TEST จากโดนไล่ออกจากงาน สู่ “นักลงทุนอสังหาฯยอดกว่า 40 ล้าน”

0
3012
TEST จากโดนไล่ออกจากงาน สู่

Q: แนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ชื่อ เทสต์ (ไทชาญ) ครับ เรียนมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และเรียนปริญญาตรีจบจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขา Marketing ครับ

หลังจากที่เรียนจบมหาวิทยาลัย ได้ทำงานที่ DKSH (Thailand) เป็นบริษัทด้าน FMCG ที่บริหารงาน brand ดังๆที่วางขายสินค้าในห้างเยอะมาก ตอนนั้นได้ทำงานดูแลด้านการตลาด และยอดขายของหลายๆ brand เช่น Fluocaril, Gatsby, Durex ทำงานที่นี่อยู่ 2 ปี จนกระทั่งได้รู้จักกับโครงการ Work and Holiday Australia ครับ จึงเป็นที่มาของประสบการณ์การแบกเป้ลุยทำงาน 23 นายจ้าง ใน 1 ปี ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของ attitude ในการใช้ชีวิตและการทำงานในปัจจุบัน

พอกลับมาจากออสเตรเลียก็ได้เริ่มศึกษาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์จากศูนย์ จนปัจจุบันทำงานเป็น Property Investor ที่บริหารธุรกิจส่วนตัว ในการวิเคราะห์ตลาด ลงทุนเข้าซื้อทรัพย์ รีโนเวท ตกแต่ง ตลอดจนปิดการขาย ประสบการณ์ 5 ปีเต็มพอดีครับ

Q: ตอนแรกทำงานประจำอยู่ดีๆ เงินก็ดี…ทำไมถึงตัดสินใจไปลุยชีวิตที่ออสเตรเลียค่ะ

ในช่วงที่ทำงานที่ DKSH มีความสุขมากจริงๆครับ ได้เรียนรู้จากหัวหน้าที่เก่งสุดๆและเพื่อนร่วมงานก็น่ารักมากๆ ตอนนั้นได้เงินเดือนประมาณ 30,000 บาท ซึ่งก็ค่อนข้างเยอะสำหรับเด็กจบใหม่ แต่เรามี Life goal ชัดเจนแต่แรกแล้วว่าในด้านการทำงานเราจะต้องมีธุรกิจของตัวเอง ซี่งมันเป็นไปได้ยากมาก ในตอนนั้นเราไม่มีทั้งเงินทุน ความรู้ รวมไปถึงการสื่อสารภาษาอังกฤษก็แย่มาก แต่ยังคงพยายามมองหาโอกาสอยู่เสมอ

จนได้รู้จักกับโครงการ Work and Holiday Australia ที่เราสามารถไปทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม ตอนนั้นเป้าหมายใหม่ของเราที่จะเป็นเส้นทางไปสู่เป้าหมายชีวิตก็ผุดขึ้นมาทันทีคือ

1. ในการทำงานบริษัทตอนนั้นเก็บเงินได้ปีละ 200,000 บาท การลาออกครั้งนี้ ไป 1 ปีจะต้องได้เงินเก็บกลับมา 3 เท่า คือ 600,000 บาท

2. ภาษาอังกฤษต้องพัฒนาในระดับที่กลับมาแล้วสามารถสื่อสาร ทำธุรกิจกับชาวต่างชาติได้

Q: เมื่อมาถึงออสเตรเลียแล้ว…ภาษาอังกฤษไม่ได้ ประสบการณ์ไม่มี ชีวิตเจออุปสรรคอะไรบ้าง

ในตอนนั้นเราบินไปแบบ no skills, no experiences คือ know nothing เต็มขั้นเลยครับ รู้อย่างเดียวว่าเราจะตั้งใจไปทำงาน และหาข้อมูลมาว่า Sydney เป็นเมืองที่มีงานเยอะ ก็ตรงดิ่งไป

เมื่อไปถึงอุปสรรคแรกเลยคือ “ความกลัวการสื่อสารภาษาอังกฤษ” มันบีบให้เราเริ่มจากการอยู่แชร์ห้องกับเพื่อนคนไทยเพราะความสบายใจ และเริ่มสมัครงาน Kitchen hand หรือล้างจาน ที่ร้านอาหารไทย เพราะไม่รู้ว่าถ้าจะไปสมัครงานเจ้าของต่างชาติจะพูดคุยสัมภาษณ์ยังไง

อุปสรรคที่รับรู้ถัดมาคือ “งานหนักนรก” ในช่วงแรก ตลอด 1 เดือนแรกได้ตระเวนทำงานตามร้านอาหารไทยหลายร้าน การทำงานในครัวเมืองนอกมันสาหัสมากๆ 12 ชม ต่อวัน ต้องยกหม้อข้าวหลายๆสิบกิโล กึ่งเดินกึ่งวิ่งตลอด ขัดหม้อทุกนาที น้ำยาล้างจานกัดจนมือเปื่อย ไอร้อนลวกแขนพอง หนำซ้ำยังได้รับค่าแรงที่กดขี่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย (ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือเหมือนเป็นแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในไทย)

