หวาน สาวไทย! ผู้พิชิต Roadtrip อเมริกาติดต่อกันครบ 50 รัฐ!

0
5545
หวาน สาวไทย! ผู้พิชิต Roadtrip อเมริกาติดต่อกันครบ 50 รัฐ!

Q: แนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อน้ำหวาน จบการศึกษาจากคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ตอนนี้ทำงานด้านสิ่งพิมพ์ และเปิดเอเจนซี่เล็กๆเกี่ยวกับด้านการศึกษาต่อ มีรับงานฟรีแลนซ์ด้วย ทั้งงานเขียน งานแปล ถ่ายแบบ ล่าม งานไกด์ สอนพิเศษ เรียกว่าทำทุกอย่างที่ได้เงิน 555 แต่ที่กำลังตื่นเต้นตอนนี้คือการเริ่มกลับมาปั่นงานเขียนทางบล็อคส่วนตัวหลังจากกลับอเมริกา คล้ายๆไดอารีท่องเที่ยว ทางเว็บไซต์ wanisonvacation.com และ www.instagram.com/wanisonvacation อยู่ค่ะ ฝากติดตามด้วยนะคะ

Q:อะไรทำให้หวานไปอเมริกาคะ แล้วชีวิตที่นั่นเป็นยังไงบ้าง

เริ่มจากความชื่นชอบภาษาอังกฤษเป็นพิเศษค่ะ แต่แปลกที่ไม่เคยคิดถึงประเทศอังกฤษเลย กลับไปคิดถึงประเทศอเมริกาซะอย่างนั้น คงเพราะว่าสำเนียงอเมริกันฟังง่ายด้วย แถมเป็นคนประหลาดอย่างหนึ่งคือจะชอบฝันเป็นภาษาอังกฤษ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ขึ้นม.ปลายแล้วค่ะ เลยคิดว่า เอาล่ะ! มันต้องอเมริกาแล้วล่ะ!

จนมีโอกาสได้ไป Work and Travel สมัยเรียนมหาวิทยาลัยค่ะ ตอนนั้นทำงานร้านอาหาร 3 ร้าน ที่รัฐ South Carolina ต่อมาได้มีโอกาสไปอเมริกาครั้งที่สองอีกกับโครงการ Au Pair (โครงการเลี้ยงเด็ก) หวานเห็นว่าสังคมอเมริกัน โดยเริ่มจากสถาบันครอบครัวที่ฝึกเด็กให้รู้จักความรับผิดชอบต่อสังคม การคิดถึงส่วนรวม รู้จักกล้าคิดกล้าแสดงออก กล้าตั้งคำถาม และเป็นตัวของตัวเอง ตั้งแต่อายุน้อยๆ เลยอยากที่จะศึกษาวิธีคิดของพ่อแม่ชาวอเมริกันว่าเค้ามีแนวคิดหรือวิธีการอย่างไร อย่างน้อยในอนาคตหากเรามีครอบครัวก็สามารถนำประสบการณ์และความรู้ตรงนี้มาปรับใช้ได้ค่ะ (เกลียดความมองการณ์ไกลของตัวเอง55555)

เวลาว่างนอกเหนือจากนี้หวานก็จะชอบขลุกตัวอยู่ห้องสมุด ช่วงจ-ศ.บางวันก็จะขับรถไปว่ายน้ำเล่นที่ทะเลสาปแถวบ้าน มีจ๊อคกิ้งบ้าง นัดทานข้าวกับเพื่อนหรือเดินช็อปปิ้งตามประสาผู้หญิงบ้าง เสาร์อาทิตย์ก็จะขับรถไปนอกเมืองเพื่อไปขึ้นเขาหรือเดินป่าค่ะ เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่มีความทรงจำที่ประทับใจมากมายเลยค่ะ

