จุ๊บ แม่บ้านญี่ปุ่นลูก 2 ทำธุรกิจออนไลน์ที่สร้างรายได้มากกว่าเงินเดือนที่ไทย

0
1440
ทอย จากเด็กสถาปัตย์ ม.อัสสัมชัญ สู่ Branding Expert ในอเมริกา

Q: แนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อจุ๊บค่ะ แรกเริ่มเรียนเอกภาษาญี่ปุ่น คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรค่ะ เรียนจนจบปี 3 แล้วนะ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจทิ้งตรงนั้นไปสอบทุนมหาวิทยาลัย Ritsumeikan Asia Pacific University ด้าน Hospitality & Tourism เรียนจบ 4 ปีก็กลับไทยไปทำงานเป็นล่ามเลขาบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง 2 ปี และสุดท้ายก็กลับมาญี่ปุ่นอีกครั้งคือแต่งงานกับสามีคนญี่ปุ่น มาเป็นแม่บ้านเต็มตัวและเป็น creator เสื้อผ้าแฮนด์เมดขายทางออนไลน์และเลี้ยงลูกเล็กๆอีก 2 คนไปด้วยค่ะ

และก็ทำเพจ “Happy Mommy Journey แม่บ้านญี่ปุ่นเลี้ยงลูก” คะ เป็นไดอารี่การใช้ชีวิตแม่บ้านญี่ปุ่น เลี้ยงลูก และออกเดินทางท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ฝากติดตามอ่านเรื่องราวขำๆเพลินๆของแม่บ้านมือใหม่กับ 2 หนุ่มลูกครึ่งวัยแสบนะคะ ขอบคุณค่ะ www.facebook.com/happymommyjourney

Q: จุ๊บได้ทุนไปเรียนต่อประเทศญี่ปุ่นได้ยังไงคะ คือเราเรียนเก่งอยู่แล้วหรือเปล่า

ไม่ใช่คนเรียนเก่งค่ะ เป็นเด็กหลังห้องด้วยซ้ำ จำได้เลยตอนเรียนที่อักษรฯโดนอาจารย์เรียกตอบตลอดเพราะขี้เม้าท์ แต่ก็ไม่ได้เกเร ไม่โดดเรียน โชคดีที่มีเพื่อนเรียนเก่งช่วยติว ทำให้คะแนนโอเคเลย แต่เรียนมา 3 ปี ก็ยังพูดญี่ปุ่นไม่ได้ซักที เลยมีความคิดอยากไปเรียนที่ญี่ปุ่น แล้วบังเอิญได้คุยกับรุ่นน้องที่เคยได้ทุนนี้มาก่อน ก็เลยตัดสินใจลองเลย! ตอนนั้นทุกคนคัดค้านเพราะเหลืออีกปีเดียวก็จะจบแล้ว แต่เราดื้อ คิดแค่ว่าถ้าไปแล้วเราจะพูดได้ ก็ไม่เสียดาย ก็ไปเลย!

Q: ญี่ปุ่นกับไทยมีวัฒนธรรมที่ต่างกันมากๆ อยากให้พี่จุ๊บยกตัวอย่างข้อแตกต่างหลักๆให้รู้จักกันหน่อย

คือทุนที่ได้มา เป็นของมหาวิทยาลัยอินเตอร์ที่มีคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติสัดส่วนครึ่งๆ สิ่งที่ตอนแรกเรานึกว่าจะได้แค่ภาษา มันกลับเป็นเราได้เรียนรู้อย่างอื่นจากความหลากหลายของเพื่อนหลากหลายเชื้อชาติด้วย ได้ทำกิจกรรม เข้าชมรมที่เราไม่เคยคิดจะทำตอนอยู่ไทย แต่ที่นี่เค้าทำกันจริงจังยิ่งกว่าเรียนหนังสืออีก ถึงจะยังเทียบกับคนญี่ปุ่นจริงๆไม่ได้ แต่สรุปคือได้ความจริงจังและยึดกฎ ยึดระเบียบของคนญี่ปุ่นในการทำหน้าที่ของตัวเอง มาแบบไม่รู้ตัว

แล้วอะไรหลายๆอย่างที่เราเจอตอนสมัยเรียน เลยช่วยให้เข้าใจคนญี่ปุ่นมากขึ้น พอแต่งงานมาอยู่ญี่ปุ่นอีกทีจริงๆเลยเจอ culture shock น้อยมาก ปรับตัวได้ดีเลย