ไม่คิดว่าชีวิตการทำงานที่นี่สำหรับคนที่ภาษาอังกฤษไม่ดีมันจะโหดร้ายขนาดนี้ เป้าหมายที่วางไว้ก่อนมามันไม่ใกล้เข้ามาเลยทั้งเรื่องตัวเงินและการพัฒนาภาษาอังกฤษครับ

Q: ได้ข่าวว่าตอนมาใหม่ๆ…ตัวเองโดนโกงค่าจ้าง…และก็ยังโดนนกแย่งกินอาหาร…โดนไล่ออกงานด้วย! มันเกิดอะไรขึ้น?

เป็นช่วงประมาณกลางเดือนที่ 2 ครับ สถานะการเงินตอนเดินทางมาผมพกเงินติดตัวไปแค่ 30,000 บาท เพราะคิดว่าเราไปเพื่อเอาเงินกลับไม่ได้ไปใช้ แล้วเงินมันก็ร่อยหรอลงมากแล้ว (แค่มัดจำห้องพักก็หายไปครึ่งนึงแล้วครับ)

มีอยู่วันนึงเห็นประกาศใน gumtree (เริ่มลองมองหางานจาก web site หางานของต่างชาติ) รับสมัครพนักงานล้างรถที่ Cabarita ซึ่งมันค่อนข้างไกลจากตัวเมือง Sydney มาก ค่าเดินทางไปกลับประมาณ 600 บาท แต่ด้วยความที่มีคำว่า “VERY GOOD PAY” เขียนตัวโตๆ ผมก็รีบโทรไป เจ้าของร้านเป็นชาวเลบานอน

ตอนนั้นก็ยังคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง จับใจความได้ว่าให้ไปทดลองงานได้ ไปถึงคืองานโหดมากจริงๆ เหมือนเป็นร้านล้างรถราคาถูก มีรถเข้าตลอดๆทุก 10 นาที ตั้งแต่เช้ายันเย็น เราก็กัดฟันก้มขัดล้อ ปีนขัดหลังคา วนๆไปทั้งวัน เสร็จงานแบบระบมไปทั้งตัว พอเสร็จการทดลองงานเราก็รอรับเงิน (กฏหมายของออสเตรเลียคนที่ทดลองงานต้องได้เงิน) ปรากฏว่าเจ้าของร้านเอาโค้ก 1 กระป๋องมายัดใส่มือ แล้วบอกว่า “very good work, tomorrow you can start your job. I will pay 10$/hour” หน้าชาเลยครับ ทั้งโดนเบี้ยวเงินค่าแรง และถ้าจะมาทำต่อจะจ่ายต่ำกว่ากฏหมาย ความรู้สึกตอนนั้นมันดาวน์ไปหมด กำลังใจก็ถดถอย

พอนั่งรถไฟกลับมาถึงตัวเมืองผมก็เดินหิวกลับมายังร้านอาหารประจำที่ดีที่สุดคือ Mcdonald เพราะอาหารทั่วๆไปที่นี่ราคาแพงมาก แต่ Mc ราคาถูกกว่าที่เมืองไทย เงิน $1 แลกชีสเบอเกอร์ได้ 1 ชิ้น ด้วยเงินเก็บที่มีก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ ผมเดินถือเบอเกอร์ออกมานั่งกินริมถนนหน้าร้าน และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีก! “นก”บินโฉบลงมากระชากชีสเบอเกอร์ของผมไปจากมือ เหลือติดมืออยู่แค่ครึ่งชิ้น

ภาพในวันนั้นความรู้สึกมันสุดบรรยาย จำได้จนถึงทุกวันนี้ เหมือนจมดิ่งในโชคชะตา ขนาดอาหารแค่ $ 1 ของเราที่ประหยัดในวันที่เลวร้าย วันที่ไม่มีรายได้ ยังโดนธรรมชาติแย่งกิน คนในร้านก็มองกัน ผมเดินขยับออกมาจากร้านแบบอายๆ และก็นั่งลงฉีกส่วนริมๆที่นกกัดทิ้งออกไป (กันเชื้อโรค) กินส่วนที่เหลือแบบน้ำตาตกอยู่ในคอ ณ ความเลวร้ายที่ได้เจอตลอดทั้งวันนั้น ก็เหมือนตกตะกอนทางความคิด มันเป็นความรู้สึกเหมือนกึ่งโกรธกึ่งจนตรอกที่ท้าทายต่ออุปสรรคต่างๆว่า “เลือกที่จะมาแล้วถึงตอนนี้ถ้ามันจะมีอะไรที่แย่กว่านี้ได้อีกก็เข้ามาจะกัดฟันสู้ผ่านไปให้ได้”

