Kenneth ทำไงดี?​ เมื่อมาอยู่เมืองนอกแล้ว… self-esteem หายไปหมด!

0
511
Kenneth ทำไงดี?​ เมื่อมาอยู่เมืองนอกแล้ว... self-esteem หายไปหมด!

Q: แนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อKennethนะครับ กิติวุฒิ ขำวิลัย เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ตอนนี้ทำงานอยู่ Sydney, Australia ครับ มีโอกาสไปเรียนที่ไหน ด้านไหน? จบคณะวิทยาศาสตร์สาขาสถิติที่ม.ธรรมศาสตร์ และก็ได้เข้าไปเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสาขาสถิติเหมือนกันอยู่หนึ่งเทอม หลังจากนั้นก็ได้ตัดสินใจมาเรียนที่ออสเตรเลียครับ

ตอนแรกมาเรียนภาษาก่อนประมาณหนึ่งปีแล้วเข้าเรียนต่อMaster of Professional Accounting ที่ CQU

ตอนนี้ทำอะไร? ตอนนี้เป็น Regional Marketing Manager ที่ Times Education Group Australia ครับ

Q: กว่าจะได้มาเป็น Regional Marketing Manager ต้องผ่านอะไรมาบ้างคะ

จริงๆต้องบอกก่อนว่าไม่ได้เรียนด้านmarketingเลย จะถือว่าความรู้ด้านนี้เป็นศูนย์เลยก็ว่าได้ 555 แต่โชคดีที่ที่บ้านทำการค้าก็เลยได้ประสบการณ์จากตรงนั้นมาปรับใช้ ร่วมกับก่อนหน้านี้ได้ร่วมงานกับ Education Agency มาก่อน ก็เลยได้นำความรู้ความสามารถทั้งสองอย่างมาประกอบใช้กัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือการที่ผู้ใหญ่คือพี่ Bee Napat, Marketing Exclusive ได้เห็นความสามารถของเราได้ชักชวนเราเข้ามาร่วมทีม

ณ ปัจจุบัน…Kenneth ผ่านอะไรมาบ้าง? เยอะนะ 555 เราตอนที่เราเข้ามาทำเนี่ย…เราได้รับProductใหม่ซึ่งเหมือนต้องสร้างฐานลูกค้าเข้ามาใหม่แต่ความยากที่สุดคือสภาวะตอนตลาดในตอนนั้นมัน down ลงเรื่อยๆ ก็ต้องสู้ละ 555 ให้ได้สิ

Self-esteem เนี่ยสำคัญเลย ถ้าตอนนั้นเราดูถูกตัวเอง เราไม่เชื่อมั่นในตัวเราว่าเราทำได้ เราต้องทำให้ได้ เราก็give upตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้ว

Q: มีอะไรอยากจะบอกกับคนที่ “มาอยู่ต่างประเทศแล้ว….รู้สึกว่า self-esteem ที่เคยมีหายไปหมด”

อย่าดูถูกตัวเอง! นี้คือสำคัญมากจริงๆ การที่เราดูถูกและไม่เคารพในความสามารถของตัวเองเนี่ยทำให้เราไม่รู้ว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้างหรือแม้แต่จะก้าวข้ามขีดกำกัดความสามารถของตนเอง

ตัวอย่างง่ายๆเลย เราคิดว่าภาษาอังกฤษเราห่วยมาก เราคุยกับคนต่างชาติไม่รู้เรื่องหรอก คนไทยกลัวที่จะพูดภาษาอังกฤษผิด แต่อย่าลืมนะ!ว่าคนต่างชาติเขาโฟกัสที่ว่าเราอยากจะสื่อสารอะไรไม่ใช่ยูว์พูดผิดหรือถูก (นี้คือนอกจากดูถูกตัวเองแล้วยังหลงประเด็นอีกด้วยนะ 555)

Q:Kenneth มีเทคนิคช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง หรือ Self-esteem ยังไงบ้างคะ

Self-Esteem เกิดขึ้นได้ง่ายมากจริงๆนะ เริ่มจาก’ความรู้ตน’ ความรู้ตนคือ การที่เราตระหนักแล้วรู้ว่าเราคือใคร เราชอบทำอะไร เราสามารถทำอะไรได้บ้างอะไร เรารักในอะไร แล้วนำสิ่งเหล่านี้ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สูงที่สุดกับตนเองและคนรอบข้าง เห็นปะ ‘self-esteem’ มันเกิดขึ้นเองเลยโดยธรรมชาติแค่เริ่มตนจากความรู้ตนหรือการรู้จักตนเอง Be proud to be yourself

กลับมาที่ตัวอย่างแรกกัน ถ้าเราคิดว่าเราสื่อสารกับชาวต่างชาติไม่รู้เรื่องนั้นคือ เราตัดสินแล้วให้คุณค่ากับตัวเองแล้วว่า ไม่! ชั้นทำมันไม่ได้ นี้คือแพ้แล้วง่ายๆเลย แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ลองทำหรือเริ่มทำเลย

หรือแม้กระทั่งบุคคลที่มีความแตกต่างไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือเพศที่สาม บุคคลเหล่านี้ที่ดูถูกความสามารถของตนเองอาจเป็นเพราะถูกตีค่าจากสังคมบางสังคมว่า they are noting. หรือติดลบด้วยซ้ำในบางสังคม คำถามคือ “คนเหล่านั้น…เขาตีค่าหรือให้คุณค่ากับตัวเองตามที่สังคมให้ค่าพวกเขาไหม?”

