เจษฎ์ คนไทยเก่ง! คว้ารางวัล “โค้ชว่ายน้ำดีเด่น” ของแคนเบอรร่า ออสเตรเลีย

0
1995
เจษฎ์ คนไทยเก่ง! คว้ารางวัล “โค้ชว่ายน้ำดีเด่น” ของแคนเบอรร่า ออสเตรเลีย

Q: แนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผม เจษฎ์ ประเสริฐรุ่งเรือง ชื่อนี้โชคดี ตรงกับคำว่า Jade เพราะงั้นไม่ต้องเปลี่ยนชื่อเวลาไปเรียนที่ออสเตรเลียเหมือนเพื่อนหลายๆคนที่ได้ชื่อฝรั่งกลับมาด้วยครับ 5555

ตอนนี้ทำงานเป็นนักข่าว/ผู้ประกาศข่าว อยู่ที่เนชั่นทีวี ช่อง 22 และ นาว 26 รวมถึงเป็นโค้ชว่ายน้ำอยู่ที่ โรงเรียน นานาชาติแห่งหนึ่ง และรับสอนว่ายน้ำทุกระดับครับ

ผมเองจบ ป.ตรี แล้วเริ่มต้นอยากลองไปใช้ชีวิตเรียนระดับ Diploma จะได้มีเวลาทำงานๆๆเลี้ยงตัวเองไปที่ Canberra เมืองหลวงของออสเตรเลีย จากนั้นอยากอยู่ต่อ เลยเรียนและจบ ป.โท Master of Marketing Communication จาก University of Canberra ทีหลังครับ

Q: หลายๆคนคิดว่าชีวิตเมืองนอกสบาย….ชีวิตของเจษฎ์เองที่ออสเตรเลีย ผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้างคะ

อยู่ออสเตรเลียคำว่าสบายก็มีส่วนนะครับ เช่นการเดินทาง ระบบขนส่งสาธารณะค่อนข้างทั่วถึง ตรงเวลา ขับรถเองก็ไม่ค่อยมีคนเห็นแก่ตัวปาดแทรก ส่วนใหญ่เคารพกฎและความรู้สึกเพื่อนร่วมทางและคนในสังคม

แต่มุมของการใช้ชีวิต นักเรียนไทยที่รู้จักส่วนใหญ่คือเรียนไป ทำงานร้านอาหารไป เลี้ยงตัวเองไป ซึ่งเทียบกับบ้านเราคล้ายๆคนจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำงาน ถือว่าปากกัดตีนถีบ และที่สำคัญคือการทำงานทุกระดับอยู่เมืองนอก “ต้องเป็นมืออาชีพ รู้จริง รับผิดชอบ” จะชิวๆไม่ได้ ต้องรู้หน้าที่ตัวเอง มองรอบด้าน คิดถึงส่วนรวม ภาษาต้องได้

Q: ก่อนไปเรียนต่อ…เจษฎ์ภาษาอังกฤษใช้ได้เลยมั๊ยคะ

ก่อนผมไปโน่นคิดว่าตัวเองเก่งภาษา เรียนวิทย์คอมฯ แต่ไปเรียนอังกฤษกับเด็กมนุษย์อิ้งค์ขั้นสูงได้ท็อปๆตลอด อาจารย์ฝรั่งชม… แต่พอเจอของจริง ฟังไม่รู้เรื่องเลย ตอนทำงาน ลูกค้าบอกอะไรนะ…เค้าจะเอาเค้ก? จริงๆเค้าจะซื้อโค้ก ทำอะไรก็ไม่ค่อยเป็น โดนคนในร้านด่า ด่าแรงมาก ทำไมมึ_โง่อย่างนี้ ฯลฯ ทำเอาเข้าใจคำว่า น้ำตาตกใน โทรไประบายกับพ่อกับแม่ แม่ก็แอบร้องไห้ไปด้วยบ่อยๆ จนตอนแม่ไม่อยู่พ่อรับสาย พ่อผู้แข็งแกร่งถึงกับร้องไห้ให้ได้ยินเป็นครั้งที่สอง