ผมหยุดสมัครงานร้านอาหารไทย ไปสมัครงานที่มีเจ้าของต่างชาติ แต่ทำได้ไป 2 -3 วัน โดนไล่ออก เพราะรับ order ภาษาอังกฤษผิดพลาด…

Q: จากเหตุการณ์แย่ๆวันนั้น…ชีวิตเราเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

คือก็กัดฟันหาที่สมัครใหม่ จะไม่ถอยไปจมอยู่จุดเดิมๆแล้ว จนได้ทำงานหลากหลายประเภท ทั้งร้านอาหาร พนักงานในโกดังสินค้า พนักงานโบกรถในลานจอดสนามบิน คนงานบริษัทขนย้ายของ(ในบ้านคนตาย) งานคลีนโชว์รูมมาสด้า พนักงาน delivery คนแจกใบปลิว แคชเชียร์ เด็กขนผักในตลาด ลูกมือช่างเครือข่ายมือถือ และอีกมากมาย

ทำควบ 3 งานพร้อมกันตลอดเวลา ทำงานอาทิตย์ละ 6-7 วัน และถ้ามีโอกาสได้เงินต่อชั่วโมงสูงขึ้นก็พร้อมที่จะลองไปสัมภาษณ์เพื่อรับโอกาสใหม่ๆ จนที่สุดถึงเดือน 11 ผลลัพธ์ของการทำงานคือได้เงินเก็บกลับไทย 1 ล้านบาท มาตั้งต้นทำธุรกิจถึงปัจจุบันนี้

Q: มีทิปฝึกภาษาอังกฤษยังไงคะ จากเคยเป็นคนที่ภาษาอังกฤษ “แย่มาก”

การเรียนภาษาอังกฤษตามโครงสร้างการศึกษาบ้านเราสำหรับผมถือว่าเฟลมากจริงๆ ผลลัพธ์ที่สำเร็จคือ การหาโอกาสพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของภาษานั้นๆจะช่วยได้ดีที่สุดครับ แต่ต้องบังคับตัวเองให้ออกจาก comfort zone ด้วย

อย่างตอนที่อยู่ออสเตรเลีย ตลอด 5 เดือนแรก ผมพบว่าการพัฒนาภาษาที่เป็นเป้าหมายที่วางไว้ ดีขึ้นในระดับที่ช้าเกินไปมากๆ ผมเลยตัดสินใจย้ายออกจากบ้านที่มีคนไทยแชร์ แล้วไปหาที่อยุ่ใหม่แชร์กับชาวต่างชาติเอง มันคือการยอม trade ความสบายความอบอุ่นใจที่ทำงานเหนื่อยกลับมาบ้านมีเพื่อนคนไทยคอยพูดคุย คอยดูแลกัน แต่สิ่งที่ได้มาแทนคือเราได้พูดคุยกับ roommates หลายๆชาติ ภาษาอังกฤษทุกคำมันจะค่อยๆซึบซับไปในตัว จากพูดตะกุกตะกักก็จะค่อยๆคล่องเองไปโดยธรรมชาติครับ

และสิ่งที่สำคัญที่สุดยิ่งกว่าภาษาคือได้มิตรภาพใหม่ๆ ที่แม้กระทั่งทุกวันนี้ roommates ในวันนั้นก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่รักกันมากๆ บินไปมาหากันอยู่เสมอ

Q: อะไรเป็น “จุดเปลี่ยนชีวิต” ของชีวิตให้เทสต์หันมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดขายกว่า 40 ล้านบาทในวันนี้คะ

จุดเปลี่ยนชีวิตครั้งแรกเลยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเรียนตอนเข้าปี 1 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ ในวันที่รู้ผลสอบ admission ว่าเราติดธรรมศาสตร์แล้วเป็นวันเดียวกับที่คุณพ่อที่เป็นหัวหน้าครอบครัวเสีย ตอนนั้นนอกจากเรื่องสภาวะทางอารมณ์แล้ว สิ่งที่ผมรู้ตัวเลยคือถึงแม้เราเป็นคนประหยัดมาตั้งแต่เด็กแต่ดูเงินในบัญชีมีเงินเก็บมาทั้งชีวิต 100,000 บาท ซึ่งเรารู้สึกว่ามันน้อยมากในการที่จบมหาวิทยาลัยไปแล้วเราจะสร้างธุรกิจอะไรขึ้นมาได้ด้วยเงินแค่นี้ “การที่เราขาดคนที่เลี้ยงดูเรามาทั้งชีวิตไปก่อนคนอื่น ก็เลยเป็นเหมือนสถานการณ์บังคับให้เราได้โตเร็วกว่าคนอื่น“

