ก้อย จาก “เด็กสอบได้ที่โหล่” สู่ “ผ.อ. แบงค์สิงคโปร์”

0
1683
ก้อย จาก “เด็กสอบได้ที่โหล่” สู่ “ผ.อ. แบงค์สิงคโปร์”

Q: แนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อ​ ก้อย หฤทัย อิทธิโรจนกุล นะคะ เป็น Private Banker ของธนาคาร Development Bank of Singapore ตำแหน่ง Director อยู่ที่สิงคโปร์มาปีนี้ปีที่ 5 แล้วค่ะ

ก่อนหน้าที่จะย้ายมาที่นี่เป็น Private Banker อยู่ที่ธนาคารกสิกรไทยมาเกือบสิบปี แต่ด้วยความที่เรามีความสนใจใน Product ทางการเงินที่มีความซับซ้อนก็เลยสบโอกาส มีคนชวนมาทำงานที่สิงคโปร์ก็เลยลองมาคุยดู

พอได้คุยกับคนเก่งๆที่อยู่นอกประเทศเราแล้วก็มีความรู้สึกว่า นี่คือปริญญาชีวิตใบหนึ่งที่ถ้าไม่ทำตอนนี้ถ้าอายุมากๆเข้าอาจจะไม่มีโอกาสแล้ว ก็เลยตัดสินใจขออนุญาตที่บ้านมาลองดู แต่เกิดติดใจเลยไม่ได้กลับซะอย่างนั้น

Q: ชีวิตตอนเด็กๆเป็นยังไงบ้าง

ตอนเด็กๆนี่ เป็นเด็กผอมๆ ซีดๆ ที่นั่งเหม่ออยู่มุมห้อง ลืมหนังสือทุกคาบ การบ้านไม่ทำ กีฬาไม่เล่น จนสอบได้ที่สาม (จากที่โหล่) มาตลอดเลย โดนพบผู้ปกครองทุกปี โดนตีทุกเทอม เอาเป็นว่ากากไม่มีชิ้นดีเลยตอนนั้น

ยังจำได้เลยตอนเด็กๆจะคิดว่าสอบเสร็จคุณพ่อ คุณแม่จะพาไปเที่ยวฮ่องกง (ตอนเด็กๆฮ่องกงนี่คือไกลมากได้ขึ้นเครื่องบิน ดีใจสุดๆ) ก็จะไม่เป็นอันสอบ ข้อสอบร้อยข้อทำจริงๆยี่สิบที่เหลือมั่ว เพราะสมาธิไม่มี ขี้เกียจทำ คิดว่าเอาหนะรีบทำแล้วจะได้รีบกลับบ้าน ไปไหว้เจ้าขอเกรดเอาละกัน … ก็ต้องสอบตกสินะ 555

Q: อะไรเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้ชีวิตคิดได้

จริงๆ เริ่มคิดได้ตอนจบ ม. 2 จำได้ ครูประจำชั้นเรียกคุณแม่มาคุยว่าถ้าไม่ดีขึ้นจะไม่ได้เรียนต่อที่โรงเรียนเซนต์โยฯ ตอนนั้นเครียดมากเพราะติดเพื่อน เลยเริ่มตั้งใจอ่านหนังสือเป็นครั้งแรกในชีวิต มุมานะอ่านทวนไปมาจนตอน ม.3 ผลการเรียนดีขึ้นมาอยู่ที่กลางๆของชั้น … เออ เราก็พอใช้ได้นะ

อันนี้ต้องบอกว่าคนที่คิดได้เป็นเรื่องนึง คุณแม่ให้สอบเทียบกศน.มาตลอดคู่ขนานกับการเรียนที่โรงเรียน จนได้ใบจบม.6 ตอนอยู่ ม.3 แล้วก็ไล่ให้ไปลองสอบเอนทร้านซ์​ (สมัยนี้เรียกแอดมิด่นใช่ไม๊ 555)

จากนั้นจึงได้ไปสอบลองสนามที่หลายๆมหาวิทยาลัย ซึ่งเปิดให้สอบตรง แล้วก็สอบติดที่ 1 ทั้งที่ ABAC และ Mahidol University International College (MUIC) ก็เลยตัดสินใจลาออกไปเรียนปริญญาตรีเลย ซึ่ง​ ณ​ ตอนนั้นอายุ 14 ปี เข้ามหาวิทยาลัยได้ ได้ทุนด้วย ก็เลยคิดได้ว่า เราจะต้องมีความคิดมากขึ้น มานะมากขึ้น มีสติ จะทำอะไรก็คิดหน้าคิดหลังให้ดี เพื่อให้คนที่เชื่อในตัวเราเขาได้เห็นว่าเขาคิดไม่ผิด