Q: ชีวิตพี่เลี้ยงเด็กที่อเมริกาเป็นยังไงบ้าง สนุกมั๊ย

หวานเองได้มีโอกาสดูแลน้องทั้งหมด 6 คน มีอายุ 2 เดือน 1.5 ขวบ 4 ขวบ 5 ขวบ 6 ขวบ แล้วก็ 8 ขวบ เรียกได้ว่ามาครบทุกช่วงวัยที่ต้องการ เราได้ดูแลน้องตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับตา! เรียกว่าเป็นทุกอย่างให้เธอแล้วยกเว้นคลอดเธอออกมา 5555 โดยหลักๆที่บ้านเน้นดูแลโภชนาการ ทำกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการน้องให้เหมาะสมตามแต่ละช่วงวัย และการสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ดีให้เด็กด้วยค่ะ นอกจากนี้ก็ยังต้องไปลงเรียนเพื่อเก็บหน่วยกิตที่มหาวิทยาลัยด้วย โดยรวมแล้วเหนื่อยมากแต่ก็รู้สึกสนุกและมีความสุขมากเช่นกันค่ะ

Q: เห็นหวานพึ่งไป roadtrip มากกว่า 50 รัฐในอเมริกามาด้วย…เจออะไรบ้าง ลุยอะไรมาบ้าง

โอ้โห! เล่าสามวันก็ไม่จบค่ะว่าเจออะไรมาบ้าง ทั้งโหด มัน ฮา มากๆ การไปเที่ยวของหวานครั้งนี้เหมือนเป็นการส่งท้ายชีวิตที่อเมริกา เพราะที่บ้านไม่อยากให้ไปไหนแล้ว เลยจัดเต็มสุดๆไปเลย หวานทำ “ทุกอย่าง” ที่ทำได้ ตั้งแต่ปีนเขา เข้าถ้ำ ฝ่าทะเลทราย ต้องกางเต๊นท์นอนในถุงนอนทุกวัน บางวันไม่ได้กางเต๊นท์ ก็ต้องนอนกลางดินกลางทรายแบบนั้นเลย น้ำไม่ได้อาบเพราะไม่มีห้องน้ำ (ไปเที่ยวแต่ทำไมชีวิตรันทดจัง555) ทำกับข้าวกินเองทุกมื้อ เป็นทริปที่หฤโหดมากค่ะ ถ้ารวมระยะทางที่เดินทางทั้งหมดก็เกือบ 35,000 กิโลเมตร กินเวลาทั้งสิ้นประมาณ 4 เดือน โชคดีที่ได้เพื่อนๆร่วมทริปอีก 9 คน เลยรู้สึกว่าถึงลำบากแค่ไหนเราก็จะผ่านมันไปได้ค่ะ

Q: เอาเป็นว่า “การไป roadtrip มาครั้งนี้…ชีวิตได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง”

สำหรับหวานคือการได้รู้จักการปรับตัวค่ะ เนื่องจากทริปนี้มีเพื่อนต่างชาติมาจอยด้วย ซึ่งต่างคนต่างไม่รู้จักกันมาก่อน ตอนเข้ากลุ่มใหม่ๆก็รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกกว่าเพื่อน ด้วยความที่เป็นเอเชียคนเดียว คนอื่นก็มาจากยุโรปกันหมด เช่น อังกฤษ สวิสเซอร์แลนด์ สก็อตแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ติดๆกันจนแทบจะกลืนเป็นประเทศเดียวกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเค้าก็จะมี inside joke เกี่ยวกับภูมิภาคของเค้าเอง ส่วนเราจะรู้เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับแถบเอเชียและอเมริกา รู้สึกโลกแคบหน่อยๆ555

ตอนนั้นก็แอบเครียดเรื่องสำเนียงที่ฟังยากกว่าสำเนียงอเมริกัน แล้วก็กลุ้มใจว่าทำยังไงถึงจะเข้ากับเพื่อนๆได้นะ แถมการอยู่กับเพื่อนที่ต่างภาษาต่างวัฒนธรรมนั้นว่ายากแล้ว การต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลาเป็นระยะเวลาหลายเดือนนั้นยากกว่าค่ะ เพราะแต่ละคนย่อมมีความชอบ ไลฟ์สไตล์ และความเห็นต่อเรื่องบางเรื่องไม่ตรงกัน แต่จะทำยังไงให้มันไปด้วยกันได้เพราะเราคือกลุ่มเดียวกัน ถ้ามีกิจกรรมไหนที่เราต้องทำร่วมกัน ก็ต้องระดมความคิด และประนีประนอม

ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น เราจะมีการแบ่งเวรทำอาหาร ก็ต้องคิดแล้วว่าจะทำอะไร เพื่อนคนนึงเป็นวีแกน คนหนึ่งสายเนื้อไม่กินผัก บางคนไม่กินอาหารที่มีไขมันหรือใช้น้ำมัน แต่เราเลือกทำได้แค่เมนูเดียว ทำยังไงถึงจะอยู่ตรงกลางแล้วทุกคนพอใจ ช่วงแรกๆวันไหนเป็นเวรทำดินเนอร์นี่กุมขมับล่วงหน้าสามวันเลยค่ะ5555 แต่หลังๆก็เริ่มจับทางแต่ละคนได้ เริ่มคล่องว่าคนนี้ชอบแบบนี้นะ เป็นแบบนี้นะ คิดแบบนี้นะ ปรับจูนกันมาเรื่อยๆ สุดท้ายก็ผ่านมาได้ด้วยดีค่ะ กลายเป็นว่ารู้สึกผูกพันกับเพื่อนกลุ่มนี้มากเพราะผ่านอะไรๆหลายๆอย่างระหว่างทริปมาด้วยกัน

Q: “ก่อนไปอเมริกา” ต่างจาก “หลังไปอยู่อเมริกา” ยังไงบ้างคะ

ตั้งแต่ก่อนไปอเมริกาเป็นคนที่ค่อนข้างจะ Independent อยู่แล้ว อย่างเช่นตอนเรียนมหาวิทยาลัย ปกติเพื่อนๆจะชอบจับกลุ่มลงเรียนวิชาเลือกต่างๆด้วยกัน แต่สำหรับหวานถ้าวิชาไหนที่หวานอยากลงเรียนไม่มีเพื่อนคนไหนสนใจ หวานก็ลงเรียนคนเดียวค่ะ คือเรียนกับเพื่อนนอกคณะไปเลย ถือคติว่าถ้าอยากเรียนต้องได้เรียน เพื่อนเดี๋ยวค่อยหาในคลาสก็ได้ พอมาอยู่อเมริกาด้วยลักษณะลักษณะสังคมเลยเหมือนยิ่งส่งเสริมนิสัยแบบนี้ให้ไปกันใหญ่เลยค่ะ 5555 ถามว่าโตขึ้นไหม? โตขึ้นแน่นอนค่ะ

เปรียบเทียบกับตอนอยู่ที่ไทย เนื่องจากบ้านหวานอยู่ต่างจังหวัด ก็ต้องเข้ามาเรียนในกรุงเทพ ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง พึ่งพาตัวเอง อยู่คนเดียวมาตั้งแต่อายุ 18 แต่พอมาอยู่กับโฮสแฟมิลีที่อเมริกา นอกจากจะต้องดูแลตัวเองในทุกๆด้านแล้ว ยังมีบทบาทในฐานะของการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอเมริกัน และรับผิดชอบ Host Kids ที่เราดูแลอยู่ด้วยค่ะ

คือเราต้องตัดสินใจทุกเรื่องที่เกี่ยวกับบ้าน ครอบครัว และเด็ก ด้วยความรอบคอบและมีประสิทธิภาพ เพราะโฮสมัมโฮสแด๊ดมอบอำนาจทุกอย่างในบ้านให้เราจัดการ ดังนั้นเราต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ฉับไว แต่ต้องมีเหตุผล คิดถึงประโยชน์หรือผลกระทบที่ตามมาเสมอ

จากตอนแรกที่หวานเป็นแค่เด็กวัยรุ่นคนนึง ที่โอเค เรารับรู้ว่าชีวิตการเรียนเป็นยังไง ชีวิตการทำงานเป็นยังไง มันก็เหนื่อยแหละ แต่ก็เป็นการรับผิดชอบแค่ชีวิตของเรา แต่ตอนนี้ที่เพิ่มเติมคือหวานได้รับรู้ถึงการได้รับผิดชอบชีวิต “คนอื่น” ที่ทำให้รู้สึกเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นค่ะ เรารู้ซึ้งเลยว่าการจะดูแลคนหนึ่งคนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพต้องเหนื่อย ทุ่มเท อดทน และเสียสละแค่ไหน นอกจากจะได้เฝ้าดูการเติบโตของน้องแล้ว ตัวเราเองก็เติบโตทางด้านจิตใจไปพร้อมๆกับเด็กด้วยเช่นกันค่ะ

