สมาย “คิดถูก!” ที่ลาออกจากตำแหน่ง ผจก. มา “เรียนต่ออิตาลี”

0
1174
สมาย “คิดถูก!” ที่ลาออกจากตำแหน่ง ผจก. มา “เรียนต่ออิตาลี”

Q: แนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อเล่นชื่อสมาย ชื่อจริงชื่อ อธิษฐานคะ จบอนุบาลถึงม.ต้น ที่ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย จบม.ปลาย เอกญี่ปุ่น ที่ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิง สิงหเสนี) จบปริญญาตรี อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกปรัชญา โทญี่ปุ่นคะ ตอนนี้เรียนอยู่ที่ Istituto Marangoni ที่ Florence, Italy สาขา Fashion business and marketing

ประสบการณ์ทำงาน เริ่มต้นแรกเริ่มจริงๆเลย มายเคยทำงานอยู่ประมาณ เกือบ 5 เดือนเป็น Sale coordinator แต่ทำได้สักพักตามระยะเวลาที่บอก มายก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่า งานมันไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำไปจนแก่ คือ พูดง่ายๆ มายไม่เห็นภาพตัวเองทำงานที่นี่ไปถึง30 (ตอนนั่นอายุ 22 เอง) 5555 มายเลยตัดสินใจลาออก แล้วมาสมัครงานด้านสาย Fashion ซึ่งในที่นี้คือ บริษัท ยูนิโคล่ ไทยแลนด์

มายเป็นรุ่นแรก รุ่นบุกเบิกของการก่อตั้งบริษัทยูนิโคล่ไทยแลนด์ มายทำงานทั้งหมดมาได้ 6 ปี 6 เดือน สิ่งที่ภูมิใจที่สุดของการทำงานที่นี้คือ เป็นรุ่นแรกที่นำคนไทยเปิดร้านเซนทรัลเวิลซึ่งเป็นสาขาแรกและสาขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและมายเป็นหัวหน้าแผนก In-Store merchandising ในระยะเวลา 3 ปีต่อมา..

มายเป็นคนสร้างแผนกและเป็นหัวหน้าคนไทยคนแรกที่นำทีมคนไทยทั้งหมด 7 คน (รวมมายเป็น 8) มายมีตำแหน่งหน้าที่การตัดสินใจเนื้องานเท่ากับคนญี่ปุ่นคะ (สาวไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก)

ตอนนี้มายทำเพจ Smile.Multi.Stories เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต แรงบันดาลใจของมายในต่างประเทศ และสำหรับทุกคนที่อยากจะรู้เรื่องสานแฟชั่นและศิลปะ ติดตามมายได้นะคะ

Q: อยู่ไทยมีงานดีๆ ทำไมหรืออะไรเป็นเหตุให้เราไปเรียนต่อประเทศอิตาลี

มายมีสองจุดเหตุผลใหญ่ๆ ที่ตัดสินใจลาออกจากยูนิโคล่แล้วมาเรียนต่อ..
1. มายอยู่จุดที่ทำความฝันเสร็จแล้ว เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้บรรลุเรียบร้อย คือการสร้างแผนก และสร้างตำแหน่งหน้าที่การงานให้กับน้องๆในทีม และคนในบริษัท

2. มายไปสมัครงานที่ดิสนีย์ สิงคโปร์มา “เค้าไม่รับ..” มันเลยทำให้เรา “ตกผลึก” ว่า “เรายังไม่รู้อะไรอีกเยอะในเมื่อสมัครงานบริษัทระดับโลกแล้ว…มายไม่ใช่คนที่เค้าต้องการ” พอจะรู้ตัวแล้วว่าเราไปไหนต่อระดับโลกไม่ได้..ก็เลยตัดสินใจมาอิตาลีเพื่อ “เรียนเพิ่ม” ค่ะ

Q: คิดนานมั๊ยที่ “ออกจากงานที่เราชอบ ทำได้ดี และมีความชำนาญ เพื่อมาเรียนต่อ”