เราก็เฮ้ย! ไม่ได้แล้ว จะแสดงความอ่อนแอให้พ่อแม่กังวลแล้ว ปรับความคิดใหม่ ฝึกพูดกับทุกคนโดยเฉพาะจากการทำงาน ฝึกฟังจากทีวี ฝึกอ่านจากทุกอย่าง ทำให้เราพัฒนาเรื่องภาษาได้ไว ไม่ต้องคิดเป็นไทยแล้วมาแปล ฟัง-พูด เป็นธรรมชาติเลย ผ่านสามเดือนไปทุกอย่างดีขึ้น ทำงานคล่อง ได้ทิปส่วนตัวบ่อยๆ (แต่ก็เอาไปไว้ในทิปรวม) เจ้าของร้านเริ่มชม เริ่มไว้ใจ กลายเป็นที่รักของเจ้านาย พอทำงานสอนว่ายน้ำเพื่อนฝรั่งเยอะชวนเราไปบาบี้ (บาบีคิว) ไปปาร์ตี้ เรายิ่งพูดเร็วกับเค้า จีบสาวฝรั่งบ้าง ภาษายิ่งได้ไว learning by doing ครับ

Q: เห็นได้ไปเป็นโค้ชว่ายน้ำที่โรงเรียนว่ายน้ำอันดับ 1 ของออสเตรเลียด้วย…มันเป็นมายังไง

คือผมเป็นนักว่ายน้ำอยู่แล้ว ก็อยากสอนว่ายน้ำ เดินไปถามตามโรงเรียนสอนว่ายน้ำ เค้าก็แนะนำว่าต้องไปสอบใบอนุญาต เป็นขั้นเป็นตอน เลยไปปรึกษาพี่ๆคนไทยและพี่เจ้าของร้าน ตอนแรกก็เหมือนเห็นดีเห็นงาม แต่หลังๆพี่เจ้าของร้านมาบอก พี่เชื่อว่า “เจษฎ์ทำไม่ได้หรอก ออสเตรเลียเป็นชาติว่ายน้ำชั้นนำ อย่าไปทำเลย!” (มารู้ทีหลัง ที่เราไปปรึกษาพี่ๆคนไทย เค้าเอาไปคุยกันลักษณะนี้ พี่เจ้าของร้านเค้าเลยมาคุยกับเรา)

แต่ก็ไม่เอามาใส่ใจครับ เดินหน้าไปอบรม CPR หรือการปั๊มหัวใจช่วยชีวิต แล้วสอบได้ใบอนุญาต AUSTSWIM ได้ เริ่มสอนสักพักยิ่งรู้สึกสอนคล่อง จากไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เค้าก็ให้สอนเพิ่ม สอนแทนเวลาคนอื่นไม่ว่าง จนเต็มเพดาน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่รัฐกำหนด จากนั้นก็ไปอบรมเพิ่มเติมเป็นโค้ชว่ายน้ำ แล้วขยับไปสอนที่โรงเรียนว่ายน้ำอันดับ 1 ของประเทศ ที่ AIS หรือ Australian Institute of Sport (คล้ายๆกับ กกท หัวหมาก บ้านเรา) เพราะโรงเรียนสอนว่ายน้ำที่นั่นได้รับรางวัล National Swim School of the year ในปี 2010 และ 2011 และใกล้บ้าน แรกๆเค้ายังไม่ค่อยเชื่อใจ ต้องพิสูจน์ฝีมือจนได้รับคำชมจากบูกค้าและ manager แล้วก็สอนต่อเนื่องหลายชั่วโมงต่อวันครับ

ผมสอนทุกระดับ ที่สำคัญคือเวลาเค้าขาดคนผมแทบไม่ปฏิเสธที่จะทำงานแทนแม้บางครั้งโดดเรียนไปทำงาน (อันนี้ไม่แนะนำให้ทำครับ ฮ่าๆ) จนเป็นที่ชื่นชอบของ swim school เค้าส่งชื่อไปประกวดเป็นครูสอนดีเด่นแห่งรัฐ ACT หรือรัฐพิเศษเมืองหลวง และเป็นคนไทยคนเอเชียคนแรกได้รับรางวัล ACT AUSTSWIM Awards ในปี 2010 ได้รับการส่งชื่อไปประกวดระดับประเทศ National Awards จากนั้นโค้ชว่ายน้ำและสอนว่ายน้ำต่อไปเรื่อยๆเป็นอาชีพหลัก พร้อมกับเรียนโทไปด้วยครับ ขยับไปสอบเป็นโค้ชของสมาคมโค้ชออสเตรเลียระดับ Bronze license ในปี 2010