Q: คนไทยหลายๆชอบคิดว่า “เราสู้ฝรั่งไม่ได้” มีอะไรอยากจะดึงสติพวกเค้าบ้าง

ถามคำถามตัวเองว่า เราเองในฐานะคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ เราดูถูกตัวเองไหมว่าเราสู้คนชาติอื่นไม่ได้?

ถ้าใช่เราก็เป็นผู้พ่ายแพ้

ถ้าไม่ใช่เราก็คือผู้ชนะ ไม่ต้องถึงขั้นชนะสังคมหรือโลกหรอก ชนะใจตัวเองนี้คือสิ่งสำคัญที่สุด! Be proud to be yourself. Self-Esteem จะตามมา แล้วคุณจะสามารถทำทุกอย่างบนโลกใบนี้ได้

Q: Kenneth เองเคยเจอกับอุปสรรคอะไรมาบ้าง

อุปสรรค ที่เราเจอ…น่าจะเหมือนคนอื่นๆนะ คำว่าร้าย นินทา ดูถูก ตัดพ้อ กระแนะกระแหน คำถามคือเราจัดการยังไงกับมัน

เราก็เริ่มจากฟังก่อนเลย ฟังไว้ให้หมด รับมันเข้ามาไว้เพราะสาระสำคัญมันเกี่ยวกับเรานะต่อให้เป็นคำพูดที่ไม่ดี เราสำรวจตัวเราเอง เราเป็นแบบนั้นหรือไม่ เราทำแบบนั้นหรือไม่?

ถ้าเราเป็นและทำในสิ่งนั้นละ จะทำยังไง จะแก้ไขยังไงให้มันเหมาะสมและจะปรับปรุงตัวยังไง ถ้าเราไม่ได้เป็นและไม่ได้ทำละ ให้เอาใจและความรู้สึกออกจากคำพูดร้ายๆนั้น

แบบนี้ก็เท่ากับว่าเราใส่ใจกับมันสิ? เอางี้นะนึกภาพตาม เมื่อวานเราเดินเหยียบอุจจาระสุนัขหนึ่งก้อนริมทางเหม็นม่ะ เหม็น อี๋ดิ่ bad experience ม่ะ bad มาก darkเลย แล้วทำไง? ก็ไปล้างรองเท้าไง ☺ แล้วเราก็ไปทำธุระของเราต่อ

ที่นี้ตอนนี้เราถามว่าจำได้ไหมว่าเมื่อวานเราเดินเหยียบอุจจาระสุนัข จำได้สิ ยังเหม็นอยู่ไหม ไม่เหม็นแล้วนิ สนใจหรือใส่ใจไหม ก็ไม่แล้วนะเพราะมันผ่านไปแล้ว. ..ทำไมล่ะ?

เราเอาใจกับความรู้สึกออกมาแล้วจากสถาณการณ์นั้น ปล่อยมันแล้ว วางมันลงแล้ว ที่เหลือคือความทรงจำและประสบการณ์

Q: ในฐานะบุคคลประเภทที่ 3… Kenneth รู้สึกว่าที่ออสเตรเลีย มีความเปิดรับอย่างไรบ้าง

ต้องบอกก่อนเนอะว่าเรื่องนี้มัน sensitive เพราะต่างคนก็ต่างความคิดนะ อย่าถือว่าสิ่งที่เราพูดออกไปเป็นบรรทัดฐานของสังคมหรือประเทศไหนๆเนอะ มันมีเรื่องของ scale เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

อย่างเพศที่สาม คนที่ออสเตรเลียมองว่าคนเหล่านี้เป็นมนุษย์เหมือนกันและปฏิบัติต่อพวกเขาไม่แตกต่างจากคนปกติ เจอกัน ทักทายกัน จับมือกัน กอดกัน มันปราศจากการปฏิบัติในแง่ลบนะ อย่างเราเจอเพื่อนทั้งผู้ชาย ผู้หญิง พวกเขามองเราแบบปกตินะ ไม่มองแบบ เอ๊ะ! นี้ตัวอะไร 555 กอดทักทายกันปกติเลย

บุคคลที่มีความแตกต่างเหล่านี้เขาไม่ถูก exclude ออกจาก society อะ เขาจะถูกหลอมร่วมเขามาเป็นส่วนหนึ่งของ society นี้คือสิ่งที่ดีมาก

Australia มองว่าตนเองในฐานะสังคมหรือประเทศก็เหมือนร่างกายของมนุษย์ Everyone is a part of this society like a human body. คล้ายๆแบบเรามีไฝอยู่ที่หน้า เราจะอยู่ร่วมกับมันได้ยังไง

และสิ่งที่สำคัญคือบุคคลที่มีความแตกต่างสามารถดึงเอาความสามารถของเขาออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่พร้อมกับการ support จากสังคมและคนรอบข้าง They look closely and honestly admire your talent, not your appearance.

