ตั๊ก คนไทยที่ “หางานเองจากไทย”…จนได้งานวิศวกรที่อเมริกา

0
5049

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อย

สวัสดีค่ะ ชื่อเล่นชื่อตั๊กค่ะ อายุเพิ่งจะเข้า 26 ปี กำลังแก่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยังไม่พร้อมเท่าไร 555 เรียนจบ ป ตรี วิศวกรรมโยธา นานาชาติ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือที่เรียกกันว่า บางมดค่ะ คนจะเข้าใจว่าโยธาคือการก่อสร้าง แต่ที่จริงแล้วเราเรียนเยอะมาก แยกแตกออกเป็นเช่นสายน้ำ สายดิน สายการทาง สายโครงสร้าง สายก่อสร้าง สายสำรวจ ตอนนี้ตั้กทำงานเป็นวิศวกรสายวิศวกรรมการทางอยู่ที่บริษัทที่ปรึกษาแห่งหนึ่งค่ะ เพิ่งกลับมาจากอเมริกา ย่านเมือง San Francisco/Oakland เมื่อปลายกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาค่ะ

ตอนตั้กอยู่ที่อเมริกาตั้กก็ทำงานเป็นวิศวกรสายนี้เช่นเดียวกันค่ะ แต่ว่าเนื้องานจะหลากหลายกว่ามาก ชื่องานคือ Transportation/Highway engineer/Planner ค่ะ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเดินทาง/ถนน ทุกรูปแบบก็จะอยู่ในสายงานนี้ค่ะ รวมทั้งการออกแบบถนน และออกแบบการเดินทางหรือพวกระบบขนส่งสารธาณะด้วย

ตอนนี้ผลงานนอกจากงานประจำแล้ว ก็มีส่วนร่วมกับ TedxBangkok ซึ่งเปลี่ยน theme เป็น TedxAdvenger ปีนี้ฮะ ขอให้ติดตามกันจะมีเนื้อหาที่เจ๋งๆ อยู่ในนั้นนนเยอะมากๆ ฝากตัวด้วยค้าบ

นอกจากนี้มีเพจชื่อ Kentakky TheReviewer คือเป็นเพจรีวิวพวกสกินแคร์ และเครื่องสำอางค์หรือประสบการณ์ต่อสิ่งต่างๆ ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่ออยากคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย โดนโฆษณาดูดกันหมด แต่ไม่มองในเชิง วิทยาศาสตร์และการตลาดเลย

Q: สำหรับตั๊ก…ทำไมถึงต้องเป็นอเมริกาคะ

ตั้กเคยไป work and travel ที่อเมริกาเมื่อปี 2012 แล้วรู้สึกว่าอเมริกาคือประเทศที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด เพราะทุกอย่างเร็ว คนเก่ง มุ่งมั่นแต่เรื่องงาน คอรัปชั่นมีน้อย มีคำถามถามได้เลย ไม่มีต้องมากังวลว่าจะขัดใคร ก็เรียนรู้เร็ว และเก่งเร็ว ตั้กเป็นคนทำอะไรเร็วๆ อยู่แล้วด้วย ก็เลยเข้ากันไปหมดค่ะ

Q: แล้วตั๊กมีโอกาสได้งานเป็นวิศวกรที่อเมริกาได้ยังไงอ่ะคะ ทั้งๆที่กลับมาประเทศไทยแล้ว

ตั้กมี passion ในสายงานมาก อยากรู้อยากเห็น อยากเก่ง อยากพัฒนาสิ่งที่บ้านเมืองไทยเป็นอยู่ตอนนี้ให้ดีขึ้นด้วยความรู้ ความสามารถของตัวเอง เราก็อยากแบบนี้มาเรื่อยๆ มันก็ขับเคลื่อนให้เราหาข้อมูลและฝึกตน ทำให้ตั๊กสนใจอยากกลับไปทำงานสายวิศวกรที่อเมริกา

ตั๊กก็เริ่มเลือกบริษัทที่เราอยากร่วมงานก่อนเลย แล้วก็ไล่สืบประวัติแต่ละบริษัทและดูว่างานเค้าทำอะไรบ้าง ลักษณะการเขียนเว็บเป็นไงบ้าง ก็จะดูเชิงบริษัทได้ระดับนึง

จากนั้นก็เริ่มส่งเมลล์แนะนำตัวไปให้บริษัทที่เราสนใจเลย พอเริ่มคุยก็จะรู้แล้ว ว่าอันไหนน่าจะโอเคกับเรา ถ้าเค้าสนใจก็จะไปต่อตามกระบวนการเค้าอีกมากมาย ไม่ว่าเป็นจะการตอบคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับสายงาน การส่งเรซูเม่ และ cover letter ที่เป็นตัวเรามากๆและเกี่ยวกับสายงานเพิ่มเติมให้เค้า