Q: เจอเรื่องอะไรพีคๆกับชีวิตที่ญี่ปุ่นมาบ้าง

เรื่องแรกน่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงลูกตัวคนเดียวแบบ 24 ชั่วโมงไม่มีพี่เลี้ยงนี่แหละสุดๆแล้ว มีลูกคนแรกว่ายากแล้ว พอมีคนที่ 2 ติดๆกันยิ่งแบบ โอ้ยยย! ชีวิตมีอะไรเหนื่อยกว่านี้อีกมั้ย

ส่วนอีกเรื่องคือการเลี้ยงลูกไปด้วยแต่ก็ทำงานหารายได้ในแบบที่ตัวเองชอบไปด้วย คือทำธุรกิจงานแฮนด์เมดที่ตัวเองถนัดสร้างรายได้ ที่พีคคือมันสร้างรายได้ มากกว่างานประจำที่เคยทำตอนอยู่ไทยอีกซะอีก คือก่อนหน้านี้เรามองอิมเมจของแม่บ้านคือการเลี้ยงลูก ทำกับข้าว ทำงานบ้าน รอเงินสามี แต่พอเรามีการวางแผนเตรียมตัวก่อนมาตั้งหลักปักฐานมาแล้วระดับหนึ่ง มันทำให้เราอยู่ที่นี่ได้อย่างมีความสุขค่ะ มีทั้งพื้นที่ของครอบครัวและตัวเองได้ในเวลาเดียวกัน หน้าที่แม่บ้านที่เป็นงานหลักก็ทำได้ หน้าที่สานฝันตัวเองก็ยังทำได้ นี่คือสุขสุดๆแล้วค่ะ

Q: ว้าว!!! ธุรกิจแฮนด์เมดที่ทำรายได้มากกว่าตอนอยู่ไทยนี่มันมายังไงคะ

ช่วงเรียนจบเคย internship ที่บริษัทในโตเกียว แล้วมันเครียดมาก บรรยากาศในที่ทำงานก็ไม่ค่อยดี กลายเป็นฝังใจแอนตี้การทำงานประจำไปเลย ต้องบอกว่ารุ่นพี่ รุ่นน้องหลายคนเค้าได้ทำงานที่นั่นอย่างมีความสุขค่ะ แต่เราโชคร้ายเอง

เลยคิดว่ากลับไทยดีกว่า พอจะแต่งงานคิดตอนนั้นว่าจะมีงานอะไรที่เราชอบแล้วทำอยู่บ้านได้ ก็มาเป็นการตัดเสื้อผ้าขายค่ะ ญี่ปุ่นเค้าค่อนข้างนิยมงานแฮนด์เมด เราขายแพงได้ เป็นตลาดที่ลูกค้ายอมจ่าย มีกำลังซื้อ ก็เลยคิดว่าน่าจะไปได้ดี

มีเวลา 9 เดือนก่อนไปญี่ปุ่น ไปลงคอร์สเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าหลังเลิกงานเกือบทุกวัน ระหว่างนั้นหาข้อมูลช่องทางตลาดแฮนด์เมดในญี่ปุ่นไปด้วย ทดลองเปิดร้านออนไลน์ลงรูปตัวอย่างสินค้าไว้ให้คนมากด follow ไว้ก่อน ผลตอบรับค่อนข้างดีเลย พอมาญี่ปุ่นก็ลงมือลุยอย่างจริงจังเลยค่ะ

Q: ถ้านำวัฒนธรรมดีๆของญี่ปุ่นมาพัฒนาประเทศไทยได้หนึ่งอย่าง สิ่งนั้นจะคืออะไร

ถ้าพูดในฐานะที่ทั้งเคยเป็นเด็ก และตอนนี้ก็เป็นแม่คนแล้ว คืออยากให้ระบบการศึกษาไทยส่งเสริมการทำกิจกรรมและงานชมรมนักเรียนอย่างจริงจังเหมือนญี่ปุ่นค่ะ ทุกวันนี้เห็นลูกญาติ ลูกเพื่อนที่ไทย คือเรียนกันหนักมาก บางคนเรียนเน้นวิชาการมัน 7 วันเลย จะเอาเวลาที่ไหนไปหาตัวเองเจอคะ บางคนเสียเวลาไปกับการเรียนและการทำงานในระบบ ในกรอบแบบที่ตัวเองไม่ชอบไปถึงอายุ 30 แล้วก็ยังไม่เจอ เพราะมันเริ่มช้าไง แทนที่จะเริ่มตั้งแต่อายุ 10 ปี 20 ปี พออายุ 30 ปีก็อาจจะประสบความสำเร็จไปแล้วก็ได้

เรามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าการได้ลองผิดลองถูกทำอะไรหลายๆอย่างจะช่วยให้เราคัดสิ่งที่ไม่ชอบออกไปได้เร็ว และหาตัวเองได้ไวขึ้น อย่างน้อยก็ตั้งแต่ยังอายุไม่เยอะ จุ๊บเองก็เป็นหนึ่งในเด็กที่เคยติดกับดักทางการศึกษาแบบนั้นมา แต่อยากให้เด็กๆน้องๆรุ่นใหม่ได้โอกาสการพัฒนาและค้นพบตัวเองในแบบที่แตกต่างค่ะ

Q: ถ้าคนไทยจะไปเที่ยวญี่ปุ่น จะแนะนำให้ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง

ชอบญี่ปุ่นที่มีความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติและฤดูกาล ทำให้เค้าดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี มีทั้งความตะวันออกและตะวันตกครบเลย

ถ้าอยากเห็นความเป็นญี่ปุ๊นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ก็ต้อง จ.เกียวโตค่ะ วัด ศาลเจ้า บรรยากาศเมืองคือญี่ปุ่นสุดแล้ว แต่ถ้าอยากได้ความสวิสคือเมือง Kamikouchi จ.นากาโนะ วิวป่าสีเขียวบนวิวภูเขาหิมะด้านหลังคือสุดแล้ว ถ้าอยากได้ความฝรั่งเศสก็ต้องเมือง Biei และเมือง Furano ที่เกาะฮอกไกโด ทุ่งดอกไม้ ลาเวนเดอร์ ข้าวบาร์เลย์ นึกว่าขับรถอยู่ในยุโรปทีเดียว ขอแถมอันสุดท้ายเมืองน้ำพุร้อนที่คิดว่าสวยที่สุดคือ Kurokawa Onsen จ.คุมาโมโตะค่ะ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับญี่ปุ่น

อย่างแรกอาจจะฟังแปลกๆแต่สิ่งที่ชอบและไม่ชอบเป็นอันเดียวกัน คือความจริงจัง ยึดกฎระเบียบยิ่งชีพของคนญี่ปุ่นค่ะ สำหรับคนญี่ปุ่นกันเองเค้าอาจจะไม่มีปัญหาอะไร แต่กับเราคนไทยที่ชินกับ “ระบบหยวน” “ระบบไม่เป็นไรหน่า” จะแอบไม่เข้าใจหน่อยๆ คือเค้าตรงเป็นไม้บรรทัดกันมาก ไม่ยอมเลยถ้าไม่ถูกต้อง ใช้เหตุผลเป็นหลัก แต่มันก็เป็นข้อดีคือจะเกิดปัญหาน้อย เพราะทุกอย่างผ่านการคิดมาอย่างดี แต่แค่มันไม่ทันใจเราแค่นั้นล่ะค่ะ

เรื่องชอบคือความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต อย่างการเดินทาง สะดวกสุดๆอยากไปไหนไม่ต้องวางแผนนานเลย รถไฟ รถบัสเข้าถึงแทบทุกที่ คิดจะไปๆได้เลย ร้านสะดวกซื้อมีทุกอย่าง ที่ชอบมากคือถ่ายเอกสารได้ ส่งของแทนไปรษณีย์ก็ได้

เรื่องไม่ชอบคือการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อย แผ่นดินไหว พายุ มันเป็นความไม่มั่นคงในชีวิตแบบหนึ่งที่เราไม่รู้มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หาทางป้องกันก็ไม่ได้ด้วย อยู่เหนือความควบคุมของมนุษย์

Q: ขอหนังสือแนะนำให้ทุกคนต้องอ่าน 1 เล่ม
หนังสือ “ชีวิตดีขึ้นทุกๆด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว” ค่ะ เป็นของนักเขียนหญิงญี่ปุ่นท่านหนึ่ง ที่แปลเป็นภาษาไทย ชื่อหนังสือดูแม่บ๊านนน แม่บ้าน แต่ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ปรับใช้ได้ทั้งการทำงานนอกบ้านและในบ้าน ถ้าเริ่มจัดการตัวเองจากสิ่งเล็กๆที่เราคิดว่าไม่สำคัญ (แต่จริงๆมันสำคัญ) ทัศนคติการมองและการใช้ชีวิตมันจะเปลี่ยนได้จริงๆค่ะ

Q: Quote ไหนสอนชีวิตได้ดีที่สุด
“If you really want to do something, you’ll find a way. If you don’t, you’ll find and excuse”

“ถ้าคุณอยากทำอะไรจริงๆคุณจะเห็นทาง ถ้าไม่ คุณจะเห็นแต่ข้ออ้าง” ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานนอกบ้าน หรือแม่บ้านอย่างเราก็ตาม ถ้ามี passion และสิ่งนั้นมันสำคัญกับเรามากพอ ทุกอย่างเป็นไปได้ แค่เริ่มลงมือทำ

Facebook Comments