ลูกจันทร์ เด็กไทยเก่ง! ส่งตัวเองเรียนดนตรีบำบัดในอังกฤษกับค่าเรียนสุดโหด!!

0
586
ลูกจันทร์ เด็กไทยเก่ง! ส่งตัวเองเรียนดนตรีบำบัดในอังกฤษกับค่าเรียนสุดโหด!!

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อย

สวัสดีค่ะ ชื่อลูกจันทน์นะคะ ตอนนี้เป็นทั้งครูสอนเปียโน และก็นักดนตรีบำบัด (licensed music therapist) ก่อนหน้านี้เคยไปเรียนทั้งที่ฝรั่งเศส และอังกฤษ

ตอนไปฝรั่งเศสนี่ก็ได้รับความกรุณาจากคุณเจริญและคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ช่วยสนับสนุนทั้งค่าเดินทางและค่าเล่าเรียนตอนที่เศรษฐกิจเราแย่สุดๆไปเลย ตอนนั้นไปเรียนดนตรีที่ Ecole Normale de Musique de Paris คิดว่าเราน่าจะเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในชั้นก็ว่าได้เลย คนอื่นอายุมากกว่าเกือบ 10 ปี

ตอนไปฝรั่งเศสนี่ก็ได้รับความกรุณาจากคุณเจริญและคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ช่วยสนับสนุนทั้งค่าเดินทางและค่าเล่าเรียนตอนที่เศรษฐกิจเราแย่สุดๆไปเลย ตอนนั้นไปเรียนดนตรีที่ Ecole Normale de Musique de Paris คิดว่าเราน่าจะเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในชั้นก็ว่าได้เลย คนอื่นอายุมากกว่าเกือบ 10 ปี

ส่วนตอนไปอังกฤษนี่ ไปเรียนปริญญาโทด้านดนตรีบำบัดที่ University of Roehampton ค่ะ เขารับน้อยมาก เราก็ค่อนข้างกังวลว่าจะติดมั้ย? แต่ในเมื่อเราอยากเรียนจริงๆ ก็ลองสมัครดูค่ะ สมัครไปที่เดียวเลยค่ะ เพราะเป็นที่เดียวในลอนดอนที่สอนดนตรีบำบัด และที่มีทุนของมหาลัย แต่ทุนก็ไม่พอค่าเรียน เลยต้องหาทุนเพิ่ม เลยลองสอบหลายๆทุนค่ะ สุดท้ายแล้วมี 3 ทุนที่เรามีสิทธิ์สมัคร ก็เลยส่งใบสมัครไปทั้ง 3 ทุน แล้วก็ได้ทั้งหมดเลยค่ะ ถ้าไม่ได้ทุนเหล่านี้ก็คงลำบากพอควรแน่นอนค่ะ

Q: ลูกจันทร์บอกว่าค่าเรียนแพงมาก! แต่ไม่อยากรบกวนทางบ้าน และไปเลือกสอบทุนเรียนต่อจนได้ มีทิปของทุนอย่างไรบ้าง

ตอนแรกที่อยากไปเรียนต่อด้านนี้นี่พูดจริงๆเลยค่ะ ว่าไม่อยากไปอังกฤษ พยายามทุกวิถีทางที่ไม่ต้องไป เราพูดทั้งภาษาฝรั่งเศสและอิตาลีได้ (ตอนนี้อิตาเลียนไม่ค่อยคล่องแล้วค่ะ แต่ฝรั่งเศสยังพอใช้ได้อยู่) ก็พยายามหาที่เรียนที่ 2 ประเทศนี้แทน ตอนนั้นรู้แค่ว่าอยากไปยุโรปมากกว่า เพราะเพื่อนอยู่ที่นั่นกันเยอะ ถึงอยู่คนละประเทศ ก็น่าจะบิน low cost ไปมาหากันพอจะได้ หรือ bus ก้ได้ แต่สุดท้ายแล้วก็หาที่เรียนไม่ได้ เพราะดนตรีบำบัดในประเทศเหล่านี้ยังไม่แพร่หลายเท่ากับที่อังกฤษ ก็เลยตัดใจว่าจะลองที่นี่ดูค่ะ

ทีนี้….เริ่มหาทุนอย่างไร?