จุดเปลี่ยนในวัยทำงานเป็นตอนการใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลียแน่นอน มันปลูกฝังและเป็นพลังทุกครั้งที่มองกลับไปตลอดว่าเราเคยเหนื่อยมามากขนาดนั้นในการหาเงินแต่ละชั่วโมงต่อชั่วโมง เมื่อกลับมาไทยมีเงินทุนแล้วก็ได้ศึกษาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เมื่อมีความรู้ทฤษฏีแล้ว สิ่งที่เป็น Key Success ที่คนทำทุกธุรกิจต้องมีคือการนำทฤษฏีความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสนามจริงของธุรกิจ การลงทุนของผมทุกครั้ง จะต้องไม่มี opinion มาเป็นตัวแปร (น่าจะดี น่าจะไม่ดี) แต่ข้อมูลทุกอย่างต้องเป็น fact เท่านั้น (อันไหนดี คือดี ไม่ดีคือไม่ดี) มันคือความชัดเจนในทุกๆตัวแปร การวิเคราะห์สภาพตลาดจึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความอุตสาหะในการหาข้อมูลในเวลาที่จำกัดอยู่เสมอๆ เมื่อได้ข้อมูลที่เป็น fact แล้วก็ตีทุกด้านออกมาเป็นตัวเลข ความคลาดเคลื่อนจากการวิเคราะห์การลงทุนก็จะเกิดออกมาน้อยที่สุด

Q: มี do’s และ don’ts อะไรจะแนะนำให้น้องๆคนไทยเกี่ยวกับชีวิตในต่างประเทศ (ขออย่างละ 3 ข้อ)

Do’s
ให้เกียรติและยึดมั่นในเป้าหมายที่ตัวเองวางไว้ก่อนจะไป และใช้เวลาสร้างมิตรภาพให้ดีที่สุดเมื่อกลับมาแล้วจะเป็นความทรงจำที่อบอุ่นซึ่งจะอยู่กับเราไปจนวันตาย

Don’ts
เที่ยวกลางคืนได้ แต่อย่าบ่อยครับมันเปลืองมาก 5555 แต่อะไรที่เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ถึงแม้จะแพงมากก็จ่ายไปเถอะครับ อย่าประหยัด ตอนที่ผมทำเงินทะลุเป้าไปแล้ว ผมเที่ยวและทำกิจกรรมเยอะมาก ทั้งกระโดดร่ม Sky Diving จัด Road trip ขับรถเที่ยวข้ามเมืองกับเพื่อนๆต่างชาติ ไปเล่น Snowboard ที่ Ski resort กับเพื่อนๆคนไทย ล้วนเป็นประสบการณ์ที่นึกกลับไปทีไรก็มีความสุขเสมอๆครับ

Q: Quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

“Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them.”
บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม…ในขณะที่บางคนกำลังลงมือทำ

Q: ในฐานะนักลงทุน…ถ้าวันนี้เงินเพียงแค่ 10,000 บาท…เทสต์จะเอา 10,000 บาทนี้ไปทำอะไร

เพิ่มความรู้ให้สูงที่สุดด้วยเงินก้อนที่มี + ใช้ต้นทุนทางเวลาคลุกคลีไปกับสิ่งที่คุณรักและสนใจที่จะทำมันจริงๆครับ เงิน 10,000 อาจจะดูน้อยมากสำหรับการนำไปลงทุนทันที แต่เพียงพอสำหรับเป็นต้นทุนในการเรียนรู้ เมื่อรู้จริงในสภาพตลาดของการลงทุนด้านนั้นแล้ว การหาเงินลงทุนที่มากกว่านั้นอีก 10 เท่า หรือ 100 เท่า ก็หาไม่ยากครับ

Q: ฝากอะไรไว้กับคนไทยที่อยากเจริญรอยตาม Test หน่อยค่ะ

จากการได้ลองทำ และไม่ได้เริ่มทำอะไรมาหลายๆอย่างในชีวิต ผมเชื่อว่าโลกจะเดินตามฝั่งคนที่ลงมือทำเสมอครับ ไม่ว่า ณ วันนี้คุณจะมีปัญหาด้านไหน หรือมีข้ออ้างอะไรให้กับตัวเอง ขาด passion หรือไม่มี goal ที่ชัดเจน

การเลิกนั่งคิดไปเรื่อยๆ แล้วลงมือทำอะไรบางอย่างสักที มันคือทางสว่างที่ง่ายที่สุด เมื่อคุณเริ่มเดินหน้าทำอะไรบางอย่างโลกจะไม่ทิ้งคุณ ทุกครั้งที่เจอปัญหาข้างหน้าอย่าหยุดที่จะคิดบวก แล้วจะค้นพบว่าคำว่าปัญหาไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงครับ

Facebook Comments