Q: เจษฎ์คิดว่าอะไรที่ทำให้ชาวออสเตรเลียยอมรับและมอบตำแหน่ง “คนสอนว่ายน้ำดีเด่นของ ACT” ให้กับเราคะ

ผมว่าคนออสเตรเลียส่วนมากเค้าดูคนที่จิตใจและความสามารถ มากกว่าหน้าตา สีผิว ไม่ค่อย judge หรือตัดสินที่ภายนอก เวลาทำงานในโรงเรียนสอนว่ายน้ำแล้วมีลูกค้ามาเขียนชื่นชม ก็จะบรรยายความดีงามของเรา น่าจะเป็นเพราะเราสอนด้วยใจ สอนด้วยความเป็นมืออาชีพ (คำว่ามืออาชีพตามมาตรฐานสำคัญมาก เช่น ไม่หันหลังให้เด็กเพื่อความปลอดภัย เข้าใจจิตวิทยาเด็ก สอนตามหลักขั้นตอนการพัฒนา) คนที่มาเรียนพัฒนา คนง่ายน้ำมีความสุข เรามีความสุข ลูกค้ามีความสุข เจ้านายก็สุขไปด้วย อีกประเด็นคือมีความโชคดี เพราะกรรมการตัดสินเค้ามาทำกิจกรรมที่ที่ทำงานของผมเห็นผมพอดีช่วงสอน ก็อาจเป็นอีกประเด็นที่ได้รับรางวัลครับ หลังจากนั้นพอผมไปโค้ชสโมสรว่ายน้ำอีกที่ ก็นำความเป็นมืออาชีพไปด้วย เฮดโค้ชก็ชื่นชม และบอกกับผมตอนกลับไทยว่าไม่ดีใจเลยที่นายกลับ เพราะนายเป็นโค้ชที่ดีมาก แต่ก็อวยพรผมครับ เราเปิดใจ จริงใจให้เค้า เค้าจะรับรู้ และดีกับเราครับ

Q: มีอะไรอยากจะบอกกับคนที่ไทยที่หมดกำลังใจ…เพราะโดนดูถูกความสามารถ เหมือนที่เจษฎ์เคยโดนมา

“นัตถิ โลเก อนินทิโต” แปลว่า คนที่ไม่ถูกด่า ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก เป็นพุทธพจน์ขององค์พระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้และเป็นจริงจนถึงทุกวันนี้ เป็นสัจธรรม พอรู้แบบนี้ถ้าเจอด่าเจอนินทา เรามีทางเลือกว่าจะตอบโต้ทั้งลับหลังและต่อหน้ารึเปล่า(ซึ่งเหมือนการราดน้ำมันบนกองเพลิง) หรือจะเอาคำนินทาต่อว่ามาพิจารณาดูก่อนดี ว่าจริงเท็จแค่ไหน

ถ้าไม่จริงก็ขอให้วางอุเบกขาหรือนิ่งเฉยเพราะมาใส่ใจก็เป็นทุกข์ ผมเคยนะที่ตอบโต้มันก็ไม่จบมีแต่จะสร้างความลำบากใจ ผมเลยลองนิ่งเฉย ทำหน้าที่เราต่อไป พอทำดี ไม่ได้เป็นอย่างที่โดนว่า คนรอบข้างจะเห็นเอง คนจะเห็นแง่ลบของคนนินทาเอง แต่! ถ้าคำติฉินนินทามีส่วนจริง เรามาปรับปรุงในส่วนของเราตรงนั้นให้ดีขึ้นดีกว่า คิดแง่บวก เดินหน้าทำหน้าที่ของเราให้ดีต่อไปครับ

Q: เมื่อได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตที่ออสเตรเลียมาหลายปี…คิดอยากเอาอะไรกลับมาพัฒนาประเทศไทยบ้างคะ