ถ้าเค้าสนใจทุกอย่างที่เราทำไปก็จะเริ่มนัดสัมภาษณ์ อีกหลายๆรอบ แต่ละที่ก็อาจจะไม่เหมิอนกันนะ สำคันคือเราพยายามคุยกับเค้าก่อน

Q: สำหรับคนที่อยากได้มีโอกาสไปทำงานต่างประเทศเหมือนตั๊ก…อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ก่อนอื่นต้องหาบริษัทในประเทศที่คุณอยากไป สายงานที่คุณสนใจ และมั่นใจว่าคุณเป็นคนรู้จริง เพราะถ้าคุณรู้จริง…คุณไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ความรู้มันอยู่ที่เราไปไหนมันก็ยังอยู่กับเรา พูดคุยผ่านอีเมลล์ เพื่อแสดงตัว และโทรข้ามประเทศไปสอบถามเค้าเลย

คือสั้นๆ ต้องหาทีที่เค้า share the same value as you แล้วคุณจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่มากๆ

ไม่พอแค่นั้น คุณยังต้องหาคนไทยที่เคยมีโอกาสไปมาก่อนแล้ว เพื่อศึกษาข้อมูลที่ตรงจุดมากขึ้น และนำมาตัดสินใจว่ามันเหมาะกับคุณไหมและเค้ารับต่างชาติไหม อัตราส่วนชาวต่างชาติในบริษัทมีเยอะไหม ถ้ามีบ้างก็แสดงว่าเค้าค่อนข้าง open เอาเลย

Q: เมื่อได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตที่อเมริกามานานอยู่…คิดอยากเอาอะไรกลับมาพัฒนาประเทศไทยบ้างคะ

คงจะเป็นในเรื่องของ “การที่คิดแล้วทำ” เพราะเท่าที่ตั้กมองทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเรี่องรถติดของไทย ซึ่งตั้กสนใจเป็นพิเศษ ก็เพราะมีแต่คนคิดแล้วไม่ทำ บางทีไม่ได้คิดแล้วทำด้วย 55555

อีกเรื่องที่เป็นรูปธรรมนิดนึงคือ ความรู้ในสายงานที่จะนำมาช่วยพัฒนาประเทศ ก็คือ ความรู้ในเชิง Transportation/Highway engineering/Planning นั่นเองค่ะ

Q: การไปอยู่ที่อเมริกาครั้งนี้…ตัวตั๊กเองเปลี่ยนไปยังไงบ้างคะ

1. เป็นคนแสดงความเห็นต่อคนอื่นน้อยลง สำหรับเรื่องที่ตัวเองไม่เคยเจอมาก่อน เพราะเราตระหนักแล้วว่าการดำเนินชีวิตเนี่ยมันเจออะไรหลากหลายมาก เรื่องที่เรามองเข้าไปแล้วมันดูง่ายตรงไปตรงมา พอไปเจอเข้าจริงๆ มันยากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะมันจะมีพวกอารมณ์ ความรู้สึก และปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะมาก แบบที่เราไม่เจอเองไม่รุ้สึก ก็เลยจะตระหนักหรือ mindful เรื่องพวกนี้มากขึ้น คือเราไม่มีทางรู้เลยว่าอีกคนเค้าเจออะไรมาบ้าง ถ้าเราไม่เคยประสบคล้ายกัน ดังนั้นก็ไม่พูดมากดีกว่า

2. ทำทุกอย่างเลยที่คิดว่ามันดีกับเราและคนรอบข้าง และมันส่งผลต่อสังคม จากที่เคยคิดว่าอยากช่วยเหลือคน แล้วก็ได้แค่ไปทำบุญ นี่เรากล้าขึ้นที่จะหาคนที่เห็นร่วมกับเรา และจัดจริงจังไปทำ กล้าแสดงออกเรื่องดีๆ มากขึ้น แบบไม่สนว่าใครจะมองอย่างไร

3. ไม่เป็นคนแบบบ่นว่าทำไมไม่อย่างงั้น! อย่างงี้วะ! แล้ว คือ เราเริ่มเปลี่ยนที่ตัวเองมากขึ้น และทำไป อย่าหยุด สู้ไปตั๊ก คนที่เค้าเห็นด้วยก็จะมาสนับสนุนกันเอง ก็อยากให้พลังด้านดีๆ มันดึงดูดกันและกันเข้ามาเพื่อมาสร้างอะไรดีๆ ให้สังคมต่อไป