Q: เส้นทางการได้ทำงานในต่างประเทศของก้อยยากมั๊ยคะ และมันเป็นไปได้อย่างไร

ส่วนตัวเชื่อว่า “When there’s a will, there’s a way” แปลง่ายๆว่า ถ้าเรามีใจพระเจ้าก็มีทางให้เราไปได้เสมอ

ตอนนั้นทำงานที่กสิกรมานานพอสมควร ก็เริ่มถึงจุดอิ่มตัว ซึ่งเอาจริงๆจุดนั้นคือจุดที่สบาย จุดที่อยู่เฉยๆเงินก็มา ไม่ต้องทำอะไรมากก็สามารถทำถึงเป้าหมายได้ เพราะธนาคารเป็นธนาคารที่ยอดเยี่ยม มีทีมงานที่พร้อม ดูแลพนักงานได้ดีเยี่ยม หลายคนคิดว่านั่นคือจุดที่ดี แต่สำหรับก้อย มันคือจุดที่น่ากลัว น่ากลัวว่าเราจะไม่พัฒนา น่ากลัวว่าเราจะหมดไฟ น่ากลัวว่าความรู้ที่มีไม่ได้ใช้ ก็เลยตัดสินใจขออนุญาตผู้ใหญ่ที่ธนาคาร ขอผู้ใหญ่ที่บ้าน ออกมาเปิดโลกทัศน์ ออกมาโต มาเรียนรู้ทักษะทางการเงิน การบริหาร การใช้ชีวิต

ด้วยความที่ไฝ่รู้ ก้อยมักจะตามลูกค้าหลายๆท่านที่เขามีธุรกิจต่างประเทศไปฟังสัมนาหาความรู้อยู่บ่อยๆ บรรดาธนาคารต่างชาติก็เห็นหน้าเห็นตากันเป็นประจำ ก็เลยลองถามเขาไปตรงๆว่ารับคนไม๊ คุยกับหลายธนาคารมาก ทั้งเวลาเขาบินมากทม. ทั้งบินไปคุยกับเขาที่สิงคโปร์

สุดท้ายก็ได้งานที่ชอบใจ ก็บินไปดูอีกครั้ง สองครั้งก่อนตัดสินใจมาทำงานที่นี่

Q: ก้อยมีเทคนิคการหางานที่ต่างประเทศอย่างไรบ้างคะ

แนะนำว่าให้ใช้ตัวเราเป็นที่ตั้งก่อน เพราะ เราไม่มีทางรู้ปัจจัยอื่นๆได้ดีเลย จึงต้องเริ่มจากสิ่งที่เรารู้นั้นคือตัวเรา (และต้องซื่อสัตย์กับตนเองในการตอบคำถามเหล่านี้ด้วย)
1. รู้จักตัวเองให้มากๆก่อน ว่าเราเป็นคนอย่างไร ทำอะไรได้ไม่ได้ ไหวแค่ไหน
2. หาความต้องการของตัวเอง หาโจทย์มาอย่างน้อย 1 ข้อว่าที่สุดแล้วต้องการอะไรจากงานนี้ บางคนตอบว่า เงิน (ซึ่งไม่ผิดนะ) ประสบการ์ณ ความรู้ อยากให้เอาสิ่งนี้เป็นตัวตั้งแล้วจำไว้ให้แม่น ว่านี่คือวัตถุประสงค์หลัก
3. ตั้งเป้า 5 ปีให้ตัวเอง ซึ่งเอาข้อ 2 เมื่อกี้มาใส่ด้วย ว่าอยากเห็นตัวเองเป็นอะไรในงานที่ทำ ถ้าไม่เห็นอย่าทำดีกว่า เพราะนั่นแปลว่าเรายังไม่คิดว่านี่คือสิ่งที่ใช่
4. ทำการบ้าน ก้อยเรียกว่าการทำ Due deligence คือหาข้อมูลเชิงลึก และเอาตัวเรา ความสามารถของเรา plug-in เข้าไปว่ามันเข้ากันได้ไหมจะรอดหรือไม่ สมัยนั้นข้อมูลพวกนี้ได้มาจากการอ่านเสียมาก อ่านบทความอินเตอร์เนต อ่านข่าวธุรกิจ อ่านเวปไซต์สมัครงานเช่น Linkedin อ่านรีเสิร์ช อ่านโปรดัก ของธนาคารที่เป็นธนาคารเป้าหมายที่เราเล็งไว้ แล้วก็เริ่มหาข้อมูลด้วยการถามผู้รู้ คนที่ทำงานต่างประเทศในสายงานเดียวกันก็ช่วย refer ได้ดีมาก แต่อย่าไปทำงานที่ไหนเพราะหวังจะไปอยู่กับเพื่อนเชียว เพราะเรากำลังเอาชีวิตของเราไปผูกกับเขาซึ่งไม่แฟร์กับทั้งเราและเขา พอเราทำแบบนี้ไปสักพัก มันจะเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองไปในตัว บริษัทจะเริ่มเข้ามาหามาคุย และ Head Hunter ก็เช่นกัน ฉะนั้นพอถึงเวลาตัดสินใจก็ย้อนกลับไปข้อ 1-4 ที่ทำมาแล้วดูว่าอันไหนเหมาะกับเราที่สุด