รู้สึกเหมือนเป็นผู้ใหญ่คนนึงที่มีครอบครัวต้องรับผิดชอบยังไงยังงั้น ตอนนี้ความรู้สึกก็เลยไม่ต่างอะไรกับคนมีลูกแล้วเลยค่ะ5555

Q:ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่ “พีคที่สุด” ในชีวิตที่อเมริกามา 1 เรื่อง

เรื่องที่พีคที่สุด ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ตัวเองตัดสินใจออกเที่ยวแบบ Road Trip ทั้ง 50 รัฐครั้งนี้ค่ะ จุดพีคคือ การมาเที่ยวครั้งนี้เหมือนมาเข้าบ้าน AF ค่ะ!!! โดยทริปนี้จะมีด้วยกันทั้งสิ้น 9 คน แบ่งเป็นผู้หญิง 6 ผู้ชาย 3 โดย 5 คนมาจากอังกฤษ อเมริกา 1 สวิสเซอร์แลนด์ 1 สก็อตแลนด์ 1 และดิฉัน ฟรอม ไท้ยแลนนนนด์ (เสียงมิสแกรนด์) อีก 1 ค่า เอ…แล้วมันพีคตรงไหนเหรอ? มันพีคตรงที่ต่อจากนี้เราต้องตัวติดกับเพื่อนทั้ง 8 คนทุกวัน วันละ 24 ชั่วโมง เป็นเวลาหลายเดือนเต็มๆ!

อยู่ประเทศไทยไม่เคยแม้แต่อยู่โรงเรียนประจำ อยู่อเมริกาก็อยู่กับโฮสแฟมิลี ออกไปเที่ยวหรือไปนอนบ้านเพื่อนก็เฉพาะเสาร์อาทิตย์ ซึ่งไม่ใกล้เคียงกับการต้องเป็นเอเชียผมดำคนเดียวท่ามกลางกลุ่มเพื่อนผมบลอนด์ตาฟ้าที่เค้ามาจากทวีปเดียวกันและต้องอยู่ด้วยกัน 24 hr เลย ต้องปรับตัวสุดๆ ไหน เธอเม้ามอยกันเรื่องราชวงศ์อังกฤษเหรอ? ได้! ฉันคุยด้วย! 55555 คือเค้าคุยเรื่องอะไรที่เราไม่รู้เรื่องหรือมันดูห่างไกลประเทศแถวเอเชียหรืออเมริกาที่เราคุ้ยเคยมากๆเราก็ไปทำการบ้านมาก่อนเลยค่ะ ไหนอังกฤษมีอะไรบ้าง สวิสเป็นยังไง สก็อตแลนด์มีทางรถไฟแฮรี่พอตเตอร์หรอ โอเค! โดยที่เราก็แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของเราไปพร้อมๆกันด้วยค่ะ จริงๆถ้าให้เขียนเล่าเรื่องนี้ออกมาทั้งหมดน่าจะออกพ็อกเกตบุ้คได้เล่มนึงเลยเพราะมันยาว55555

อุปสรรคต่อมาคือเรื่องสำเนียง! สำเนียงที่ฟังยากที่สุดคือสำเนียงเพื่อนในทริปจากกลาสโกลวค่ะ
แทบร้องไห้ ต้อง excuse me? วันละร้อยรอบ แต่เพื่อนก็ใจเย็นมาก พูดทวนให้ฟังตลอด ส่วน majority ของกรุ้ปได้แก่สำเนียงบริทิช ซึ่งมีความสตรองมากถึงมากที่สุด แถมมาจากหลากหลายเมือง ตอนแรกคิดว่าสำเนียงบริทิชก็คงจะเหมือนๆกันหมด แต่ความเป็นจริงคือไม่ใช่ ฟีลลิ่ง! เหมือนคนพูดภาษาไทย แต่อีกคนสำเนียงพัทลุง อีกคนสำเนียงสุพรรณ ร้องไห้ในใจตลอดเวลาเพราะรู้สึกว่าตัวเองโง่ค่ะ ทำไมฟังบางคำไม่ออก เป็นแบบนี้อยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ก็ดีขึ้น จนตอนหลังจับได้หมดแทบทุกคำ ตอนนี้ก็เลยรู้ว่าของทุกอย่างต้องใช้เวลาค่ะ ถ้าเราคุ้นเคยเราก็จะเริ่มชินกับมัน ถ้ามีสิ่งที่อยากจะแชร์กับคนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษก็คือเรื่องนี้เลยค่ะ อย่าท้อ! พยายามเซอร์ราวด์ตัวเองด้วยภาษาอังกฤษ ฝึกพูดภาษาอังกฤษกับเพื่อน อย่าอายที่จะพูด พูดผิดก็ไม่เป็นไรแต่ขอให้ได้พูด ฝึกฟังจากเพลง หนัง เจ้าของภาษา มันช่วยได้มากจริงๆนะคะ