สิ่งดีๆทุกอย่างเลยครับ! เช่นการทำงานของเค้าต้องรู้จริง ต้องใส่ใจรายละเอียด เป็นมืออาชีพ (ไม่ได้ยกยอฝรั่งมังค่า บางส่วนเค้าสู้เราไม่ได้ แต่โดยรวมคุณภาพคนเค้าเหนือกว่า เราก็เอามาเป็นข้อดี) ผมมาทำงานในองค์กรไทย ก็มีความขัดแย้งทางความคิดบ้าง เพราะเรา “แตกต่าง” ต้องใช้เวลาให้เค้าเข้าใจความต่างของความคิด พร้อมมีการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ สักพักคนที่ขัดแย้งมาก่อน กลับสนับสนุนเรา เพราะงั้นเรื่องการพัฒนา ต้องใช้เวลาและความเข้าใจ ในการเปลี่ยนแปลงครับ

ส่วนอีกเรื่องสำคัญที่ได้มาและปลูกฝังส่งต่อคนอื่นรอบข้างเรื่องความคิดเพื่อเป็นส่วนรวม หรือจิตสาธารณะ ไม่ใช่แค่ทำไปผ่านๆหรือนึกถึงแค่ตัวเราเองครับ

Q: การไปอยู่ที่ออสเตรเลียครั้งนี้…ตัวเจษฎ์เองเปลี่ยนไปยังไงบ้างคะ

อันดับแรกคือฟิตขึ้น เพราะกลับมาออกกำลังกายตามคนที่โน่น / ความคิดกว้างขึ้นเพราะได้เจอสิ่งที่แตกต่างจากบ้านเรา ได้เรียนรู้ความคิดคนต่างบ้านต่างเมือง / และได้พบหลักสัจธรรมจากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับเรา ทั้งดีและไม่ดีแต่ชีวียังต้องเดินต่อไป และตั้งมั่นในความดีครับ

Q: ช่วยเล่าสิ่งที่พีคที่สุดที่เจอมาในออสเตรเลีย

พีคเหรอครับ มีหลายอย่างนะครับ 555 เช่น เราอยากจีบสาวฝรั่ง ไปแบบไม่มั่นใน แป็กครับ! ถ้าเป็นกระจกคงแตกไปหลายตัน! แต่พอเราเปลี่ยนตัวเอง เป็นตัวเอง(เพิ่มเติมความมั่นใจ) มีอารมณ์ขัน มีมุข ก็คุยได้เรื่อยๆ จับจุดได้ก็จีบติดครับ! หรือไปใหม่ๆขับรถปาดเค้า โดนบีบแตรเปิดกระจกด่าแรงๆ ชูนิ้วกลาง เราก็งง ทำไมโหดจัง จริงๆแล้วอ๋อ เราเองสิไปทำไม่ถูก ไม่ตามวิถีชีวิตคิดถึงส่วนรวม เลยต้องปรับตัว ได้ความคิดดีๆมาปลูกฝังในตัวเราครับ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่ออสเตรเลียมากที่สุด (อย่างละ 3 ข้อ)

ชอบ:
คุณภาพชีวิต/ความใจดีเปิดกว้างของคนที่นั่น/ประสบการณ์ชีวิตที่ได้รับทุกอย่าง

ไม่ชอบ:
ผมนึกนานมากๆเลย…ตัวเองตอนแรกๆที่ทำตัวไม่เข้าหลิ่วตาตามครับ สักพักถึงเรียนรู้และปรับตัวกับสังคมดีๆที่นั่น/บางทีคนที่นั่นอายุมากๆก็ต่างคนต่างอยู่ ดูเหงาๆ พี่คนไทยบางคนอยู่สิบๆปีบ่นอยากกลับไทย/คนท้องถิ่นที่เห็นแก่เงิน ที่เจอน่ากลัวมากครับ เป็นธรรมดาทุกที่มีคนดีและไม่ดี

Q: Quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

ตัวเราเองครับที่สอนชีวิตได้ดีที่สุด ขอให้ได้ข้อคิดจากประสบการณ์ขีวิต ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นสิ่งช่วยชี้ให้เข้าใจสัจธรรม แล้วมาปรับใช้ครับ

Q: สุดท้ายนี้…ขอให้เติมช่องว่างว่า

ขั้นตอนแรกสุดที่เราต้องทำ…หากอยากมาใช้ชีวิตที่ต่างประเทศคือ “ศึกษาข้อมูล เตรียมใจเปิดใจ ให้สนุกกับสิ่งที่ได้พบเจอทุกอย่างครับ”

Facebook Comments