Q: ก้อยเก่งภาษาอังกฤษอยู่แล้วหรือเปล่าคะ หรือวิธีการฝึกภาษาอังกฤษอะไรอย่างไร

ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ของเราเพราะเช่นนั้นต่อให้เก่งแค่ไหน เวลาเจอเข้าไปจริงๆก็อึ้งอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นศัพท์เฉพาะของแต่ละธุรกิจ แต่ละวงการ ตัวย่อต่างๆ และที่สำคัญ สำเนียงและความเร็วในการพูดของคนแต่ละชาติก็ต่างกัน แต่สิ่งที่ก้อยทำคือ

  • เปิดแต่เพลงภาษาอังกฤษฟัง ซึ่งอันนี้แนะนำมาก เพราะตอนที่ก้อยเรียน ภาษาจีน และ ภาษาฝรั่งเศส สิ่งแรกที่ทำคือ ไปหาเพลงเพราะๆของภาษานั้นๆเขามาฟัง แล้วไปหา Youtube ที่มีเนื้อเพลงมาหัดร้องประมาณว่าเป็นการร้องคาราโอเกะ คือมันสนุกมันเพลิน แต่สิ่งที่เราได้จริงคือสำเนียง ได้สำนวน ได้ speed และได้อวดเจ้าของภาษาว่าเราร้องเพลงเธอได้นะ ได้เพื่อน ได้จุดสนทนาเพิ่มอีก
  • พาตัวเองไปอยู่ในจุดๆนั้น จุดที่เราต้องคั้นศักยภาพของตัวเองออกมา หาเพื่อนชาวต่างชาติไว้มากๆ เราได้ฝึกภาษา ได้รู้วัฒนธรรม ได้เพื่อน และเชื่อไหมว่าการที่เราเข้ากับคนต่างชาติต่างภาษาได้นี่ เราได้เสน่ห์ที่เราไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่ มันคือการฝึก EQ ไปในตัว

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรในสิงค์โปร์บ้าง

ข้อเสียก่อนแล้วกัน สิงคโปร์ … แพงมากๆ ถูจัดอันดับเป็นเมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก แซงโตเกียว และ นิวยอร์กไปเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา จะทำอะไรทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง คนจึงค่อนข้างเครียด ประกอบกับสภาพของประเทศที่เป็นเกาะ ทำให้ทรัพยากรมีจำกัด มันก็ยิ่งแพงกันไปใหญ่

แต่ข้อดีของสิงคโปร์คือ เขาเป็นประเทศที่รู้จักปรับตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ก้อยคิดว่าเจ๋งมากๆ สำหรับท่านที่ไม่รู้ประเทศสิงคโปร์มีอายุเพียง 50 ปีเท่านั้น!!! เขาใช้เวลาแค่ครึ่งอายุคนเปลี่ยนจากประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการ Engineering ล้วนๆ เช่น

