ตาล งบน้อย…แต่อยากไปไปใช้ชีวิตที่ “ญี่ปุ่น สิงค์โปร์ อเมริกา ออสเตรเลีย” ลองทำแบบนี้!!!

0
999
ตาล งบน้อย...แต่อยากไปไปใช้ชีวิตที่ “ญี่ปุ่น สิงค์โปร์ อเมริกา ออสเตรเลีย” ลองทำแบบนี้!!!

Q: แนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อตาลค่ะ จบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทุนเรียนต่อที่ National University of Singapore และก็ที่ Kyushu University ประเทศญี่ปุ่น เคยทำงานเป็นนักกฎหมายอยู่ที่ Bank และ Law Firm ที่ไทย ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่บริสเบน ออสเตรเลียได้ประมาณปีกว่าๆแล้วค่ะ กำลังสร้างธุรกิจกับแฟนและก็ทำงานที่นี่ไปด้วยค่ะ

Q: ตาลเป็นนักเรียนไทยที่ได้ทุนเรียนต่างประเทศฟรี! ตลอดเลย…ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย

คือตาลตั้งใจจะ support ตัวเองเรียนให้ได้ก็เลยพยายามหาทุนเรียนฟรีที่ต่างประเทศที่ไหนก็ได้ แล้วก็โชคดีได้ไปเรียนมา 2 ประเทศค่ะ

ที่แรกคือสิงคโปร์ที่ NUS (National University of Singapore) เรียนปริญญาโทกฎหมายสาขา Intellectual Property and Technology Law โดยได้ทุนเรียนฟรีพร้อมมีค่ากินอยู่รายเดือนให้ เนื่องจากที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของสิงคโปร์ การเรียนก็ยากมาก เรียกได้ว่าเป็น1ปีที่ผ่านไปอย่างเครียดมาก ไม่ค่อยได้เที่ยวเพราะต้องตั้งใจเรียนมากๆ กลัวสอบตกแล้วเค้ายึดทุนคืน 555 แต่ข้อดีก็คือได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง สามารถresearchและเขียนessayภาษาอังกฤษได้เก่งขึ้น กลายเป็นskillที่ติดตัวมาจนปัจจุบัน

ประเทศที่ 2 ที่ไปเรียนก็คือ ญี่ปุ่นค่ะ ก็เป็นความโชคดีอีกที่ได้รับเข้าเรียนพร้อมทุนที่ Kyushu University สาขา International Economic and Business Law โดยเป็นโปรแกรมภาษาอังกฤษ สำหรับทุนที่ได้เป็นทุนรัฐบาลญี่ปุ่นที่จัดสรรมาให้กับทางมหาวิทยาลัย เค้าก็จะมีกำหนดไว้ว่าจะให้กี่คนจากชาติไหนบ้างในแต่ละปี ได้เรียนฟรีพร้อมค่ากินอยู่ซึ่งเยอะกว่าทุนที่ได้จากสิงคโปร์หลายเท่าตัว เนื่องจากทุนนี้เป็นของรัฐบาลแต่ทุนที่เราได้ของสิงคโปร์เป็นทุนจากทางคณะ และการเรียนถ้าเทียบกันแล้วก็จัดว่าเรียนเครียดน้อยกว่าที่สิงคโปร์มาก ได้มีโอกาสเที่ยวทั่วญี่ปุ่นพร้อมกลับไทยมามีเงินเหลือติดกระเป๋ามาจำนวนหนึ่งอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็น1ปีที่คุ้มค่ามากๆ

Q: นอกจากได้ทุนฟรีแล้ว…เห็นได้ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศอื่นอีกหลายที่ด้วย

ส่วนตัวเป็นคนชอบหาข้อมูลโครงการต่างๆที่ทำให้ได้ไปอยู่ต่างประเทศโดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยๆ ได้ทำงานหรือได้เรียนไปด้วย ก็ไปมา 3 ที่ค่ะ

ประเทศแรกที่ไปคืออเมริกาค่ะ ตอนช่วงปิดเทอมมหาวิทยาลัยปี1 ไปโครงการ Work&Travel ทำงานที่ Hilton Hotel, Daytona Beach, Florida ประมาณ 3 เดือน โครงการนี้สมัครผ่านเอเจ้นท์ เค้าก็จะมีงานให้เลือกสมัครและสัมภาษณ์ตั้งแต่ก่อนไป งานโรงแรมที่เลือกไปทำก็ไม่ค่อยชอบเท่าไร แต่ก็ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้วก็ได้เงินจากการทำงานมาเที่ยวสนุกสนานช่วงก่อนหมดวีซ่า

ประเทศที่ 2 ญี่ปุ่นค่ะ ตอนจบปี 4 ก่อนรับปริญญาไปโครงการ WWOOF (World Wide Opportunities on Organic Farms) ประมาณ 2 เดือน อันนี้สมัคร online เองทาง website เค้าเลย จะมีข้อมูลของโฮสต์ต่างๆ ให้เราดู โดยเราต้องไปทำงานแลกที่พักอาหาร แต่ไม่ได้ค่าตอบแทนนะคะ ออกแนวเป็นโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แล้วเค้าก็พาไปเที่ยวบ้างตามวันหยุด งานส่วนใหญ่ก็เป็นงานฟาร์ม ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ แล้วเราเคยเรียนศิลป์ภาษาญี่ปุ่นตอนม.ปลายก็เลยหาโอกาสไปฝึกภาษาญี่ปุ่นด้วยในตัว