1. มันเริ่มจากการหาที่เรียนค่ะ อย่างแรกเลยคือเราหาที่เรียนที่สอนดนตรีบำบัด หลังจากนั้นก็ดูว่าที่ไหนจบแล้วได้ทั้งปริญญาและ license แล้วค่อยมาดูว่าที่ไหนบ้างมีทุน
2. หาทุนได้แล้วก็มาคำนวนค่ะ ให้เท่าไหร่ ใช้ร่วมกับทุนอื่นได้มั้ย? ใช้อะไรสมัครบ้าง
3. สมัครค่ะ ทุนที่เราขอไป เค้าจะให้เขียน statement of purpose หมด ทีนี้เราไม่แน่ใจว่าเค้าจะดูพร้อมกับใบสมัครมหาลัยเลยหรือเปล่า เพราะที่นี่ให้ส่งไปทีเดียว หรือว่าเค้าจะดูแยกกัน ก็เลยต้องมาหาวิธีเขียนที่สำคัญค่ะ
4. หา strategy ในการเขียน เราเริ่มง่ายๆเหมือนคนยุคนี้ส่วนใหญ่เลย คือ google ค่ะ หาตัวอย่าง หาเคล็ดลับต่างๆ หา format โคร่งสร้างการเขียนดีๆ ความจริงตอนนี้ทำ research พอสมควรค่ะ กว่าจะเขียน หลังจากนั้นก็หา story ของเราค่ะ อย่างที่บอกในข้อ 3 เราไม่รู้ว่าเค้าจะอ่านใบสมัครแยก หรือว่ารวมกัน ก็เลยต้องหาวิธีเขียนที่มันน่าสนใจที่สุด ไม่งั้นมันก็ค่อนข้างจะซ้ำๆกัน ก็คิดอยู่นานมากนะคะ สุดท้ายก็คิดออก สุดท้ายเลยเขียนออกมาให้ลักษณะที่ว่าถ้าอ่านแยก ก็อ่านรู้เรื่อง ได้ใจความสำคัญ ถ้าอ่านรวม ก็จะได้ bigger picture ที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่มีส่วนไหนที่ซ้ำกันเลยค่ะ

Q: การเรียนการสอนที่ไทยกับที่อังกฤษต่างกันยังไงบ้าง ลูกจันทร์ชอบแบบไหนมากกว่า

ความจริงเราโชคดีมาก ได้เรียนมาทั้งใน ระบบไทย ระบบฝรั่งเศส ระบบอินเตอร์ไทย และระบบอังกฤษ ก็เลยได้เรียนรู้ในหลายๆแบบค่ะ ความจริงแล้ว ทุกระบบมันก็มีทั้งข้อดี และข้อเสียที่ไม่เหมือนกันนะคะ ตอนเรียนระบบไทย ตอนเด็กๆนี่ความจริงก็ชอบนะคะ สมัยเด็กๆยังเป็นสมัยเน้นสอบอยู่ค่ะ ตอนนั้นที่ชอบเพราะเราเป็นคนขี้เกียจ ไม่ชอบทำการบ้าน ขอสอบอย่างเดียวดีกว่า คะแนนดีกว่า ขาดเรียนได้ ไม่ซีเรียส สำคัญแค่สอบ แต่มันก็มีผลกระทบตอนโตขึ้นมา คือนิสัยความขี้เกียจของเรา ทำให้เราเป็นคนเผางานค่ะ last minute เกือบตลอด