Q: หวานมี “ความสำเร็จ” อะไรที่ตัวเองภูมิใจมากที่สุดในชีวิต

ตั้งแต่เล็กจนโต สิ่งที่หวานคิดว่าทำได้ดีมาตลอดคือเรื่องเรียนค่ะ เหมือนที่มิสยูนิเวิร์สของไทยคนล่าสุดบอกว่า ความสวยไม่ได้ทำให้ผู้หญิงฉลาด ความฉลาดต่างหากที่ทำให้ผู้หญิงสวย! เลยจะค่อนข้างจริงจังเรื่องเรียนค่ะ เพราะถ้าไม่มีดีเรื่องเรียนก็ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว5555555 สิ่งที่ภูมิใจมากที่สุดคือสมัยเรียนม.ต้น-ม.ปลายคือการได้รางวัลเรียนดีทุกปี และจบมหาวิทยาลัยด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ที่ภูมิใจยิ่งกว่านั้นคือการได้ขึ้นรับเข็มรางวัลเรียนดี “ทุนภูมิพล” พระราชทานกับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ค่ะ

ส่วนในด้านการทำงานคิดว่ายังไม่สำเร็จนะคะ แต่ก็ภูมิใจที่ตัวเองหาเงินใช้เองได้ตั้งแต่เริ่มเข้ามหาวิทยาลัย มีกิจการเล็กๆของตัวเอง จนมีเงินเก็บก้อนใหญ่ และเอาเงินนั้นมาทำตามความฝันตัวเองได้ค่ะ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวชีวิตที่ US มากที่สุด

สิ่งหวานประทับใจที่นี่มีหลายเรื่องมากค่ะ ทั้งบ้านเมืองที่สะอาด เป็นระเบียบมากๆ มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี อาหารไทยที่นี่ที่หาง่ายมาก รวมทั้งการมี mindset & attitude ที่ดีของคนที่นี่ค่ะ

ส่วนเรื่องที่ไม่ชอบ คือ การเหยียดเรื่องเชื้อชาติหรือสีผิว หวานยังไม่เคยเจอกับตัวเองและยังไม่เคยเกิดเหตุกับคนรอบข้างนะคะ แต่เท่าที่เห็นจากในอินเทอร์เน็ตคือมันยังมีอยู่แน่ๆค่ะ เราก็พยายามเป็นตัวแทนที่ดี แสดงให้เค้าเห็นว่าเราก็เป็นเอเชียที่มีคุณภาพค่ะ

Q: mindset & attitude ที่หวานประทับใจนี่คือด้านไหนคะ

  • อันดับแรกเลยทุกครั้งที่เจอเพื่อนเค้าจะถามว่าเธอสบายดีไหม อัพเดตชีวิตให้ฟังบ้าง และไม่ตัดสินคนอื่นว่าแต่งตัวเซ็กซี่เป็น whore หรือสักตามตัวเป็น bad guy ค่ะ เพราะเรามองว่ามันเป็นศิลปะและเป็นสิทธิส่วนตัวมากกว่า
  • สังคมที่นี่ทำให้หวานรู้สึกว่าเราเท่ากัน ขออ้างอิงเฉพาะประสบการณ์ที่หวานเจอนะคะ ใน circle เดียวกันหวานมีเพื่อนทั้งที่เป็นระดับเมเนเจอร์บริษัทเอกชน ครูสอนโยคะ แพทย์ พนักงานเสริฟ เจ้าของฟาร์ม ทนายความ ช่างตัดผม พนักงานดับเพลิง ทุกคนเป็นเพื่อนกันหมดเลย คือเราคบกันเพราะเข้ากันได้ ไม่ใช่คบกันที่รายได้ค่ะ
  • เพื่อนชาวอเมริกันหรือแม้จากแถบอเมริกาใต้จะไม่มีการมาถามซอกแซก พูดเล่น หรือแซวกันในเรื่องส่วนตัวค่ะ เพราะถือว่า rude อยู่ด้วยแล้วสบายใจสุดๆไปเลย
  • ไม่มีเรื่อง body shaming มาให้รบกวนจิตใจเลย ใครใคร่ใส่อะไร ใส่! ทุกวันนี้ก็เลยใส่ชุดออกกำลังกายรองเท้ากีฬาแม้ไม่ได้ไปยิม555 เพราะใส่สบาย ซักง่าย เป็นชุดเรียบๆไม่หวือหวา แล้วก็คล่องตัวค่ะ