ประเทศที่ 3 ออสเตรเลียค่ะ สมัคร Work&Holiday Visa มาอยู่ซิดนีย์ประมาณ 1 ปี อันนี้ก็จะได้มาแต่วีซ่านะคะ งานก็ต้องมาลุยหาที่นี่เองว่าอยากทำอะไร ส่วนตัวก็เคยลองเป็นพนักงานเสิร์ฟ ทำงานร้านขายของ เป็น receptionist ร้านนวด แล้วก็ทำงาน part time ที่สถานกงสุลไทยค่ะ

Q: จากประเทศที่เราไปอยู่มานี้ประทับใจประเทศไหนมากๆที่สุด

คงต้องเป็นทีญี่ปุ่น เพราะได้ประสบการณ์ดีๆที่นั่นมากมายจริงๆ การไปเรียน International Program ที่นั่นทำให้ได้เพื่อนชาติอื่นๆ มากมาย และญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ เยอะมาก ทุกฤดูก็จะมีความสวยต่างกันไป ได้ปั่นจักรยานไปเรียน สูดอากาศดีๆ พร้อมออกกำลังกาย อาหารการกินก็อร่อยและมีคุณภาพ ราคาไม่แพงมาก ผู้คนอัธยาศัยดี มีระเบียบวินัย คนค้าขายมี service mind บ้านเมืองก็ปลอดภัย เรื่องแฟชั่นเสื้อผ้า ของใช้ต่างๆ ก็มีความสร้างสรรค์ น่ารักไม่มีที่ไหนสู้ที่นี่ได้

Q: มีอะไรอยากจะบอกกับคนที่บอกว่า “ถ้าไม่มีเงิน…ก็ไม่มีโอกาสไปอยู่ต่างประเทศ”

จากประสบการณ์ส่วนตัวและจากคนรู้จักรอบข้างก็มาต่างประเทศกันได้โดยไม่ได้ใช้เงินมากมายค่ะ ส่วนตัวก็เอาเงินมาติดเป็น pocket money แค่นิดเดียวซึ่งสุดท้ายเงินนั้นก็แทบไม่ได้แตะ มันอยู่ที่ความพยายามของแต่ละคนในการหางาน หาทุนเรียน หา connection ต่างๆ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราเองว่าพร้อมจะทุ่มเทให้กับมันมากแค่ไหน

อย่างเราก็ไม่ใช่คนเก่งอะไรมากมาย จุดอ่อนคือเป็นคนพูดไม่เก่ง ไม่ว่าภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย คือเป็นคนที่ถ้าต้องไปสอบสัมภาษณ์หรือต้อง public speaking แล้วจะสั่นมาก แต่เรามีจุดแข็งตรงที่เราเป็นคนเขียนเก่ง สอบ IELTS คะแนนที่พุ่งสูงสุดก็คือคะแนนเขียน และน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ได้ทุนเรียนฟรีต่างๆมา ก็เลยอยากฝากไว้ว่า หาจุดแข็งของตัวเองให้เจอ ทุกคนมีความเก่งในตัวในด้านที่ต่างๆกันไป ก็เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์แล้วเงินก็จะไม่ใช่ปัญหา

Q: การได้ไปอยู่มาหลายประเทศ…มันทำให้ทัศนคติหรือชีวิตเราเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

เปลี่ยนไปมากค่ะ ในเรื่องการใช้ชีวิตก็ทำให้เป็นคนมองโลกกว้างขึ้นมาก เป็นคนไม่ยึดติดกับทั้งคนและสิ่งของ การได้พบเจอผู้คนต่างภาษาต่างวัฒนธรรม ทำให้รู้จักเปิดใจ ปรับตัวให้เข้ากับผู้คนและสถานที่ที่ไป นอกจากนั้นก็เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตให้เป็นระเบียบมากขึ้น รู้จักทำอะไรด้วยตัวเอง ทั้งเช่าบ้าน ทำอาหาร หาที่เรียน หางาน ทำให้รู้ว่าเรายังมีความสามารถที่ทำได้มากมาย เพียงแค่เราต้องเริ่มลงมือและใช้ความพยายามกับมัน

Q: ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่พีคที่สุดในต่างประเทศ

น่าจะเป็นการที่ได้เจอเหตุการณ์น่ารักต่างๆที่ญี่ปุ่น เช่น ตอนที่เราไปขึ้นรถไฟไม่ทัน พอไปถามเจ้าหน้าที่ที่สถานีรถไฟ คุณลุงแกก็ออกมาก้มหัวขอโทษขอโพยที่เราต้องตกรถไฟ ทั้งๆที่มันเป็นความผิดเราเองที่มาไม่ทัน วัฒนธรรมเค้าจะคำนึงถึงความรู้สึกคนอื่นแบบมากๆขั้นสุด