ระบบฝรั่งเศส นี่ก็จริงจังกับเรื่องการขาดเรียนมาก ความจริงแล้วสมัยเด็กๆเราขาดบ่อยมากเนื่องมาจากงานที่บ้าน และงานคุณพ่อ คุณพ่อเป็นนักเปียโน เวลาพ่อทัวร์พ่อก็อยากให้เราเห็นโลกกว้าง เลยจัดทัวร์ช่วงปิดเทอมเพื่อที่เราจะได้ไปด้วย และก็ได้ไปแสดงด้วย แต่มันก็ทำให้เราขาดเรียนบ่อยมาก นานสุดก็ 3 อาทิตย์ติด แต่เราได้เรียนรู้จากการเดินทางและการแสดงเยอะมาก ที่ทำให้การเรียนเราไม่เคยเป็นปัญหา ยังไงก็ตามระบบฝรั่งเศสเราทำแบบนี้ไม่ได้ ที่นี่ซีเรียสเรื่องการลามาก เพราะถ้าเราลาเยอะ แปลว่าเราไม่ commit และประวัติการลานี่บางทีมีผลต่อการเข้ามหาลัยที่นู่นนะคะ เค้าเลยซีเรียส แต่ระบบนี้สอนให้เราคิดเป็นระบบมากขึ้นค่ะ งานเขียนทุกอย่างต้องมีระบบ ต้องมี strategy ทางความคิดเสมอ ทำให้เราเรียนรู้ที่จะคิดอะไรที่เป็นระบบ คิดอะไรที่รอบคอบขึ้นค่ะ และรู้จักที่จะตั้งคำถามมากขึ้นค่ะ

ระบบอังกฤษ นี่ก็คนละแบบอีกค่ะ ไม่แน่ใจว่าเป็นเฉพาะ course ที่เรียนหรือเปล่า แต่ว่าเค้าจะเข้มเรื่องเวลามากค่ะ ถ้าจะเกินเวลาแม้แต่ 5 นาที อาจารย์ก็จะถามความเห็นทุกคนก่อน พักกี่นาที เค้าก็จะบอกชัดเจนมากๆตลอดเวลา ส่วนความคิดเห็นอาจารย์ก็จะมาเป็นภาษาดอกไม้ตลอด ตอนแรกๆเราก็ไม่ค่อยชิน เพราะระบบฝรั่งเศสจะตรงๆกว่า คนที่นี่บางทีถกกันส่งภาษาดอกไม้มาก ต้องแปลหลายชั้นเหมือนกันค่ะ ฮ่าๆๆ

Q: ชีวิตที่อังกฤษของลูกจันทร์มันทำให้เราเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

ชีวิตที่อังกฤษเป็นเหมือน second chance ของเราค่ะ ตอนที่ไปเรียนที่ฝรั่งเศสตอนเด็กๆตอนนั้นอายุแค่ 14 ถึงจะต้องอยู่เอง ก็ไม่ได้แปลว่าเาจะกล้าไปไหนมาไหนเองมาก หรือว่ากล้าลองอะไรมาก ทำให้ได้ประสบการณ์ทางการเรียนเต็มที่มากค่ะ แต่อาจจะไม่ได้ประสบการณ์ด้านการเดินทางมากขนาดนั้น

พอได้มาอังกฤษ เลยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ปล่อยโอกาสดีๆแบบนี้ไปอีกแล้ว อยากทำอะไรจะพยายามทำ อยากไปไหนก็จะพยายามไป และสัญญากับตัวเองไว้ว่าไม่ว่าจะเรียนหนักแค่ไหน เราต้องได้ใช้ชีวิตด้วย ก็เลยทำมันทุกอย่างที่ทำได้เลยค่ะ ได้ทั้งแสดง เดินทาง ทำงานพิเศษ เจอเพื่อนใหม่ กล้าพูดกับคนแปลกหน้ามากขึ้น กล้าทำอะไรคนเดียวมากขึ้น กล้าไปไหนคนเดียวมากขึ้น และจัดเวลาเก่งขึ้นค่ะ

Q: ไปเจออะไรพีคๆที่อังกฤษมาบ้าง

พีคสุดคือ เจอคนที่เป็น vegan ที่เป็นคนอังกฤษต่อว่า เราคงอดทานเนื้อไม่ได้เพราะว่า “on YOUR SIDE OF THE WORD, meat is probably such an important part of your diet” ได้ยินแล้วก็ตัวชาเลยค่ะ ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไรดี เราไม่ได้ว่าเค้าเลย เราแค่บอกว่าสำหรับเรา มันยากที่จะไม่ทานเนื้อ กลายเป็นโดน racist comment ไปซะงั้น งงค่ะ โมโหด้วย