4. หนักแน่นมากขึ้น กับสิ่งที่คนทั่วไปบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่คนที่บอกไม่เคยลองทำเลยสั้กครั้ง แค่ประเมินแล้วมันมีจุดที่ติดเยอะ มันไมไ่ด้แปลว่าเกิดขึ้นไม่ได้ แค่ต้องเหนื่อยหน่อย และแก็ปัญหาไป เราก็จะหนักแน่นเดินหน้าไป ทำตัวเราให้ดีที่สุด สร้าง progress ให้โลกเห็น

5. สงสัยแล้วถาม โดยเฉพาะเรื่องงาน เหมือนเราถูกปลูกฝังมาว่าถามแล้วไม่ฉลาดอะ มันเลยเราไม่ค่อยได้ถามเท่าไร มันทำให้การทำงานของเราเครียดมาก เรามาเจอสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน และต้องเก่งให้ได้ภายใน 30 นาที หลุดตรงไหนไม่ได้ถาม แล้วก็ไปศึกษาเองมันก็กินเวลามาก สุดท้ายสะสมเป็นความเครียด จนเดือนที่สามมาเริ่มถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมดูไม่เข้าใจอะไร เลย ดูเหนื่อย ดูไม่ม่ีความสุข ก็นึกขึ้นได้ว่าอ่อ culture shock เรามัวแต่เดินตามที่ตัวเองเคยเดิน ลืมไปว่าเราอยู่ที่ใหม่แล้ว

Q: ช่วยเล่าสิ่งที่พีคที่สุดที่เจอมาในอเมริกา

มรสุมชีวิต รถชน คือเราอยู่ใน uber แล้วก็มีรถสี่แยกมาซัดอีกคันพลิกคว่ำเลย ตั้กนี่ระบม เราเองก็ไม่ได้ตั้งตัวอะไร โรงพยาบาลที่แย่มากๆ ไม่มีเงินเข้าไม่ได้ ไม่มีประกันไม่รับ แถมต่อมากอีกเดือนนึง เป็นงูสวัสขึ้นที่หน้าทรมานมาก ถาโถมมากช่วงนั้นคือร่วงไปเลยและอยู่คนเดียวไม่มีเพื่อนด้วย แต่ก็ผ่านมาได้อย่างมีสติ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่อเมริกามากที่สุด

ชอบ

  • การที่คนสนับสนุนกันและมี passion มากๆ ในการทำสิ่งดีๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้และเป็นไปได้
  • ความอิสระที่คุณได้เป็นตัวคุณ ได้พูด ได้เดินในทางที่คุณสนใจโดยที่ไม่มีกรอบของวัฒนธรรมและความเป็นผู้ใหญ่มากั้น
  • การทำงานที่นั่นดีมาก ทุกคนห่วงการเจริญเติบโตของกันและกันและแชร์ความรู้กันอย่างที่สุด เราเรียนรู้ไว และเยอะมากๆ เทียบกับอยู่ไทยหลายปี 555

ไม่ชอบ

  • มันสกปรกโดยเฉพาะเมืองใหญ่ ติดเชื้อง่าย และ health care ห่วยสุดๆ
  • อันตราย ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ เคยอยู่ดีๆมีคนตัวใหญ่ เมาวิ่งมากอด เรารีบสบัดสุดแรงแล้ววิ่งตาแตก
  • อะไรๆ ก็ยาก คุณต้องอยู่ด้วยตัวเอง ขอความช่วยเหลือ หรือหาคนเอาใจเหมือนอยู่บ้านไม่มีหรอก คุณต้องยืนให้ได้

Q: Quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

Be them and you will know them

Q: มีอะไรอยากจะบอกกับคนที่ยังหาตัวเองไม่เจอ หรือสับสนกับชีวิตตัวเอง

ลงมือทำให้มาก อะไรก็ได้ที่คุณคิดอยู่ ที่มันดี คุณทำเลย มุ่งหน้าไป หาคนที่เค้าเคยทำ อยู่ในวงการ ปรึกษา หาจนกว่าจะเจอ ทำจนกว่าจะรู้สึกว่าไม่ไหว แล้ว จนกว่าจะได้สิ่งที่ตามหา

คุณจะเรียนรู้ทุกอย่างเยอะมาก จากการแค่ลงมือทำ อยากรู้ต้องลองทำ เพราะคุณจะไม่รู้เลย ว่าคุณจะมีความรู้สึกร่วมกับสิ่งต่างๆ อย่างไร ถ้าคุณไม่จับมัน

Q: สุดท้ายนี้…ขอให้เติมช่องว่างว่า

ขั้นตอนแรกสุดที่เราต้องทำ…หากอยากมาใช้ชีวิตที่ต่างประเทศคือ “เปิดใจให้กว้าง”

Facebook Comments