คือมายก็เคยคิดเหมือนกันว่า “ถ้าลาออกแล้ว จะทำอะไรดีวะ?” แต่คิดว่า “คิดถูกมากที่มาเรียนและลาออก” เพราะว่า อย่างแรกตอนนี้จะมีความรู้ทางวิชาการเพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างที่สองคือการค้นพบความสามารถตัวเองที่ซ่อนอยู่

คือมันคุ้มจริงๆสำหรับการลงทุนความรู้ให้ตัวเอง มันไม่ต่างนะ ทำธุรกิจแล้วเรียนรู้ไปกับสิ่งที่ทำ กับมาเรียนทฤษฎีจากโรงเรียนแล้วค่อยเอามาปรับใช้กับธุรกิจจริง

แต่สิ่งที่ต่างคือ มาเจอคนที่เป็นแรงบันดาลใจ มาเจอข้อคิดเห็นใหม่ๆ มาเจอคนที่เจ๋งๆ (เมื่อก่อนมายเคยคิดว่าเราแน่! เราเจ๋ง! ทำงานมานาน.. เห้ยยย มันมีคนนานกว่าเราอีก!! ก็ลดอัตตา ความหยิ่งผยองในความรู้ลงไปอีก พื่อเรียนรู้กับคนเหล่านี้ให้มากที่สุด)

Q: ทำไมถึงต้องเป็นอิตาลี ทำไมไม่ใช่เมกา หรืออังกฤษที่คนเค้าเลือกไปเรียนต่อกัน

สาเหตุที่เลือกอิตาลี และเป็นเมือง ฟลอเรนซ์ เพราะสถาบันและจริตวัฒนธรรมการเป็นอยู่ของที่นี่เลย

มายได้มีโอกาสไปเที่ยวหัวเมืองต่างๆในแฟชั่นระดับโลกมาหมดแล้ว ทุกที่คือ “ทุกเมือง” 5555 นิวยอร์ค ปารีส ลอนดอน มิลาน แต่เค้ามีการใช้ชีวิตจริงค่อนข้างเร่งรีบ จำนวนคน ความต้องการต่างๆที่แข่งขันกันตลอดเวลา

ในขณะที่ฟลอเรนซ์ เป็นเมืองที่มายชอบมากๆ ตั้งแต่มาเที่ยวสมัยเด็กกับที่บ้านชอบ ถึงขั้นตั้งมั่นไว้ว่า ถ้าแต่งงาน จะมาฮันนีมูนที่นี่ 5555 มันเป็นเมืองศิลปะ เป็นต้นกำเนิดแบรนด์ระดับโลกดังหลายแบรนด์ เมืองมีเรื่องราว และเล็กพอที่จะเรียนรู้ ถนนทุกเส้น พิพิธภัณฑ์ งานศิลปะต่างๆ มีอยู่เต็มที่จะให้เรียนรู้

มายตัดสินใจมาเรียนต่อรวดเร็วมาก ไม่มี Second thought เลย แม้จะพูดภาษาอิตาเลี่ยนไม่ได้เลยก็ตาม

Q: ช่วงเล่าชีวิต การเรียน การสอนในอิตาลีให้ฟังหน่อย สนุกมั๊ย เครียดมั๊ย

สนุกนะ สนุกเพราะเจอครูที่ดี และเพื่อนร่วมห้องก็ดีด้วย ในห้องมีกัน แค่6 คน หรือเรียนรวม มากสุดก็ 12 คน จำนวนคนทำให้ครูกับนักเรียนเข้าถึงได้ง่าย และบรรยากาศในห้องเรียนก็เป็นกันเอง ส่วนการเรียน ครูไม่มีสไลด์อะไรเลย ครูคือความรู้ และคอมเม้นของครูที่ให้ต่อนักเรียนทุกคนหลัง presentation เป็นเนื้อหาของวิชา มายว่ามันเจ๋งมาก คือ ทุกคนเรียนรู้จากกันและกัน