ตอนนั้นอยากถามมากเลยนะคะว่าแล้ว English breakfast ล่ะ? เนื้อ นม ไข่ ทั้งนั้นเลยนะ แต่คิดว่าไม่มีประโยชน์ เค้าคงไม่รู้จริงๆค่ะ แค่แปลกใจที่เป็น Londoner พูด น่าจะเป็นคนใจกว้างกว่านี้

Q: ลูกจันทร์ภูมิใจอะไรตัวเองมากที่สุดในชีวิต

สิ่งที่ภูมิใจมากเลยนะคะ คือว่าเราโชคดีที่มีคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าใจ ยอมให้เราไปเรียนอะไรก็ได้ที่เราอยากเรียน และเชื่อใจเรามากพอที่จะให้เราออกเดินทางคนเดียว ความจริงพอเรียนจบแล้ว เราถึงได้ไปเที่ยวตามใจอยาก

ตั้งใจ babysit เก็บเงิน ช่วงทำ dissertation จบ ตอนนั้นทำอยู่ 5 เดือนค่ะ เดินทางคนเดียวครั้งแรก แล้วก็แพลนเดินทางเองทุกอย่าง ไปแบบประหยัด แต่ไม่ backpack เพราะเราไม่เห็นถึงความจำเป็นในการเดินทางแบบเรา สรุปแล้ว ตอน 2 เดือน กับ carry-on 10 กิโล และเป้ 1 ใบค่ะ นั่งได้หมดทั้งเครื่องบิน รถไฟ รถบัส ตอนนั้นไปทั้ง finland, sweden, poland, croation, slovenia, and spain สนุกมาก ได้เพื่อนใหม่มามากมายจากหลายๆประเทศ ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์มากมาย และได้ความคิดอะไรใหม่ๆเยอะเลยค่ะ ตอนนั้นเขียน blog ไว้ด้วย ตามไปอ่านต่อได้นะคะที่ loogjun.tumblr.com

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับอังกฤษ

ชอบ
1. หลงรัก public transportation system ที่นู่นค่ะ ไปไกล และทั่วถึง
2. ชอบ english humour
3. ชอบที่ museum ที่นั่นดูแลรักษาดี และเข้าฟรีด้วยค่ะ

ไม่ชอบ
1. ไม่ชอบอากาศค่ะ วันนึงแทบจะ 4 ฤดู ตามไม่ทันจริงๆค่ะ และหน้าหนาวมันก้ gray ตลอด หม่นหมองมากค่ะ
2. ไม่ชอบความแพงของค่าที่อยู่ และค่าเดินทางค่ะ ทำให้เราทำอะไรไม่ได้มาก มีเท่าไหร่ก็หมดไปกับค่าที่อยู่และค่าเดินทาง

Q: ขอหนังสือแนะนำให้ทุกคนต้องอ่าน 1 เล่ม

“A Century of Wisdom: Lessons from the Life of Alice Herz-Sommer, the World’s Oldest Living Holocaust Survivor” เป็นหนังสือที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ attitude ของเราต่อชีวิตที่ดีมากค่ะ ได้ข้อคิดมากมาย อ่านกี่ครั้งก็ได้อะไรใหม่ๆตลอด

Q: Quote ไหนสอนชีวิตได้ดีที่สุด

ความจริงแล้วมี 2 อัน
อันแรก ใช้ทุกวัน ใช้นำชีวิตมาตลอด ซึ่งมาจากพระคัมภีร์ “ข้าพเจ้าเผชิญทุกสิ่งได้ โดยมีพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” (ฟิลิปปี 4:13)

อันที่ 2 มาจากหนัง apply ได้กับทุกอย่าง “We accept the love we think we deserve” (The perks of being a wallflower) ไม่ว่าจะเป็นความรัก หรือความสำเร็จ มันขึ้นอยู่กับเรา ในการตั้งมาตรฐานในสิ่งที่เราอยากได้ และอยากจะเป็น

Facebook Comments