Q: Quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุดสำหรับหวาน

“It’s NOW or NEVER” ค่ะ สั้นๆ ของบางอย่างเรื่องบางเรื่อง มีเงินมากมายแค่ไหนก็ทำไม่ได้เพราะอาจจะติดเรื่องเวลา หน้าที่ ความรับผิดชอบบางอย่าง หรืออื่นๆ ท่องไว้เลยค่ะ ถ้าโอกาสมาถึงแล้ว ให้มั่นใจในตัวเอง และคว้ามันไว้! เพราะนี่อาจจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของชีวิตคุณ

Q: ขอให้ช่วยแนะนำหนังสือที่ทุกคนควรดู 1 เรื่อง

หนังสือที่ชอบและกำลังอ่านอยู่ตอนนี้คือ หนังสือชื่อ “100 Deadly Skills” ของ Clint Emerson อดีตนายทหารหน่วย SEAL กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาค่ะ ตอนนี้มีฉบับแปลไทยแล้วด้วยกัน 2 เอดิชั่น ชื่อ “100 เทคนิคลับของหน่วยซีล” แปลโดยสรศักดิ์ สุบงกช สำนักพิมพ์ไดร์ฟ เล่มนี้จะเป็นคู่มือเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์ ตั้งแต่วิธีการดูดาวเพื่อหาเส้นทาง การเอาตัวรอดในป่า บนภูเขา ทะเลทราย หิมะ ทะเล ไปจนถึงสอนทำเครื่องมือสะเดาะกุญแจ (ใช้เพื่อหลบหนี ไม่ใช่เพื่อย่องเบาเข้าบ้านคนอื่นนะคะ 5555) ถ้าเราอยู่ในภูมิประเทศที่ไม่คุ้นชิน สถานการณ์ที่ไม่คาดฝันจากภัยธรรมชาติหรืออื่นๆ ก็อาจเกิดขึ้นกับเราได้ค่ะ หนังสือเล่มนี้คือ must read และใช้ประโยชน์ได้จริงสำหรับหวาน

Q: ฝากอะไรไว้กับคนไทยที่อยากเจริญรอยตามหวานหน่อยค่ะ

ต้องกล้าที่จะฝันค่ะ ฝันให้ใหญ่ไว้มากๆ แล้วความเป็นจริงจะปรับความฝันเราให้เหมาะสมเข้าที่เข้าทางเอง เมื่อหลายปีก่อน หวานเคยอ่านกระทู้พันทิปที่มีคนมาตั้งกระทู้ถามว่า มีใครเที่ยวอเมริกาครบทุกรัฐแล้วบ้าง

ตอนนั้นจินตนาการว่าตัวเองเข้าไปตอบคอมเม้นค่ะว่า It’s me! ฉันเอง ฉันเอง! แต่ตอบไม่ได้เพราะ 1. จริงๆฝันว่าจะได้เดินทางไปทุกประเทศในโลก โอโห…dream big 2. แม้แต่อเมริกาที่เคยไปมารอบนึงตอน WAT มีเดือนเที่ยวหนึ่งเดือนเต็มๆก็ยังเที่ยวไม่ทั่วเลยเพราะเป็นประเทศที่ใหญ่มาก แต่ตอนนั้นก็คิดเลย ว่าสักวันจะต้องเป็นคนคนนั้นค่ะ ถึงจะยังเที่ยวรอบโลกไม่ได้ แต่ก็เป็นผู้หญิงไทยคนเดียวที่เที่ยวอเมริกาติดต่อกันครบ 50 รัฐ…วันนี้หวานทำสำเร็จแล้วนะคะ!

Facebook Comments