Q: ขอทิปการเรียนเมืองนอกให้มัน “คุ้มค่า” มากที่สุด

มายคิดว่ามันเป็น “การสังเกตตนเองให้แน่ชัด” ว่า…ทำไมเราถึงมาที่นี้? ทำไมเรามาเรียน? เราชอบมันจริงๆใช่มั้ย? เมื่อเรา “เข้าใจ” และ “ตั้งใจ” มันจะออกมาเป็น ความสุขกับการเรียน เพราะเรารู้ว่าเรามีเป้าหมายที่จะพิชิต
ตื่นมาตอนเช้า มันจะรู้สึกตื่นเต้นตลอดเวลา ว่าวันนี้จะได้เรียนอะไร หรือ ทุก Presentation รอครู feedback กลับมา เพราะเราอยากจะทำให้งานเรา “ดีขึ้น” และ “ดีที่สุด” เท่าที่เราทำได้..

Q: วันว่างๆในอิตาลี มายทำอะไรบ้าง

วันว่างๆมายจะออกไปถ่ายรูป เดินเล่น เข้าพิพิธภัณฑ์ และออกนัดเจอเพื่อนกินข้าวบ้าง และก็ต้องมีวันแห่งความจริง คือทำความสะอาดบ้าน ซักผ้านะ 555

ข้อดีคือ มายมาค้นพบว่าเราชอบถ่ายรูป เราก็จะพกกล้องออกไปถ่ายรูป เราถ่ายคน ถ่ายขีวิตการเป็นอยู่ ถ่ายอาหาร ถ่ายตึก.. มันแสดงมุมมองที่เรามีในเวลานั้นๆนะ พอเรากลับมาดู เราจะเห็นเลย ว่าช่วงเวลานั้นๆเราสนในอะไร มุมมองเราเล็กหรือใหญ่ จากภาพถ่ายที่เราถ่าย..

Q: มีหนังสือเล่มไหนที่อยากแนะนำให้คนอื่นต้องอ่านให้ได้

“Future” คุณภิญโญ
มายว่า มันสำคัญมากกับทุกคนในสังคมที่จำเป็นที่จะต้องรู้ “หน้าที่” ของตนเอง แต่การที่จะรู้ “หน้าที่” ของตนเอง คือ “การรู้จักตนเอง” ว่าเรามีความสามารถด้านไหน เราถนัดเรื่องอะไร และเราจะทำให้มันดีที่สุดยังไง

โดยเฉพาะกับนักเรียนที่มาเรียนต่อ มันจะช่วยให้เราเห็นภาพว่า สิ่งที่เราเรียนอยู่ และหลังจากเรียนจบ เราจะทำอะไรต่อให้ใช้ประสบการณ์และความรู้ที่เรียนมาก่อประโยชน์ให้กับสังคม และตัวเราเอง (ความสุขในการได้ใช้ความสามารถของตนเองถึงที่สุด)

Q: quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

– Life is just like a rollercoaster. Up and Down. Round and Round.
– If you can dream it, you can do it

Q: มีข้อคิดแรงบันดาลใจอะไรฝากคนไทยด้วยกัน

ไม่ว่าคุณจะมาด้วยเหตุผล พ่อแม่ส่งมา, ตั้งใจมาเรียนด้วยตนเอง, ได้ทุนมา, หนีขีวิตที่ไทย มาชิวที่นอก อยากให้ใช้โอกาสในการอยู่ต่างประเทศ ด้วยการเปิดหูเปิดตา ให้เยอะขึ้น
สังเกตอีกอย่างคือ “สังเกตคนรอบข้าง” โดยเฉพาะ ครู เพื่อน และเพื่อนบ้าน แม้กระทั่งพ่อค้าแม่ค้า ยังอยากให้สังเกต 555 พอเราเห็นชีวิตผู้คน แม้กระทั่งการแต่งตัว เราจะเห็น “พฤติกรรม”และ “วัฒนธรรม” ที่เราอยู่มากขึ้น และเราก็จะ “เข้าใจ” กับสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่

นั้นคือ “การปรับตัว” เมื่อเราปรับตัวได้ เราก็จะมีความสุข กับการอยู่บ้านหลังที่2 ที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนที่ประเทศไทยของเรา

Facebook Comments