อีกอย่างคือ การเห็นคุณลุงที่เคยแต่งตัวเป็นพนักงาน office ทั่วไป แต่เย็นวันนึงแกก็แต่งตัวเป็นผู้หญิงใส่กระโปรงยาวรองเท้าส้นสูงใส่หมวกปีกกว้างมาเดินชอปปิ้งใน supermarket ก็ขำๆดีที่ได้เห็นความ extreme มากมายจากคนชาตินี้

Q: หากเลือกวัฒนธรรมดีๆในต่างแดนมาพัฒนาให้ประเทศไทยดีขึ้นได้ 3 อย่าง…สิ่งเหล่านั้นจะเป็นอะไร

1. ความมีระเบียบวินัยของคน ที่ญี่ปุ่นการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องพวกนี้มาจากการเลี้ยงดูของครอบครัวและการศึกษาที่โรงเรียน และอย่างที่ออสเตรเลียหรือสิงคโปร์ในเรื่องความเป็นระเบียบหรือการเคารพกฎต่างๆ คนเค้าค่อนข้างทำตามกันอย่างเคร่งครัดกว่าไทยก็เพราะตำรวจเค้าเอาจริง ค่าปรับก็แพงมากจริงๆ ทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุและอาชญากรรมก็จะน้อยลง หรือเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น การแยกขยะ การงดใช้ถุงพลาสติก รัฐมีระบบจัดการที่ดี ทุกคนก็ช่วยกันเอาใจใส่สิ่งแวดล้อม ประเทศเค้าก็พัฒนากันได้อย่างยั่งยืน ตรงนี้ถ้าเมืองไทยเอาจุดดีต่างๆ มาปรับใช้ได้น่าจะดี

2. การเคารพความแตกต่างทางความคิด เป็นเรื่องที่ได้เรียนรู้ว่าคนต่างชาติ(โดยส่วนมาก) จะเคารพความเห็นที่แตกต่างของคนอื่น อาจไม่ได้ทำตามแต่พร้อมรับฟังและไม่ดูถูก เค้าจะไม่ตัดสินว่าความเห็นนั้นมาจากคนที่เด็กกว่า คนที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ หรือคนที่การศึกษาไม่สูง เราจะชอบมากเวลาเห็นข่าวที่พ่อแม่สนับสนุนลูกที่อายุไม่กี่ปีที่คิดโครงการต่างๆขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนอื่น แล้วมันก็กลายเป็นโครงการโด่งดังให้ประโยชน์แก่คนได้มากมาย เราอยากให้คนไทยลดความเป็น seniority ลงหน่อย แล้วเอาเนื้อความของเรื่องเป็นหลัก น่าจะได้สิ่งดีๆมาพัฒนาส่วนรวมได้เยอะ

3. ค่านิยมทางการศึกษา การที่คนไทยมีค่านิยมว่าเด็กทุกคนต้องจบปริญญาตรีอย่างต่ำ แล้วค่อยออกมาหางานทำก็อาจจะไม่ใช่ค่านิยมที่แย่ แต่เมื่อได้เห็นค่านิยมทางการศึกษาที่ต่างกันออกไปในต่างประเทศที่เค้าเจริญไปกว่าไทยแล้วก็อยากได้สิ่งเหล่านี้มาในประเทศไทยบ้าง อย่างคนญี่ปุ่น/ออสเตรเลีย/อเมริกาตั้งแต่เรียนก็จะหาเวลาทำงานพิเศษกันเป็นปกติ และหลายคนที่จบม.ปลายแล้วมักจะมี gap year 1 ปี ออกท่องเที่ยวต่างประเทศบ้าง ออกมาทำงานเพื่อหาสิ่งที่ตัวเองชอบบ้าง แล้วค่อยกลับมาเรียนมหาวิทยาลัย พอได้มารู้จักคนพวกนี้ก็รู้สึกเลยว่าเค้าค่อนข้างจะมองโลกกันกว้าง แต่ละคนมีโอกาสใช้ชีวิตกันมาอย่างคุ้มค่าตั้งแต่อายุยังน้อย หรือแม้ว่าเรื่องการเรียนที่เคร่งครัดแบบคนสิงคโปร์ที่ไปสัมผัสมา เค้าเน้นการคิดนอกตำรา วิเคราะห์ ถกเถียงกันในห้อง และprofessor ก็ไม่ตัดสินว่าความคิดใครผิดถูก ให้นักเรียนกลับไปคิดเอง ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวก็ไม่เคยได้รับมาจากการศึกษาที่ไทย เลยรู้สึกว่าอยากให้ระบบการศึกษาไทยและค่านิยมของคนไทยเกี่ยวกับการศึกษาได้นำสิ่งดีๆของต่างประเทศมาปรับใช้บ้างน่าจะดี

Q: Quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

You only live once, make it count.

Q: สุดท้ายนี้…ขอให้เติมช่องว่างว่า ขั้นตอนแรกสุดที่เราต้องทำ…หากอยากมาใช้ชีวิตที่ต่างประเทศคือ

“________________”
ค้นคว้าหาข้อมูลค่ะ

Facebook Comments