Q: Kenneth ภูมิใจอะไรตัวเองมากที่สุดในชีวิต

ภูมิใจที่ทำให้พ่อกับแม่ภูมิใจกับในสิ่งที่เราทำนะ ทั้งการใช้ชีวิต หน้าที่ การงาน เรามองว่าพ่อแม่ทุกๆท่านมีความกังวลต่อลูกๆว่าจะประสบความสำเร็จไหม ชีวิตลูกจะเป็นยังไง จะดีไหม? แต่พอเรามาถึงจุดๆนี้ ตอนที่พ่อกับแม่พูดกับเราว่า “พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวลูกนะ” คือทุกสิ่งที่อย่างที่เราพยายามมาคือมันสำเร็จแล้วอะ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับออสเตรเลีย

ชอบ:

  • การยอมรับในความแตกต่าง และมองว่าสิ่งเหล่านี้มันมีคุณค่า อย่างที่กล่าวไว้ในตอนแรกนะครับ
  • กฎระเบียบที่เข้มงวด (ได้ยินมาว่ามีคนเคยโดนปรับ! ที่ถ่ายรูปดอกไม้ตอนขับรถติดไฟแดง 555) คือเราเชื่อว่า สังคมต้องมีกฎระเบียบที่รัดกุม เคร่งครัด เข้ามา deal กับความแตกต่างของผู้คน เพื่อไม่ให้มัน harm ต่อคนอื่นและสังคม ถ้าออสเตรเลียไม่มีกฎระเบียบที่เข้มงวด Chaos คงมายื่นแน่ๆเพราะความแตกต่างที่มันมากมายจริงๆ
  • Respect with Friendly Actions สังคมที่นี้ให้ความเคารพต่อกันและนำเสนอออกมาในรูปแบบที่เป็นกันเอง ถ้าว่าพนักงานเสริฟทำงานร้านอาหารหรือคาเฟ่ เขาก็ให้ความเคารพนะ ง่ายๆเจอหน้าพนักงานเขาทักแล้ว Goddday, mate. How are you? โดนที่บางครั้งพนักงานยังไม่ได้ทักก่อนเลย แค่นี้คือก็บอกได้เลยอะว่า เขาไม่ได้มองเราว่าเราทำอาชีพอะไร แต่เขามองเราว่าเราคือเพื่อนร่วมโลกคนหนึ่งที่และมีความคเคารพซึ่งกันและกัน

ไม่ชอบ:

  • Unpredictable weather สี่ฤดูในหนึ่งวัน นี้คือสุดยอดมากจริงๆ 555 คือร่มที่อยู่ทุกที่ที่ทำงาน บ้าน รถ ตอนออกจากบ้านก็ต้องเช็คอากาศกันหน่อย 555
  • ค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง income ไม่ได้สูงตาม 555 ไปเที่ยวไม่ทั่วเลย! เพราะประเทศนี้มันคือทวีปทั้งทวีปที่ใหญ่มาก

Q: ขอหนังสือแนะนำให้ทุกคนต้องอ่าน 1 เล่ม

The Serect by Rhonda Byrne ต้องอ่านเลย!

Q: Quote ไหนสอนชีวิตได้ดีที่สุด

Living in Conscious of the presence, Buddha

Q: อื่นๆที่อยากจะบอกกับคนไทยด้วยกัน

อย่างแรก อย่าดูถูกความสามารถของตัวเองและก้าวข้ามขีดกำจัดของเราให้ได้! ☺

อย่างที่สอง อุปสรรค์มีไว้ให้เอาชนะ มันทำให้เราเก่งขึ้น ทำให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดความสามารถของเรา ทำให้เรารู้ว่า เฮ้ย! ชั้นก้อทำแบบนี้ได้นะ

นึกภาพตามๆ เหมือนก้อนหินที่ขวางทางเราอยู่ อาจสูงประมาณหัวเข่าอะ แล้วเราจะทำยังไงกับก้อนหินก้อนนี้ละที่ขวางทางเราอยู่?
1. นอนลงรอให้ซักวันหินก้อนนี้มันหายไปตามกาลเวลา พอหินหายไปแล้วค่อยเดินต่อ จะอย่างงั้นหรอ? 555 อย่าลืมว่าเวลาเป้นปัจจัยสำคัญ เป็นทรัพย์สินของทุกสรรพสิ่งบนโลกที่ไม่สามารถหามาเพิ่มเติมได้นะ

2. ก้าวข้ามก้อนหินเลยสิ ง่ายๆชิลๆ ชนะใสๆ แถมให้ยืนทำท่าผู้ชนะบนก้อนหินด้วย 555 ถ้าเราลองก้าวขึ้นไปบนก้อนหินและสัมผัสชัยชนะที่มีต่อก้อนหินก้อนเนี่ย เราอาจมองเห็นวิวเทือกเขาหลายๆเทือก ทะเลหมอกจางๆ กับแม่น้ำสวยๆก็ได้

Facebook Comments