  • เดิมทีประเทศเป็นเกาะเพาะปลูกไม่ได้ ชายหาดก็ไม่สวย ทำเป็นท่าเรือเสียมีรายได้เข้าประเทศ
  • ท่าเรือขนส่งทำจนสุดทางแล้ว เปิดเป็น Financial Hub เลียนแบบฮ่องกง เลยแล้วกันไม่ต้องใช้ทุนมาก
  • คนเริ่มอายุมาก เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ประเทศ GDP ลด … import คนเข้ามาทำงานซะเลย เสียภาษีให้รัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย
  • ปี 2016 อสังหาฯราคาตก จัดให้มีการซื้อเหมาตึก (en bloc คล้ายๆการเวรคืนบ้านเรา แต่เขาทำผ่านการโวตของคนในตึกด้วยทำให้ได้ราคาที่ลูกบ้านค่อนข้างพอใจ) เพื่อสร้างตึกใหม่ ทำให้คนที่อยู่ตึกเดิมก็ต้องหาบ้านใหม่ ตลาดก็กลับมาฟื้นอีกครั้ง
    จะเห็นว่าวิธีคิดเขามีเหตุมีผลมีระเบียบและมีกลไกน่าสนใจ นี่คือเสน่ห์ของเมืองสิงคโปร์จริงๆ
    นอกจากนั้นสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์มากและทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว ไม่ใช่แค่คนกับคน แต่รวมไปจนถึงเมืองกับป่า ถ้าใครที่เคยมีที่นี่ 1 สิ่งที่ชื่นชมกันอย่างมากคือพื้นที่สีเขียวของเขามีมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้เก่าแก่กลางถนนทั่วเมือง สวนสาธารณะที่กระจายตัวอยู่ทั่วเกาะ

Q: ในวันว่างๆที่สิงค์โปร์ชอบทำอะไรบ้าง

วันว่างจะเป็นที่เรากลับมา re-connect กับตัวเองจริงๆ เจ้ก็ส่วนมากจะกลับไปทำกิจกรรมวัยเด็กที่เคยชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเปียโน่ การเต้นบัลเล่ต์ เพื่อกลับมาสู่ตัวตนจริงๆของเราอีกครั้งหนึ่ง และ บ่อยๆก็จะไปหาคอร์สเรียนต่างๆเช่น วาดรูปสีน้ำ ถ่ายภาพ เขียนพู่กันจีน

Q: คำสอนชีวิตที่ดีที่สุดคืออะไร

“Do everything in love” – 1 Corinthians 16:14 ทำทุกสิ่งด้วยความรักค่ะ ความรักคือความอดทน คือความเมตตา ไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัวความหยิ่งผยิงความอิจฉา หากเราทำทุกอย่างด้วยความรัก ความสำเร็จเป็นแค่ปลายทาง แต่ระหว่างทางนั้นเราจะได้อะไรอีกมากมายค่ะ

Q: ช่วยแนะนำหนังสือที่ทุกคนควรอ่าน 1 เล่ม

จริงๆ อยากให้อ่านกันหลายๆเล่ม แต่ถ้าต้องเลือกมาหนึ่งเล่ม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราที่อยู่ต่างแดน หรือไฝ่ฝันว่าจะเดินทางมาอยู่ต่างแดนแล้ว อยากให้ลองอ่าน The Alchemist โดย Paulo Coelho ชาวบลาซิลเขียนไว้ตั้งแต่ 1988 เกี่ยวกับการเดินทางเพื่อหาตัวตน เป็นหนังสือที่ให้กำลังใจและแง่คิดพลังเชิงบวกได้ดีมาก

แล้วอีกเล่มคือ “เด็กนอก” อย่าลืมอ่านนะอันนี้น่ารักมากชอบ! ไปแอบซื้อมาเมื่อสัปดาห์ก่อนตอนกลับไทย 🙂

Q: ฝากข้อคิดอื่นๆสำหรับคนไทยที่อยากมาทำงานในต่างประเทศ

ส่วนที่ยากจริงๆไม่ใช่การหางานที่ใ่หรือองค์กรณ์ที่ชอบในต่างแดน แต่คือการเตรียมใจและการต่อสู้กับความกลัวภายในที่เรามีกันทุกคน แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย

แต่ถ้าเราไม่เริ่ม เราก็ต้องคิดค่าเสียโอกาสของตัวเองด้วย เพราะทุกคนมีสิทธิ์ตัดสินใจพลาดได้ทั้งนั้นการผจญภัยครั้งใหม่คือความเสี่ยงเสมอ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะก้าวออกจากสถานการณ์และความเสี่ยงนั้นพร้อมประสบการณ์ชีวิตที่ตำราไม่เคยสอน

Facebook Comments