนังสือเล่มไหนที่อยากแนะนำให้คนอื่นต้องอ่านให้ได้

ถ้าเป็นในเชิง Branding คงแนะนำเป็นหนังสือของ Marty Neumeier คือ Brand Gap, Brand Flip และ Zag แล้วคุณจะเข้าใจเรื่องการทำงานระหว่าง Logic & Design

Q: มี Quote ไหนที่ชอบเป็นพิเศษ

Quote ที่ใช้ประจำเลย “Everything happens for a reason” เมื่อก่อนไม่ได้รู้สึกกับคำๆนี้เท่าไหร่ แต่เมื่อชีวิตผ่านมาเรื่อยๆ จากการเรียนสถาปัตย์ แต่ชอบกินชอบถ่ายรูปอาหาร แต่มาทำงานเป็น Creative และเลือกที่จะมาเรียนต่อด้าน Entertainment Business แล้วจนมาทำแบรนด์ดิ้ง

ตอนนั้นเราไม่เคยรู้เลยว่า พื้นฐานของดีซายด์ จะมารวมกับการทำงาน Creative และมาต่อยอดกับบริหาร และทำ branding เลยอยากจะบอกทุกๆคนว่า ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา มันมีเหตุผลให้เราได้เรียนรู้ อยู่ที่เราจะมองเห็นมันไหม ถ้าเด็กๆเราไม่เคยเรียนพละ เราจะวิ่งให้ถูกต้องได้อย่างไรตอนโต

บางทีเราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราเรียนรู้มามันจะเอาไปทำอะไร เราแค่ทำ และ “ศึกษา” ตัวเอง แล้วคุณก็จะรู้เลยว่าทุกอย่างที่ผ่านมามันเป็นประโยชน์ให้เราทั้งนั้นในอนาคต อย่ามองเรื่องแย่ๆที่เข้ามาว่า ดวงไม่ดี ให้มองว่าเราโชคดี ที่เราได้มีโอกาสเรียนรู้จากสิ่งแย่ๆก่อนคนอื่น สิ่งดีๆที่เข้ามาก็อย่าลืมจดจำเพราะทุกสิ่งมันมีความหมายทั้งหมด

Q: ฝากอะไรคนไทยด้วยกันบ้าง

คงของฝากไว้ว่า สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร หรือไปทางไหนดี คนเราชอบมองแต่คนรอบๆ คนโน้นมีอันนั้น คนนั้นมีอันนี้ ใครทำดีก็ทำตามเลย แต่อยากให้ทุกคนลองกลับมามองและศึกษาตัวเราเองว่าเราเก่งอะไร ทำอะไรได้บ้าง ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อะไรที่ไม่เก่งก็วางแผนพัฒนา อะไรที่เก่งก็พัฒนาให้ดีขึ้น อย่าให้คนอื่นมาวาดหรือเดินตามทางของคนอื่น เรามีสิทธิ์ที่จะวาดอนาคตของตัวเอง เรียนรู้ขีดความสามารถของตัวเอง คุยกับตัวเองให้เยอะ ดูแลตัวเอง แล้วเราจะรู้ว่า passion ของเราคืออะไร วันหนึ่งทุกๆอย่างที่เราทำ มันจะมารวมให้เราเป็นเรา

Facebook Comments